เจาะใจ สุชนา หญิงไทยคนแรก กับภารกิจสำรวจแอนตาร์กติกา





เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก youtube.com โพสต์โดย Darkvongola1

            ช่วงนี้เวลาจะออกไปไหนมาไหนข้างนอกบ้าน หลายคนคงเจอกับสภาวะอากาศแปรปรวน บางวันร้อน บางวันหนาว บางวันฝนตก จนต้องพกร่มติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าฝนหลงฤดูจะตกลงมาอีกเมื่อไหร่ โดยส่วนใหญ่ทุกคนต่างก็รู้ว่าที่อากาศเป็นเช่นนี้เกิดจากภาวะโลกร้อน และสำหรับใครหลายคนที่เป็นกังวลกับเรื่องนี้ ในรายการเจาะใจที่ออกอากาศไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ก็ได้นำเรื่องภูมิอากาศของโลกในปัจจุบันมาขยายอีกครั้งผ่านการพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์หญิงคนแรกของไทย ที่เดินทางไปทวีปแอนตาร์กติกอย่าง รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยเดินทางสำรวจพื้นที่แอนตาร์กติกา ร่วมกับทีมสำรวจของชาวญี่ปุ่นในปี 2552 เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วย

            สำหรับทวีปแอนตาร์กติกาที่ รศ.ดร.สุชนา ได้เดินทางไปทำการวิจัยนั้น เป็นทวีปที่หนาวเย็นที่สุดในโลก ไม่มีผู้คนตั้งรกรากอาศัยอย่างถาวร มีพื้นที่มากกว่า 14 ล้านตารางกิโลเมตร และปกคลุมด้วยน้ำแข็งเฉลี่ยเกือบ 3 กิโลเมตร ซึ่งดินแดนน้ำแข็งแห่งนี้เองที่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้เห็นถึงภูมิอากาศของโลกในอนาคต มีความแรงของพายุหิมะสูงสุด 96 เมตรต่อวินาที และอุณหภูมิที่หนาวที่สุดอยู่ที่ -89.2 องศาเซลเซียส ปัจจุบันมีศูนย์วิจัยของประเทศต่าง ๆ เข้าไปศึกษาในดินแดนนี้กว่า 20 ประเทศทั่วโลก

            ดร.สุชนา ได้เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ต้องไปที่ทวีปแอนตาร์กติกนั้นมีอยู่ 2 ประการ อย่างแรกนั้นเพราะที่นี่เป็นปราการด่านแรก เป็นหน้าต่างบานแรกของโลกที่จะบอกให้ทราบว่า ถ้าโลกของเรามีสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเวลาที่เราปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ออกมาจากทวีปต่าง ๆ ก๊าซเหล่านั้นจะไม่อยู่ในภูมิภาคของเรา แต่มันจะปลิวไปตามการหมุนของโลก และมาตกค้างอยู่ที่ขั้วโลกใต้หรือทวีปแอนตาร์กติก จึงถือว่าที่นี่เป็นสถานที่รองรับของเสียของโลกเลยทีเดียว

            "ภาวะเรือนกระจกจะเกิดรุนแรงที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ มันจะบินไปอัดอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีผลกระทบอะไรกับโลกที่นั่นก็จะเกิดขึ้นก่อน เพราะเป็นแหล่งที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่าที่อื่น เราก็จะได้เรียนรู้จากตรงนั้น เพื่อใช้ป้องกันผลที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ "

