เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
นายกฯ แถลงข่าวด่วน หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เดินหน้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้ ส.ว.ใช้ดุลยพินิจพิจารณาเต็มที่ ยันทำเพื่อประโยชน์ประเทศ ย้ำไม่ใช้เสียงข้างมากทำร้ายเสียงข้างน้อย
วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2556) เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมแท่นแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นลง ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านช่อง 9 และช่อง 11 ทั้งนี้ เป็นที่น่าจับตาว่า การแถลงข่าวด่วนดังกล่าว อาจเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย ที่ก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์ในสังคมอยู่ในขณะนี้หรือไม่
ต่อมาเวลา 12.30 น. นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้แถลงข่าวโดยระบุว่า การนิรโทษกรรมเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความขัดแย้ง โดยไม่ลืมบทเรียนในอดีต เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นอีก ซึ่งตอนนี้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กำลังถูกบิดเบือน ยืนยันว่าไม่ใช่กฎหมายการเงิน และเป็นไปตามกระบวนการรัฐสภา ดิฉันขอยืนยันว่า รัฐบาลจะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ จะไม่ใช้เสียงข้างมากทำร้ายเสียงข้างน้อย ดังนั้น อย่าเอาความขัดแย้งส่วนตน มาทำให้ประโยชน์ส่วนรวมเสียหาย ดิฉันไม่อยากเห็นการนำกฎหมายนิรโทษกรรมมาเป็นประเด็นการเมือง
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ ขอให้ ส.ว. ทั้งเลือกตั้งและสรรหา ใช้ดุลยพินิจอย่างเต็มที่ พิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาค ให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำงานอย่างหนักในฝ่ายนิติบัญญัติ ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่เต็มกำลังสุดความสามารถแล้วเพื่อประเทศชาติ เวลาต่อจากนี้ไปเป็นเวลาของคนไทยที่จะพิจารณาแนวทางเพื่อความเป็นธรรม ด้วยใจที่เปิดรับและเห็นอกเห็นใจอันเป็นพื้นฐานของความปรองดองที่คนไทยต้องการ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวแถลงเดินหน้านิรโทษกรรม
"กราบเรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพรักค่ะ
ดิฉันขอใช้เวลากับประชาชนเพียงเล็กน้อยนะคะ ก็ขออนุญาตเรียนว่าจากความวุ่นวาย ความขัดแย้งทางการเมือง ที่ผ่านมาร่วม 10 กว่าปีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งที่ผ่านมา สร้างความบอบช้ำให้กับประเทศเป็นอย่างมาก
เมื่อดิฉันได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ดิฉันก็เชื่อว่าคนไทยทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า หากความขัดแย้งดังกล่าว ยังคงดำเนินต่อไป ก็จะเป็นการบั่นทอนต่อความก้าวหน้าของประเทศ ทำให้ประเทศเดินต่อไปไม่ได้ ดังนั้น นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศ ดิฉันก็ได้ประกาศที่จะใช้นโยบายอย่างชัดแจ้งว่า เราจะร่วมกันสร้างความปรองดองของคนในชาติ โดยยึดหลักนิติธรรม และก็ต้องการเห็นกลไกของอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ให้เป็นไปอย่างสมดุลไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐบาลนั้น ก็เพื่อต้องการความปรองดอง ความสมานฉันท์ของคนในชาติอย่างไม่ลดละ
จนในที่สุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดิฉันก็ได้เสนอแนวทางในการสร้างเวทีปฏิรูปทางการเมืองร่วมกับทุกฝ่าย ที่มีทั้งความคิดเห็นที่แตกต่าง และก็เป็นความคิดเห็นที่มาจากหลากหลาย ซึ่งเป็นกลไกในหลาย ๆ กลไกที่หวังว่า จะได้ร่วมกันสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ได้
