HILIGHT NEWS

ยุทธการสยบพระอาทิตย์

รับแจ้งเตือนข่าวใหม่ ประเด็นฮิตทางมือถือ ฟรี คลิกที่นี่ <<

 

 

ยุทธการสยบพระอาทิตย์

          ข้อมูลเกี่ยวกับพระอาทิตย์ โดย ด๊อกเตอร์ไบรอั้น ค๊อกซ์ THE SUN: THE FACTS by Dr. Brian Cox

          พระอาทิตย์ ของเราเป็นแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ที่มีการแตกตัวตลอดเวลา และมีขนาดใหญ่กว่าโลกล้านเท่า ขุมพลังของพระอาทิตย์อยู่ที่ศูนย์กลางซึ่งเป็นแหล่งจุดระเบิดที่มีอุณหภูมิร้อนแรงสูงถึง 15 ล้านองศา และมีจัตุรัสของวัตถุอันเป็นแก่นกลางหนักราว 150 ตัน หรือ 150,000 กิโลกรัม เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่นี่จะขับเคลื่อนให้อะตอมของไฮโดรเจนทำปฏิกิริยาเข้าชนและผนึกกันออกมาเป็นฮีเลี่ยม หากนำไฮโดรเจนเพียง 1 กิโลกรัมมาผ่านกระบวนการแปลงเป็นฮีเลี่ยมแบบนี้ก็จะมีพลังงานมากพออุ้มชูคนอเมริกันถึง 600 ชีวิตได้ 1 ปี

          ทุก ๆ วินาที พระอาทิตย์ จะเผาผลาญไฮโดรเจนมากถึง 600 ตัน คิดคร่าวก็จะพบว่า ทุกวินาทีนิวเครียส ของไฮโดรเจน 4 ร้อย ล้าน ล้าน ล้าน ล้าน ล้าน ล้าน จะถูกเปลี่ยนเป็น อีเลี่ยม (นั่นก็ราว ๆ 38 น็อท) เพราะกระบวนการสร้างพลังงานนี้เองที่มวลของพระอาทิตย์จะสูญหายไปมากกว่า 4 ล้านตันทุก ๆ วินาที ตรงกับสมการพลังการลือลั่นของไอสไตน์ที่ว่า E=mc2 ซึ่งเท่ากับการจุดระเบิด TNT 1 แสนล้านเม็กกะตันต่อวินาที ด้วยอัตราการแตกดับขนาดนี้ก็คงมีพลังงานให้เผาผลาญไปได้อีกนานราว ๆ 5 พันล้านปี แล้วก็ถึงจุดดับสูญ

          พระอาทิตย์ ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ประกอบไปด้วย ไฮโดรเจน 74% ฮีเลี่ยม 25% และธาตุหนักกับสารประกอบอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ซึ่งแม้จะมีเพียงน้อยนิดแต่ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดจักรวาล เพราะมันเป็นแก่นของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาล หลังจากการระเบิดครั้งมหึมา (The Big Bang) ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของจักรวาลก็มีเพียง ไฮโดรเจน , ฮีเลี่ยม , และสารประกอบอื่น ๆ เพียงเล็กน้อย แต่ไม่ปรากฏว่ามี คาร์บอน , อ๊อกซิเจน , หรือเหล็กเลย หากไม่นับรวม ไฮโดรเจน แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายของเราล้วนก่อเกิดมาตั้งแต่ยุคแรกเกิดดาวโบราณทั้งหลาย ก่อนจะถูกเหวี่ยงกลับเข้าระบบสุริยจักรวาลเมื่อเชื้อเพลิงไฮโดรเจนหมดลง และดับสูญไปนะรบวนการที่เราเรียกกันว่า การระเบิดซุบเปอร์โนว่า (Supernova Explosion)

          พระอาทิตย์ เป็น ดาวรุ่นที่สาม ซึ่งก่อตัวขึ้นเมื่อราว 4,500 ล้านปีมาแล้ว ตอนนั้นจักรวาลอันกว้างใหญ่เกิดมากว่า 9 พันล้านปีแล้ว นานพอที่ดาวสองรุ่นแรกจะก่อกำเนิดและแตกดับไปแล้ว พระอาทิตย์ , โลก , และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา รวมทั้งตัวเราเองด้วย ล้วนถือกำเนิดมาจากกลุ่มก๊าซและฝุ่นผงที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศอันเกิดจากการแตกสลายของดาวรุ่นก่อน ๆ ทั้งสิ้น

          พระอาทิตย์ อาจจะดูช่างโดดเด่นและมีคุณอนันต์กับพวกเรา แต่มันก็เหมือนกับดวงดาวอีกนับแสนล้านดวงในกาแล็คซี่ และอย่างน้อยก็ไม่ต่างไปจากอีกแสนล้านกาแล็คซี่ในจักรวาลที่พบเจอแล้ว ดังนั้น พระอาทิตย์ จึงไม่ได้พิเศษไปกว่าดาวดวงอื่น ๆ เลย เฉกเช่นดาวดวงอื่นที่เล็กและไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยด้วยซ้ำไป อย่างดาวดวงที่เราคุ้นเคยกัน หากมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนก็จะเห็น Betelgeuse in Orion (ดาวสีแดงสุกสว่าง ซึ่งสว่างมากที่สุดเป็นอันดับ 9 บนน่านฟ้า) ถ้ามันไปแทนที่ พระอาทิตย์ แล้วโลกทั้งใบต้องอาศัยพึ่งพามันแล้ว ดาวพฤหัสก็อาจจะต้องพึ่งพามันด้วย รัศมีของมันใหญ่กว่าพระอาทิตย์ดวงน้อยของเราถึง 6,500 เท่าด้วยซ้ำไป

