









คนไทยศีลธรรมเสื่อม ช็อก!51%ยอมรับโกงไม่แปลก
ศูนย์คุณธรรมแฉ คนไทยห่างไกลศีล 5 เข้าไปทุกวัน พบสถิติฆ่ากันตายวันละ 20 คน เยาวชนถึง 83% มองความซื่อสัตย์เกินไปจะถูกเอาเปรียบ และมีถึง 51% เห็นว่าโกงบ้างอภัยกันได้ นอกจากนั้นยังมีถึง 44% ที่ประพฤติผิดในกามนอกใจคู่ครอง ชี้รัฐบาลต้องมีนโยบายจริงจังในการเสริมสร้างคุณธรรมในปีทองปีนี้
อาจารย์นราทิพย์ พุ่มทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) ได้แถลงข่าวถึงผลการดำเนินงานของศูนย์คุณธรรมในปี 2549 และแนวทางการดำเนินงานของศูนย์คุณธรรมในปี 2550 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ประสบกับปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรม จนเป็นเหตุทำให้สังคมเกิดวิกฤติในเรื่องนี้ โดยจากการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรมพบว่า คนไทยยังไม่สามารถปฏิบัติตามศีล 5 ทางพุทธศาสนาได้อย่างครบถ้วน อันจะสังเกตได้จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยผลการวิจัยระบุว่า เกิดเหตุประชาชนถูกทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิตมากกว่าวันละ 20 คน, มีการทำร้ายชีวิตจากการจี้ ปล้น หรือฆ่าตัวตายเฉลี่ย 3 คนในทุก 2 ชั่วโมง, ผู้หญิง 23% ยังคงถูกทำร้ายจากสามีหรือคู่ครอง และเยาวชนยังคิดที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา
อาจารย์นราทิพย์กล่าวว่า จากผลการวิจัยในกลุ่มเยาวชนพบว่า เยาวชนจำนวน 83% เห็นว่าการซื่อสัตย์เกินไปไม่เป็นสิ่งดีเพราะจะถูกเอาเปรียบ และเยาวชนจำนวน 51% เห็นว่าการโกงบ้างก็ไม่เป็นไรหากทำประโยชน์ ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วง หากเยาวชนส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการโกงไม่ใช่เรื่องแปลก และเห็นว่าความซื่อสัตย์เป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งถือเป็นการผิดศีลในข้อ 2
"จากผลสำรวจที่เกี่ยวข้องด้านคุณธรรมจริยธรรม ยังสะท้อนถึงการผิดศีลข้อ 3 ที่น่าเป็นห่วงคือ มีผู้ชายถึง 41% เคยนอกใจคู่ครอง และผลวิจัยยังพบว่าวัยรุ่นใช้เวลาสายสัมพันธ์กันไม่เกิน 1 วันจึงตกลงมีเพศสัมพันธ์ถึง 22.2% ในจำนวนนี้เยาวชนใน กทม.จำนวน 29.4% มีคู่นอนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยสะท้อนถึงวิกฤติด้านคุณธรรมจริยธรรมอีกเป็นจำนวนมาก เช่น เด็กมัธยม 38% ดื่มเหล้า และประชาชนเล่นหวยใต้ดินถึง 400,000 ล้านบาทต่อปี สิ่งเหล่านี้เองสะท้อนให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องใช้คุณธรรมเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างจริงจัง" ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมกล่าว
สำหรับปี 2550 นี้ ศูนย์คุณธรรมในฐานะองค์กรที่มีพันธกิจหลักในการเสริมหนุน เชื่อมประสานเพิ่มพลังเครือข่ายในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้กับทุกภาคส่วนของสังคมจะดำเนินงานขับเคลื่อนแผนงานตามพันธกิจผ่าน 7 มาตรการ ประกอบไปด้วย มาตรการเสริมสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว, มาตรการฟื้นฟูชุมชนให้เข้มแข็ง, การฟื้นฟูบทบาทของวัดและคณะสงฆ์ ให้กลับมามีความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรมของสังคมเหมือนในสมัยก่อน ด้วยการเข้าไปส่งเสริมโครงการต่างๆ ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของวัดมากขึ้น, มาตรการปฏิรูปการศึกษา, การส่งเสริมองค์กรประชาสังคม, การปฏิรูปสื่อเพื่อมวลชน และลดอิทธิพลของการบริโภคนิยมและอำนาจนิยม
อาจารย์นราทิพย์กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีทองของคุณธรรมตามที่ทางรัฐบาลได้ประกาศอย่างชัดเจนในเรื่องของคุณธรรมนำความรู้ ดังนั้น โอกาสที่ทางศูนย์คุณธรรมจะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเผยแพร่ หรือการทำเรื่องดีๆ ต่างๆ เหล่านี้น่าจะทำได้มากขึ้น เพราะมีผู้ที่ให้ความสำคัญและพูดถึงเรื่องคุณธรรมมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับที่ผ่านมา ดังนั้นจึงต้องมาดูว่าวิธีการที่เราจะทำคือเราจะเผยแพร่รอยต่อนี้อย่างไร เพราะการทำงานของศูนย์ตลอด 2 ปี ศูนย์ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยมีแหล่งดีๆ อยู่เยอะมาก มีคนทำดีเยอะ แต่เราไม่สามารถสื่อหรือเผยแพร่คุณงามความดีต่างๆ ที่เราพบนี้ให้เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป คนในวงกว้างได้ เนื่องจากงบประมาณเรามีไม่มากพอที่จะนำเรื่องดีๆ ของคนมาออกอากาศผ่านทางทีวีได้ทุกวัน
"ปัญหาใหญ่ในการทำงานคือ เรื่องนโยบายรัฐบาลที่ต้องจริงจังกับเรื่องคุณธรรมมากกว่านี้ อยากให้รัฐเสริมต่อต้นแบบงานที่ศูนย์คุณธรรมได้พัฒนามาแล้วเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เพราะศูนย์ไม่สามารถจะไปทำให้ต่อเนื่องได้ เนื่องจากเราเป็นองค์กรที่ได้รับมอบหมายในการสร้างต้นแบบ เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐเห็นว่าเป็นต้นแบบที่ดีก็ต้องนำไปทำเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เรื่องคุณธรรมไม่สามารถทำปีเดียวได้ ต้องอาศัยการทำซ้ำๆ ในเรื่องการทำความดีออกมาเผยแพร่ เรื่องความต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเกิน 7 เดือน แห่งยุคทองของคุณธรรมไปแล้วไม่รู้ว่านโยบายใหม่มาจะให้ความสำคัญเท่ารัฐบาลชุดนี้หรือไม่" ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมกล่าวปิดท้าย
วันเดียวกัน คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "วิสัยทัศน์การพัฒนาเยาวชนบนเส้นทางธรรม" ในโอกาสการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันสังคมมีการหย่าร้างกันมากขึ้น ทำให้สังคมอ่อนแอเพราะเยาวชนขาดการอบรมสั่งสอนจากสถาบันครอบครัวที่ถือว่าอยู่ใกล้ชิดกันมากที่สุด
และจากสถิติพบว่า เยาวชนร้อยละ 15 ไม่ฟังพระเทศน์ และร้อยละ 45 ไม่สนใจทำบุญตักบาตร และใช้ชีวิตตามห้างสรรพสินค้า ทั้งกิน ดื่ม ช็อป และขณะนี้วัยรุ่นเริ่มมีทัศนคติที่ผิดๆ คือเล่นการพนันมากขึ้น ถือเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะคิดว่าเป็นการประกอบอาชีพที่ไม่ต้องลงทุน เป็นอันตรายต่อสังคมใหญ่หลวง ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนต้องช่วยกันดูแลเพื่อช่วยกันพัฒนา ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศด้วยการนำหลักธรรมะมาเป็นแก่นการดำรงชีวิต









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |








|