









"ผมเที่ยวมาแล้ว 74 จังหวัด" เสียงหัวใจนักกฎหมายหนุ่ม "ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก"
หากเอ่ยชื่อ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก หลายคนคงคุ้นเคยกับภาพนักวิชาการกฎหมายหนุ่มหน้าตาคมสันเยี่ยงลูกครึ่งสเปนผู้มักแสดงความเห็นหนักๆ กับเรื่องระดับชาติ แต่สำหรับเรื่องหนักๆ โดยส่วนตัวแล้ว เห็นจะหนีไม่พ้นความเป็นนักท่องเที่ยวตัวยงชนิดถึงลูกถึงคนของเขานี่เอง
"ผมไปเที่ยวมาแล้ว 74 จังหวัด มีอีกเพียง 2 จังหวัดที่ไม่ได้ไป คือ พังงา กับกระบี่ เนื่องจากไม่มีเพื่อนอยู่สองจังหวัดนี้ จึงยังไม่มีคนชวนไป" เป็นคำยืนยันจากดอกเตอร์หนุ่ม และนี่ยังไม่หมายรวมถึงหลายๆ ประเทศทั่วโลกที่เขาไปสำรวจมาแล้ว
ถึงแม้การเดินทางของเขาจะมากด้วยปริมาณ หากในเรื่องคุณภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน โดยคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.สยาม รายนี้ไล่เรียงว่า ตั้งแต่ครั้งเป็นเด็กหนุ่ม เขาท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อย่างโชกโชน บางครั้งโดดเรียนไปก็มี ทั้งไปทะเล เพื่อสังเกตการดำรงชีวิตของสัตว์ต่างๆ หรือปั่นจักรยานไปตามห้วยดงดอย สำรวจธรรมชาติต้นไม้ใบหญ้า กางเต็นท์ในแมกไม้ ชมทัศนียภาพอันงดงามแห่งขุนเขา
และมีหลายครั้งทีเดียวที่ ดร.เจษฎ์ ไปเยือนต่างประเทศ โดยละการท่องเที่ยวตามสถานที่ศิวิไลซ์ แต่เลือกที่จะไปชมธรรมชาติของสัตว์ ชมป่าหิมะในเยอรมนี ไปดูนกกระเรียนที่ญี่ปุ่น หรือแม้แต่หมู่บ้านขอทานที่อินเดีย จนได้เห็นสภาพเด็กวรรณะจัณฑาลที่ถูกพ่อแม่หักแข้งขาเพื่อเป็นขอทานชวนให้สังเวชใจ แต่การปลีกตัวมาชมชีวิตสัตว์ ก็ใช่ว่าจะหนีฉากโหดร้ายเหล่านั้นพ้น
"ผมฝันมานานแล้ว ว่าถ้าเรามีศักยภาพมากพอ ก็อยากให้ยกเลิกการเอาสัตว์มาไว้ในกรงอย่างในสวนสัตว์ เพราะมันไม่สอดคล้องกับระบบธรรมชาติ แต่สวนสัตว์คือสถานที่ที่ทุกคนใฝ่ฝัน เด็กๆ จะเข้าใจว่าการที่สัตว์มาอยู่ในกรงคือความชอบธรรม แม้แต่สวนสัตว์เปิด ก็ยังล้อมรั้วด้วยไฟฟ้า ดังนั้น เรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ทั้งเรื่องระบบการบำบัดน้ำเสีย การกรองอากาศ มลพิษ แม้จะไม่เท่าเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ต้องทำให้ได้มากที่สุด"
เรียกได้ว่า ความสนใจสัตว์ตลอดจนสภาพแวดล้อม เป็นความชอบที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ด้วยความที่ดร.เจษฎ์ โตมาในอาณาบริเวณบ้านกว้างขวางที่เชียงใหม่ แวดล้อมไปด้วยสัตว์เลี้ยง อีกทั้งยังอยู่ใกล้วัด เขาจึงได้รับการปลูกฝังจากพระว่าอย่าไปรังแกสัตว์ต่างๆ และนี่เองที่มีส่วนทำให้เขาคลุกคลีกับงานด้านสิ่งแวดล้อมมาแล้วไม่น้อย ตั้งแต่การรับหน้าที่เป็นกรรมการขององค์การสวนสัตว์ จนถึงตำแหน่งประธานมูลนิธิกองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมไทยในปัจจุบัน
"อย่างครั้งที่ไปออสเตรเลีย ผมมีโอกาสสัมผัสสภาพเพนกวินตามธรรมชาติ มันทำให้จุดประกายความคิดว่า ไม่จำเป็นที่เราต้องฟุ่มเฟือยไปดูอะไรเหล่านี้ที่เมืองนอก เราสามารถดูพะยูน โลมาหัวขวดในสภาพธรรมชาติของบ้านเราได้เช่นกัน ด้วยการส่งเสริมให้มีจุดอนุรักษ์ ผมมองว่าเราต้องนำเด็กไปสัมผัสป่า ไม่ใช่ไปเที่ยวแบบชมป่าที่ยกมาไว้ในเมือง ให้เขาซึมซับว่าการปรับเปลี่ยนบางอย่างไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง แต่ทำอย่างไรถึงจะรักษาสภาพธรรมชาติไว้ให้ใกล้เคียงของเดิมที่สุด"
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในป่าดงพงไพรกิจกรรมโปรดอีกอย่างของเขา ทำให้ดอกเตอร์หนุ่มพาตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยงหลายคราว เช่นครั้งหนึ่ง เขาปั่นจักรยานเที่ยวที่ดอยอินทนนท์กับพรรคพวก ชมป่าเขาตามทางไปเรื่อยๆ แต่แล้วกลับพลัดหลงกับเพื่อน ขณะที่รอบข้างเริ่มมืดลง จะดูตะวันเพื่อบ่งบอกทิศทางก็ลำบาก อีกทั้งหนทางขึ้นเขายังเป็นทราย จึงทำให้ปั่นจักรยานยากขึ้นไปอีก หนุ่มรักธรรมชาติเริ่มหมดแรง แต่ก็พยายามอยู่นานนับชั่วโมงจึงไปถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงสถานที่นัดหมายในที่สุด
"มีอีกครั้งหนึ่งที่ผมปั่นจักรยานจะไปชมพระอาทิตย์ตกที่ผาชูธง แต่ปรากฏว่าป่ามืดเร็วมาก แล้วลืมเอาไฟฉายไปด้วย แต่คิดว่าไหนๆ ก็มาแล้ว ต้องไปให้ถึงผา ก็ทุลักทุเลพอสมควร ดีที่เจอหลุมศพทหารสมัยคอมมิวนิสต์เป็นเครื่องหมายบอกทาง จึงไม่หลง เหตุการณ์นี้สอนให้เราไม่ตั้งอยู่ในความประมาท"
ดร.เจษฎ์ บอกด้วยว่า สิ่งละอันพันละน้อยในธรรมชาติจากการท่องป่าล้วนให้แง่คิดดีๆ เสมอ อย่างน้อยการเดินป่าก็ทำให้เราสัมผัสกับอากาศสดชื่น เพียงแต่น่าเสียดายยิ่ง ที่ทุกวันนี้ความบริสุทธิ์ของพงไพรดูจะร่อยหรอลงไปทุกที "การเดินป่าสอนผมอีกว่า อย่าคิดว่าตัวเองรู้ไปหมด เราต้องฟังคำแนะนำจากคนอื่นไว้บ้าง ผมเคยรู้วิธีการเดินป่าจากกะเหรี่ยง เป็นอะไรที่ลำบาก แต่ก็สนุกดี เขาจะสอนให้สังเกตว่าถ้าเห็นกิ่งไม้หักตามรายทางป่า อย่าเดินตามรอยนั้น เพราะมันคือทางของสัตว์ใหญ่ แต่ให้เดินเลาะข้างๆ ได้ และอย่าเดินไปในป่าที่ทึบมาก เพราะจะทำให้เราไม่เห็นเดือนเห็นตะวันบอกทิศ และอย่าเดินที่โล่งมาก เพราะอาจมีสัตว์มาวิ่งชนได้"
แม้ด้วยการมีครอบครัวจะทำให้ดอกเตอร์หนุ่มไม่มีโอกาสได้ไปลุยน้ำลุยป่าแบบเมื่อก่อน แต่ถ้ามีโอกาส เขามักจะพาครอบครัวมาสัมผัสธรรมชาติตามสถานที่ท่องเที่ยวทั่วๆ ไป หรือตามชนบท เพื่อให้ลูกๆ ได้ซึมซับความงดงามที่ไร้การปรุงแต่ง
ความใฝ่ฝันของนักวิชาการหนุ่มคนนี้ คงเหมือนกับเสียงเรียกร้องที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของใครหลายๆ คน นั่นคือการได้ใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพป่าจริงๆ ดูบ้าง แม้ความฝันนี้จะมาพร้อมเงื่อนไขลึกๆ ว่า ต้องมีอินเทอร์เน็ต มีจานดาวเทียม พ่วงมาด้วยก็ตามที










| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |
















|