          ในภาพยนตร์เรื่อง SUNSHINE ซันไชน์ยุทธการสยบพระอาทิตย์ จำลองเหตุการณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นกับพระอาทิตย์ชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอีก 5,000 ล้านปีข้างหน้า มาให้ได้ประจักษ์กันเสียตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 นี่เลย มันจะเป็นไปได้หรือ เรารวบรวมเหตุกผลที่น่าเชื่อถือ และภาพการดำรงอยู่ของดวงดาวที่หลายเรื่องของจักรวาลนี้พวกเราเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ขณะนี้ผมทำงานวิจัยอยู่ที่ CERN ใน เจนีวา (Geneva) และปีนี้ก็เริ่มเดินเครื่อง LHC ซึ่งเป็นจักรกลใหม่เอี่ยมยาวถึง 27 กิโลเมตร เพื่อจำลองสภาพของจักรวาลในปัจจุบันที่เกิดขึ้นหลังจากการระเบิดครั้งมหึมา (The Big Bang) เพียงช่วงเสี้ยงหนึ่งส่วนพันล้านวินาทีขึ้นมา การจำลองดังกล่าวทำให้เราได้ศึกษาสถานการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น และวัตถุที่เรายังไม่เคยพบเจอ แต่ล่องลอยอยู่ในอวกาศมาจวบจนทุกวันนี้ด้วย ซึ่งก็เป็นไปได้มากเหลือเกินว่า วัตถุเหล่านี้อาจจะก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวาย หากมันหลุดเข้าไปถึงแก่นของดวงดาว

          นักฟิสิกส์หลายคนเชื่อว่า สะเก็ดดาวเล็ก ๆ น้อย ๆ กลุ่มนี้ที่เรียกกันว่า Supersymmetric Particles อาจจะถูกค้นพบโดย LHC ยิ่งเป็นการตอกย้ำ Dark Matter ที่นักดาราศาสตร์สงสัยกันมานานแล้วว่า จักรวาลน่าจะประกอบด้วยสสารอื่นใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าสสารที่เราค้นพบแล้วคุ้ยเคยกันมาเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งนั่นจะเป็นองค์ประกอบของการก่อกำเนิด โลก , พระอาทิตย์ , และทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นกันอยู่รวมทั้งร่างกายของเราเองด้วย มีทฤษฎี Supersymmetric หลายแขนงที่อนุโลมให้ Q-balls เป็นที่ยอมรับได้ว่ามีอยู่จริง มันทำให้เห็นภาพไปได้ว่า Supersymmetric Particles จำนวนมหาศาลถูกระเบิดออกแล้วอัดเข้าไปเกาะกินแก่นของดวงดาวราวกับมะเร็งร้ายและทำลายมันจากภายในจนกระทั่งดับสูญ ฟังดูอาจจะคล้ายกับเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่อย่างน้อยก็เริ่มมีทฤษฎีสนับสนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ

          แต่ที่มั่นใจฟันธงได้แน่ ๆ หนึ่งเรื่องก็คือ โลกของเราทุกวันนี้อยู่ในตำแหน่งที่เปราะบาง และห่างไกลจากคำว่า ปลอดภัย โดยสิ้นเชิง เราอาศัยอยู่ท่ามกลางจักรวาลที่ทารุณโหดร้ายเกินกว่าเราจะเข้าใจได้ แล้ววันหนึ่งเราก็อาจจะต้องเริ่ม ยุทธการสยบพระอาทิตย์ ด้วยการส่งยานแบบ Icarus ขึ้นไปปกป้องมนุษยชาติบนโลกใบนี้ไม่ให้ถูกทำลายจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เราไม่อาจเข้าใจถ่องแท้ หรือแม้แต่จะควบคุมได้เลยด้วยซ้ำไป

ข้อมูลและภาพประกอบจาก

 

เรื่องอื่นๆ
  1. มรดกบาป "ชินคอร์ป" อวสาน "ชินวัตร-ดามาพงศ์"
  2. โปรแกรมกีฬา ประจำวันที่ 3 เม.ย. 50
  3. Black Book
  4. "นิชคุณ" กิ๊ก "พลอย ชิดจันทร์" จริงเปล่า?
  5. "อาร์-บี้"อึ้งถูกสาวจู่โจมสารภาพรัก
  6. จีสตริง สวย-เซ็กซี่ เสี่ยงต่อริดสีดวงจริงหรือ
  7. ปรากฏการณ์รัก “กาละแมร์”
  8. “ใหม่” เปิดหวอ! ท้าลมร้อน!
  9. สทศ. ประกาศผลโอเน็ต 5 เม.ย.นี้
  10. สทศ.ประกาศผลโอเน็ตเร็วขึ้น เป็นวันที่ 5 เม.ย.นี้

เรื่องน่าสนใจ