            ส่วนประการที่สองนั้น ดร.สุชนา กล่าวว่า ถ้าเราจะทำนายสภาพภูมิอากาศของโลกในอนาคตได้อย่างแม่นยำ เราจะต้องมีข้อมูลของโลกในอดีตให้มาก ที่ขั้วโลกเหนือหรืออาร์กติกที่ข้างบนเป็นแผ่นน้ำแข็งส่วนข้างล่างเป็นทะเล แต่ที่แอนตาร์กติกจะเป็นแผ่นดินทวีปที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ซึ่งสะสมกันมาเป็นเวลานานจนปัจจุบันหนาถึง 3 กิโลเมตร เมื่อเราขุดเจาะน้ำแข็งลงไปจะทำให้เราย้อนอดีตไปได้ถึงเจ็ดแสนปี และจะทำให้เรารู้ว่าในแต่ละช่วงอายุมีอะไรฝังอยู่เพื่อให้เรานำมาศึกษาในทีละช่วงได้ ซึ่งการเข้าไปศึกษาวิจัยที่นี่ไม่ใช่อยู่ ๆ ดีจะไปได้ ประเทศเราต้องอยู่ภายใต้สันธิสัญญาแอนตาร์กติกก่อนจึงจะสามารถส่งนักวิจัยไปได้ เพราะทวีปนี้ไม่มีเจ้าของ หลายประเทศมาจับมือกันทำสนธิสัญญาว่า ห้ามทำการทหาร ห้ามทำการพาณิชย์ ห้ามหาทรัพยากรธรรมชาติ ห้ามขุดเจาะน้ำมันหรือนำอะไรออกมาขาย เราไปก็เพื่อศึกษาวิจัยเท่านั้น โดยนักวิทยาศาสตร์เคยทำนายไว้ว่า ถ้าน้ำแข็งที่แอนตาร์กติกละลายหมด น้ำทะเลจะสูงขึ้น 50 ถึง 60 เมตร เมื่อไหร่ที่น้ำแข็งในแอนตาร์กติกละลาย จะทำให้เกิดผลกระทบอะไรต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งมีชีวิต ประเทศที่อยู่ห่างออกไปจะได้รับผลกระทบในทางอ้อม ในส่วนของห่วงโซ่อาหาร ทำให้ทุกอย่างในทะเลเปลี่ยนไปส่งผลต่อมนุษย์ที่ใช้ประโยชน์จากในทะเล





            ซึ่ง ดร.สุชนา ยังเล่าให้ฟังอีกว่า การเข้าไปเป็นหนึ่งในคณะสำรวจของญี่ปุ่นได้ ต้องผ่านการส่งประวัติ ผลงาน ตรวจร่างกายและสภาพจิตใจอย่างละเอียด เมื่อได้เดินทางไปที่แอนตาร์กติกได้จะต้องใช้เรือตัดน้ำแข็งเท่านั้น เรือตัดน้ำแข็งที่พูดถึงคือการใช้หัวเรือชนน้ำแข็งดันวิ่งฝ่าน้ำแข็งเข้าไป ถ้าชนต่อไปไม่ไหว เรือก็จะถอยหลังแล้วเดินหน้าเข้าไปใหม่ แต่เรือลำใหม่ที่ได้เดินทางจะมีการปล่อยน้ำธรรมดาด้วย ฉีดน้ำไปที่น้ำแข็งให้น้ำมันละลายง่ายขึ้น โดยต้องบินไปที่ออสเตรเลียแล้วขึ้นเรือที่ฟรีแมนเทิล ใช้เวลาขาไป 3 อาทิตย์ ขากลับ 5 อาทิตย์ อยู่บนเรือก็  2 เดือน รวมแล้วก็ไปที่นั่นประมาณ 4 เดือน และจุดประสงค์หลักที่ตั้งใจไปศึกษาที่นั้น คือเรื่องของสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตที่ประเทศแอนตาร์กติก ศึกษาชีวิตของปลาทะเลว่า ถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป มันจะมีผลต่ออาหารของปลาหรือไม่ เก็บตัวอย่างดินมาวิเคราะห์ อีกทั้งยังต้องช่วยนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นในกลุ่มชีววิทยา และกลุ่มสมุทรศาสตร์ ช่วยเก็บตัวอย่างน้ำทะเล แพลงตอน เพราะเขาเป็นห่วงกันว่าทะเลจะเป็นกรด เพราะที่แอนตาร์กติกก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าที่อื่น