แต่ขณะเดียวกันภายใต้กลไกที่สมดุลของอำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็จะทำให้เห็นได้ในหลาย ๆ เวลาว่า เมื่อฝ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างกฎหมายต่าง ๆ นั้น หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในซีกของรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวดิฉัน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ก้าวก่ายกลไกที่ทำหน้าที่ของนิติบัญญัติเลย จนกระทั่งดิฉันเองกลับถูกกล่าวหาว่า ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว ดิฉันต้องการให้ฝ่ายหน้าที่นิติบัญญัติ ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
สำหรับการที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีการผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถกเถียงกันในปัจจุบันนั้น ในข้อเท็จจริงแล้ว ในหลาย ๆ ประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองถึงขั้นรุนแรง มีการเสียชีวิต การสูญเสียทรัพย์สิน ก็มีการนิรโทษกรรมมาก่อน และเป็นบทเรียนที่ประเทศไทยต้องศึกษาค่ะ
และหลักของนิรโทษกรรมนั้น ก็เป็นทางออกทางออกหนึ่งที่ควรจะพิจารณา เพราะหากทุกฝ่ายเรียนรู้ที่จะให้อภัยซึ่งกันและกันแล้ว ดิฉันเชื่อว่าความขัดแย้งก็จะลดลงแล้วประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปได้ค่ะ
แต่ที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ได้มีพี่น้องประชาชนจำนวนนับร้อย ที่ต้องสูญเสียชีวิต และอีกหลายพันคนที่ได้รับบาดเจ็บมาจากความขัดแย้ง ที่มีต้นตอความคิดล้มล้างรัฐบาลมาจากระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น การนิรโทษกรรม ไม่ได้หมายความว่า จะให้เราลืมบทเรียนอันเจ็บปวด เราทุกคนต้องเรียนรู้ เราทุกคนต้องเข้าใจ เพื่อไม่ให้ลูกหลานของเรานั้นต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้อีก และขณะเดียวกันเราก็ต้องร่วมมือกันทำให้ประเทศของเรานั้นต้องเดินหน้าได้ เราจะมาติดหล่มจนประเทศชาติจะต้องมาอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งต่อไปไม่ได้
และหากจะให้บ้านเมืองสงบ การให้อภัยนั้นก็ต้องปราศจากความอคติ ไม่ใช้อารมณ์และเปิดใจกว้างให้ทุกฝ่ายของความขัดแย้งได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าหลาย ๆ อย่างอาจทำได้ยาก แต่เราคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนค่ะ
มาจนถึงวันนี้เราก็พบว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จแล้วนั้น ได้มีการนำเสนอสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และกลไกปกติของบทบัญญัติและกลไกของรัฐธรรมนูญ และมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างหนัก จนทำให้เกิดข้อขัดแย้งของคนในชาติหลายกลุ่ม หลายสถาบัน หรือแม้กระทั่งพรรคการเมืองด้วยกัน ตลอดจนพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ พื้นที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่าน พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว ยังเห็นได้ว่า มีคนไทยหลายกลุ่ม ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันและยังไม่พร้อมที่จะให้อภัย ทั้งยังมีท่าทีที่จะนำไปสู่การขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง ดิฉันไม่อยากเห็นการนำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้เกิดข้อถกเถียง หรือมีการให้ข้อมูลที่สับสนหรือถูกบิดเบือน โดยมีเจตนาที่จะล้มล้างรัฐบาลและระบบประชาธิปไตยอีกครั้ง การบิดเบือนนั้นทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน เพราะหากเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องลงนาม ซึ่งดิฉันไม่เคยลงนามใด ๆ เลย ที่สำคัญมีความพยายามที่จะบิดเบือนว่า กฎหมายจะกลบเกลื่อนการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งก็เป็นคนละประเด็นกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่ง พ.ร.บ. นี้เป็นกฎหมายที่ยกโทษให้ผู้ได้รับผลพวงจากทางการเมือง การรัฐประหาร ที่ไม่อยู่ในหลักของนิติธรรม รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน
ดิฉันขอยืนยันว่า รัฐบาลนี้จะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และจะไม่ใช้เสียงข้างมากมาฝืนความรู้สึกของประชาชนอย่างเด็ดขาด เพราะรัฐบาลของดิฉันเป็นรัฐบาลของประชาชนทุกคน ย่อมต้องฟังทั้งเสียงที่สนับสนุนและเสียงคัดค้าน เป้าหมายของรัฐบาลชุดนี้ ก็คือการสร้างความปรองดองและทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ภายใต้วิถีทางประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยใช้เหตุและผลไม่ใช่การใช้อารมณ์
ภายใต้บรรยากาศความขัดแย้งที่ปะทุอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลเห็นว่าทุกฝ่ายน่าที่จะหยุดคิด หยุดกระทำที่จะสร้างความแตกแยกต่อไป ทั้งนี้ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากถือว่าตามขั้นตอนของกระบวนการตามกฎหมาย ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา
ดิฉันจึงใคร่ขอเสนอว่า ให้วุฒิสภาโดยวุฒิสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนที่มาจากการแต่งตั้ง และตัวแทนวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ได้กรุณาใช้ดุลยพินิจอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า วุฒิสมาชิกนั้น ไม่มีใครก้าวก่ายได้ ให้ได้โปรดใช้ดุลยพินิจพิจารณา โดยอาศัยพื้นฐานของความปรองดอง ความเมตตากับผู้ที่เดือดร้อนและผู้ที่เจ็บปวดมาเป็นเวลานาน ให้ได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอภาคค่ะ
ซึ่งการพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และไม่ว่าวุฒิสภาจะตัดสินอย่างไร จะไม่เห็นด้วย จะยับยั้งกฎหมาย หรือจะมีการแก้ไขก็ตาม ดิฉันเชื่อว่า สมาชิกวุฒิสภาผู้แทนราษฎร ที่ลงคะแนนผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนั้นไปแล้ว จะยอมรับการตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล เพื่อความปรองดองของคนในชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการทั้งหมด เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาอันเป็นเป้าหมายหลักที่เราต้องช่วยรักษาไว้ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทยทุกคนค่ะ
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบคุณทุกฝ่ายค่ะ ที่ทำงานอย่างหนักในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อสนับสนุนการปรองดอง ซึ่งถือว่าทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ อย่างเต็มกำลังสุดความสามารถแล้วเพื่อประเทศชาติ และขอใช้เวลาต่อจากนี้ไป เป็นเวลาของคนไทยทุกคน ที่จะต้องร่วมกันคิดร่วมกันตัดสินใจ ในการพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่มีอคติ ไม่มีอารมณ์ ด้วยใจที่เปิดรับและเห็นอกเห็นใจกัน อันเป็นพื้นฐานสำคัญของความปรองดองที่ประชาชนคนไทยต้องการค่ะ
ขอบคุณค่ะ"
"กราบเรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพรักค่ะ
ดิฉันขอใช้เวลากับประชาชนเพียงเล็กน้อยนะคะ ก็ขออนุญาตเรียนว่าจากความวุ่นวาย ความขัดแย้งทางการเมือง ที่ผ่านมาร่วม 10 กว่าปีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งที่ผ่านมา สร้างความบอบช้ำให้กับประเทศเป็นอย่างมาก
เมื่อดิฉันได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ดิฉันก็เชื่อว่าคนไทยทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า หากความขัดแย้งดังกล่าว ยังคงดำเนินต่อไป ก็จะเป็นการบั่นทอนต่อความก้าวหน้าของประเทศ ทำให้ประเทศเดินต่อไปไม่ได้ ดังนั้น นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศ ดิฉันก็ได้ประกาศที่จะใช้นโยบายอย่างชัดแจ้งว่า เราจะร่วมกันสร้างความปรองดองของคนในชาติ โดยยึดหลักนิติธรรม และก็ต้องการเห็นกลไกของอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ให้เป็นไปอย่างสมดุลไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐบาลนั้น ก็เพื่อต้องการความปรองดอง ความสมานฉันท์ของคนในชาติอย่างไม่ลดละ