            ส่วนอันตรายหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ดร.สุชนา กล่าวว่า งานที่ทำอยู่บนทะเลน้ำแข็ง บนชั้นน้ำแข็งที่ข้างใต้มีทะเลก็ค่อนข้างอันตราย ขนาดระวังแล้วก็ยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น อย่างตอนที่ไปเก็บไม้ไผ่ที่ปักอยู่ใกล้กับรอยแยกของช่องน้ำแข็ง เท้าของตนตกลงไปในรอยแยกข้างหนึ่ง

            "จริง ๆ แล้วเนี่ยเขาก็มีการเทรนมาก่อนนะว่า ถ้าเวลาเรามีอุบัติเหตุเราต้องเป่านกหวีด แต่ว่าตอนที่ตกลงไปตอนนั้นเราตกใจ ร้องตะโกนให้เพื่อนช่วย แต่ที่นั่นลมแรงมาก เวลาเขาทำงานเขาจะปิดหมดเขาก็จะไม่ได้ยิน ตอนนั้นเราก็ลืมไป เราก็ไม่ได้เป่านกหวีด เรียกตั้งนานเพื่อนก็ไม่หันมามองเราก็เลย ต้องพยายามปีนขึ้นมาเอง"

            และเมื่อถูกถามต่อว่าไปอยู่ที่ศูนย์วิจัยถึงสองเดือนได้อะไรมาบ้าง ดร.สุชนา ก็บอกว่า งานวิจัยที่ไปทำเขาจะแบ่งกันเป็นหลายกลุ่ม ของญี่ปุ่นจะมีการวิเคราะห์ะด้านชั้นบรรยากาศระดับสูง ดูพวกแสงออโรล่า หรือสนามแม่เหล็ก แล้วอีกกลุ่มหนึ่งจะดูบนชั้นบรรยากาศเกี่ยวกับอากาศ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ส่วนกลุ่มของตนเองที่ทำงานทางด้านชีวะก็ไปทำเกี่ยวกับสัตว์ทะเล มีไปสำรวจเพนกวิน แล้วก็มีอีกกลุ่มหนึ่งกลุ่มธรณีคอยเก็บน้ำแข็ง ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การทำวิจัยและเราก็ได้มีการเผยแพร่ให้นักวิทยาศาสตร์ไทยทราบแล้วว่า เขามีการทำงานอย่างไร เพื่อว่าที่เราจะได้สามารถนำวิธีการอย่างนั้นมาใช้ในบ้านเราได้

            นอกจากนั้น ดร.สุชนา ยังได้นำปลาหินจากแอนตาร์กติกที่เก็บได้ ตัวเคยนำมาแสดงในรายการ ก่อนจะกล่าวถึงประโยชน์ที่ได้จากการไปทวีปแอนตาร์กติกที่สามารถใช้ในประเทศไทย  ดร.สุชนา ก็ให้คำตอบว่า การไปเก็บตัวอย่างของปลามา พบว่าปลามีพยาธิมากขึ้น ประเภทอาหารของปลาที่กินแตกต่างจากเมื่อก่อน แม้แต่เพนกวินก็เริ่มได้รับผลกระทบจากการที่น้ำแข็งหนาขึ้น ทำให้เพนกวินนำอาหารมาให้ลูกไม่ทัน ลูกเพนกวินก็จะรอดชีวิตน้อย อันนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่แค่อากาศที่เปลี่ยนไป แต่สิ่งมีชีวิตก็กำลังได้รับผลกระทบด้วย

            " สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้โลกร้อนหรือโลกเย็นก็ได้ การที่โลกเปลี่ยนไปอุณหภมินั้นอาจจะสูงขึ้นหรือต่ำลงก็ได้ เราจะเห็นได้จากบ้างประเทศที่มีหิมะตกหนักมาก อันนี้ก็จะเป็นอีกเคสที่ตรงกันข้ามกับโลกร้อน "

            และหลังจากที่กลับมาประเทศไทยแล้ว ดร.สุชนา ได้เข้าไปทำงานเกี่ยวกับปะการังในทะเล เนื่องจากในช่วงสองปีที่ผ่านมาหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งมีกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มีปะการังตายถึง 70 เปอรเซ็นต์ สาเหตุก็มาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นซึ่งส่วนนี้เราทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเราช่วยกันในทางอ้อมไม่ปล่อยมลภาวะ หรือไม่เข้าไปทำให้ปะการังเครียดก็จะลดการฟอกขาวได้

            " ถ้าเกิดเวลาที่ปะการังมันเครียด กำลังฟอกขาวอยู่ถ้าเราไปลดกิจกรรมต่าง ๆ ของเรา อย่าไปดูไปชมปะการัง เพราะช่วงที่ปะการังฟอกขาวคนคิดว่ามันสวย สีขาวอยากจะไปดูมันก็เหมือนปะการังป่วย ถ้าปะการังป่วยเราให้เขาพักฟื้น เขาก็สามารถที่จะฟื้นตัวมาได้ "

            นอกจากนี้ ดร.สุชนา ยังกล่าวถึงหน้าที่ของตัวเองให้ฟังว่า การทำงานของตนคือการฟื้นฟูปะการังแบบอาศัยเพศ ปกติปะการังจะมีการสืบพันธุ์ 2 แบบ ทั้งอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ที่ผ่านมาจะมีการฟื้นฟูปะการังแบบไม่อาศัยเพศ คือการนำปะการังกิ่งหนึ่งมาชำเหมือนต้นไม้ แต่ที่ตนทำคือการเข้าไปเก็บไข่และสเปิร์มของปะการังมา ซึ่งลูกปะการังที่ได้จากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะมีพันธุกรรมที่หลากหลายกว่าจะเพิ่มโอกาสให้อยู่รอดได้ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ทำระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย ร่วมสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมมือกับหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษกองทัพเรือ และในขณะนี้เราก็ได้ร่วมมือกับทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง

            ส่วนเรื่องสุดท้ายที่อยากฝากให้ผู้ชมรู้เกี่ยวกับธรรมชาตินั้น ดร.สุชนา ก็กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

            "อยากให้ทุกคนคิดว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของเรา หลายคนจะคิดว่าธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของเรา เราจะทำอะไรก็ได้แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เราเป็นส่วนเล็ก ๆ ของธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นถ้าธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปหรือได้รับผลกระทบ มนุษย์เราเองก็จะได้รับผลกระทบด้วย เพราะฉะนั้นมันคงยังไม่สายเกินไป เราอาจจะหยุดโลกร้อนไม่ได้ แต่ถ้าเราช่วยกันคนละไม้คนละมือในสิ่งที่ทำง่ายๆอย่างเช่น ประหยัดพลังงาน หรือการลดการใช้ถุงพลาสติก กล่องโฟม บางคนบอกว่าลดเฉพาะตัวเราแล้วได้หรือเปล่า ความจริงได้ ลองคิดดูว่าถ้าลดการใช้กล่องโฟมหรือถึงพลาสติกวันละกล่องหรือวันละถุง ทุกวันก็สามร้อยหกสิบห้าวัน สามร้อยหกสิบห้ากล่อง สามร้อยหกสิบห้าถุง "

            มาถึงตอนนี้แล้วหลายคนที่เคยคิดกังวล หรือละเลยกับเรื่องสภาวะโลกร้อนคงจะเห็นแล้วว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์แทบทั้งสิ้น หากเรามีจิตสำนึกคิดถึงธรรมชาติให้มากกว่าตัวเรา และช่วยกันลดโลกร้อนโดยเริ่มที่ตัวเองแล้วล่ะก็ โลกใบนี้ก็จะคงอยู่เป็นปกติได้จนรุ่นลูกรุ่นหลานแน่นอนค่ะ




คลิปรายการเจาะใจ ตอนที่ 1




คลิปรายการเจาะใจ ตอนที่ 2



คลิปรายการเจาะใจ ตอนที่ 3





เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เจาะใจ สุชนา หญิงไทยคนแรก กับภารกิจสำรวจแอนตาร์กติกา อัปเดตล่าสุด 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 16:14:17 23,585 อ่าน
TOP
x close