จนในที่สุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดิฉันก็ได้เสนอแนวทางในการสร้างเวทีปฏิรูปทางการเมืองร่วมกับทุกฝ่าย ที่มีทั้งความคิดเห็นที่แตกต่าง และก็เป็นความคิดเห็นที่มาจากหลากหลาย ซึ่งเป็นกลไกในหลาย ๆ กลไกที่หวังว่า จะได้ร่วมกันสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ได้
แต่ขณะเดียวกันภายใต้กลไกที่สมดุลของอำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็จะทำให้เห็นได้ในหลาย ๆ เวลาว่า เมื่อฝ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างกฎหมายต่าง ๆ นั้น หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในซีกของรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวดิฉัน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ก้าวก่ายกลไกที่ทำหน้าที่ของนิติบัญญัติเลย จนกระทั่งดิฉันเองกลับถูกกล่าวหาว่า ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว ดิฉันต้องการให้ฝ่ายหน้าที่นิติบัญญัติ ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
สำหรับการที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีการผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถกเถียงกันในปัจจุบันนั้น ในข้อเท็จจริงแล้ว ในหลาย ๆ ประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองถึงขั้นรุนแรง มีการเสียชีวิต การสูญเสียทรัพย์สิน ก็มีการนิรโทษกรรมมาก่อน และเป็นบทเรียนที่ประเทศไทยต้องศึกษาค่ะ
และหลักของนิรโทษกรรมนั้น ก็เป็นทางออกทางออกหนึ่งที่ควรจะพิจารณา เพราะหากทุกฝ่ายเรียนรู้ที่จะให้อภัยซึ่งกันและกันแล้ว ดิฉันเชื่อว่าความขัดแย้งก็จะลดลงแล้วประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปได้ค่ะ
แต่ที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ได้มีพี่น้องประชาชนจำนวนนับร้อย ที่ต้องสูญเสียชีวิต และอีกหลายพันคนที่ได้รับบาดเจ็บมาจากความขัดแย้ง ที่มีต้นตอความคิดล้มล้างรัฐบาลมาจากระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น การนิรโทษกรรม ไม่ได้หมายความว่า จะให้เราลืมบทเรียนอันเจ็บปวด เราทุกคนต้องเรียนรู้ เราทุกคนต้องเข้าใจ เพื่อไม่ให้ลูกหลานของเรานั้นต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้อีก และขณะเดียวกันเราก็ต้องร่วมมือกันทำให้ประเทศของเรานั้นต้องเดินหน้าได้ เราจะมาติดหล่มจนประเทศชาติจะต้องมาอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งต่อไปไม่ได้
และหากจะให้บ้านเมืองสงบ การให้อภัยนั้นก็ต้องปราศจากความอคติ ไม่ใช้อารมณ์และเปิดใจกว้างให้ทุกฝ่ายของความขัดแย้งได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าหลาย ๆ อย่างอาจทำได้ยาก แต่เราคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนค่ะ
มาจนถึงวันนี้เราก็พบว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จแล้วนั้น ได้มีการนำเสนอสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และกลไกปกติของบทบัญญัติและกลไกของรัฐธรรมนูญ และมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างหนัก จนทำให้เกิดข้อขัดแย้งของคนในชาติหลายกลุ่ม หลายสถาบัน หรือแม้กระทั่งพรรคการเมืองด้วยกัน ตลอดจนพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ พื้นที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่าน พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว ยังเห็นได้ว่า มีคนไทยหลายกลุ่ม ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันและยังไม่พร้อมที่จะให้อภัย ทั้งยังมีท่าทีที่จะนำไปสู่การขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง ดิฉันไม่อยากเห็นการนำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้เกิดข้อถกเถียง หรือมีการให้ข้อมูลที่สับสนหรือถูกบิดเบือน โดยมีเจตนาที่จะล้มล้างรัฐบาลและระบบประชาธิปไตยอีกครั้ง การบิดเบือนนั้นทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน เพราะหากเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องลงนาม ซึ่งดิฉันไม่เคยลงนามใด ๆ เลย ที่สำคัญมีความพยายามที่จะบิดเบือนว่า กฎหมายจะกลบเกลื่อนการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งก็เป็นคนละประเด็นกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่ง พ.ร.บ. นี้เป็นกฎหมายที่ยกโทษให้ผู้ได้รับผลพวงจากทางการเมือง การรัฐประหาร ที่ไม่อยู่ในหลักของนิติธรรม รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน
ดิฉันขอยืนยันว่า รัฐบาลนี้จะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และจะไม่ใช้เสียงข้างมากมาฝืนความรู้สึกของประชาชนอย่างเด็ดขาด เพราะรัฐบาลของดิฉันเป็นรัฐบาลของประชาชนทุกคน ย่อมต้องฟังทั้งเสียงที่สนับสนุนและเสียงคัดค้าน เป้าหมายของรัฐบาลชุดนี้ ก็คือการสร้างความปรองดองและทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ภายใต้วิถีทางประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยใช้เหตุและผลไม่ใช่การใช้อารมณ์
ภายใต้บรรยากาศความขัดแย้งที่ปะทุอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลเห็นว่าทุกฝ่ายน่าที่จะหยุดคิด หยุดกระทำที่จะสร้างความแตกแยกต่อไป ทั้งนี้ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากถือว่าตามขั้นตอนของกระบวนการตามกฎหมาย ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา
ดิฉันจึงใคร่ขอเสนอว่า ให้วุฒิสภาโดยวุฒิสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนที่มาจากการแต่งตั้ง และตัวแทนวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ได้กรุณาใช้ดุลยพินิจอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า วุฒิสมาชิกนั้น ไม่มีใครก้าวก่ายได้ ให้ได้โปรดใช้ดุลยพินิจพิจารณา โดยอาศัยพื้นฐานของความปรองดอง ความเมตตากับผู้ที่เดือดร้อนและผู้ที่เจ็บปวดมาเป็นเวลานาน ให้ได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอภาคค่ะ
ซึ่งการพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และไม่ว่าวุฒิสภาจะตัดสินอย่างไร จะไม่เห็นด้วย จะยับยั้งกฎหมาย หรือจะมีการแก้ไขก็ตาม ดิฉันเชื่อว่า สมาชิกวุฒิสภาผู้แทนราษฎร ที่ลงคะแนนผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนั้นไปแล้ว จะยอมรับการตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล เพื่อความปรองดองของคนในชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการทั้งหมด เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาอันเป็นเป้าหมายหลักที่เราต้องช่วยรักษาไว้ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทยทุกคนค่ะ
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบคุณทุกฝ่ายค่ะ ที่ทำงานอย่างหนักในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อสนับสนุนการปรองดอง ซึ่งถือว่าทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ อย่างเต็มกำลังสุดความสามารถแล้วเพื่อประเทศชาติ และขอใช้เวลาต่อจากนี้ไป เป็นเวลาของคนไทยทุกคน ที่จะต้องร่วมกันคิดร่วมกันตัดสินใจ ในการพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่มีอคติ ไม่มีอารมณ์ ด้วยใจที่เปิดรับและเห็นอกเห็นใจกัน อันเป็นพื้นฐานสำคัญของความปรองดองที่ประชาชนคนไทยต้องการค่ะ
ขอบคุณค่ะ"
คลิป "นายกฯ" วอนทุกฝ่ายให้อภัย ลดความขัดแย้งเพื่อประเทศชาติเดินหน้า
โพสต์โดย คุณ PheuthaiParty สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม










