แกนนำม็อบ..เกมเปลี่ยนชีวิต จักรภพ เพ็ญแข

แกนนำม็อบ..เกมเปลี่ยนชีวิต จักรภพ เพ็ญแข

          "..ผมยอมรับระบบศักดินาไทยไม่ได้ และมีความรู้สึกว่าในตัวคุณทักษิณ ซึ่งมีจุดอ่อนอยู่หลายเรื่อง แต่คุณทักษิณก็ยังเป็นความหวังที่ดีที่สุด ในการเปิดประตูไปสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน.."

          วันวาน..."จักรภพ เพ็ญแข" คือนักวิชาการแว่นหนา ที่นั่งวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง สถานการณ์โลก บนหน้าจอโทรทัศน์

          หลังจบมัธยมที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขาสอบเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก่อนไปต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอพกิ้นส์ สหรัฐอเมริกา และต่อปริญญาเอกจนจบคอร์สเวิร์คทั้งหมด แต่ไม่ทำวิทยานิพนท์ ถือว่าจบปริญญาเอก แต่ยังไม่เป็นดุษฎีบัณฑิต จึงไม่เรียกตัวเองว่าเป็นดอกเตอร์

          เคยทำงานให้บริษัท ซีพี จากนั้นมาเป็นเจ้าหน้าที่ทูต กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และเริ่มรับงานด้านสื่อมวลชนควบคู่ไปด้วย แต่ตอนหลังหันมาทำงานสื่อแบบเต็มตัว ทั้งผู้ดำเนินรายการ วิทยากร และเขียนบทความในนิตยสารต่างๆ

          กระทั่งเข้าสู่วงการเมืองในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แบบ "ส้มหล่น" เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก่อนลงสมัคร ส.ส.กทม. พรรคไทยรักไทย แต่ไม่ได้รับเลือก

          วันนี้..."จักรภพ เพ็ญแข" ผันตัวเองแบบ 180 องศา ไปเป็นหนึ่งในแกนนำ "ม็อบพีทีวี" ขึ้นไฮด์ปาร์กบนเวทีสนามหลวงแบบเต็มตัว วันนี้เขาถูกมองว่ารับใช้ "ระบอบทักษิณ" อย่างไม่ลืมหูลืมตา ขณะที่สังคมและคนรอบข้างมองว่า การเปลี่ยนวิถีชีวิตครั้งนี้ "สุ่มเสี่ยงต่ออนาคต"

          "มติชน" สนทนากับ "จักรภพ" ที่สถานีโทรทัศน์พีทีวี ชั้น 6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว ผู้ชายที่มีมุมมองชีวิตว่า "ชีวิตเหมือนแม่น้ำ แต่เราต้องเลือกสายน้ำเอง สิ่งที่ปฏิเสธ คือไม่ยอมให้ใครมาเลือกเส้นทางให้.."

          @ เปลี่ยนวิถีชีวิตมากน้อยแค่ไหนจากนักวิชาการมาสู่นักการเมืองแบบเต็มตัว

          ตอนนั้นผมต้องถอดความรู้สึกเดิมทิ้งไปหลายอย่าง คือจะต้องถอดความคิดที่ว่าผู้ใหญ่ไทยจะต้องหวังดีกับประเทศไทยเสมอไป บางคนเป็นผู้ใหญ่ได้เพราะสะสมความเขี้ยวมาเยอะ เลยขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่น พออยู่ตรงนั้นปั๊บ...ก็จะมากันคนอื่น เอาเฉพาะคนที่ร่วมวงตัวเองได้ คนที่เล่นเกมเดียวกับตัวเองได้ ส่วนคนที่ใช้วิธีใหม่ๆ คนรุ่นใหม่ก็จะกันเขา โดยเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาจับผิด

          ช่วงที่ผ่านมาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็เลยต้องปรับใหม่ว่าผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ซะทีเดียว แต่ขณะเดียวกันผู้ใหญ่คนบางที่เราคิดว่ามีแต่ชั้นเชิงทางการเมือง ไม่มีอะไรอื่นเลย โดยเฉพาะเรามาจากวงวิชาการ เราก็อดประเมินคนอย่างวิชาการไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเราเข้าใจผิด เพราะเมืองไทยวิชาการเป็นแค่ส่วนนิดเดียว แต่ส่วนใหญ่คือความเข้าใจในจิตวิญญาณคนไทย

          พอมาอยู่ที่นี่ (พีทีวี) เกือบจะเหมือนว่าได้มาเรียนวิชาใหม่ด้วย นี่มันคือสิ่งที่เข้ามาแทนที่หลายอย่าง จะดีหรือเสียไม่รู้ล่ะ เพราะเวลาจะเป็นตัวตัดสิน แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นคนที่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับเมืองไทยขึ้นมาหน่อย เมื่อก่อนก็เป็นวิชาการ เป็นสื่อมวลชนแบบหนึ่ง ทำธุรกิจทีวี ก็ไม่ได้เรียนรู้แบบสื่อมวลชนหรือคนทำข่าว แต่เป็นเพียงผู้ประกอบอาชีพด้านสื่อเท่านั้นเอง ก็เลยโตช้าหน่อย

          ตอนจะเข้าสู่แวดวงการเมืองตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเป็นงานระยะสั้น เพราะเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลทักษิณ 1 ก็เป็นงานที่เท่ดีที่มีโอกาสเป็นโฆษกรัฐบาล อยากจะลองดูว่าสิ่งที่เราเข้าใจเกี่ยวกับบ้านเมือง พอมามองจากวงในมันเป็นจริงหรือเปล่า งานโฆษกก็ต้องเข้าไปร่วมประชุม ครม. ตามหลังนายกฯไปในพื้นที่ต่างๆ ก็เกิดการเรียนรู้ แต่เรายังไม่ใช่ผู้เล่น แต่อยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ตอนเป็นรองเลขาธิการนายกฯในรัฐบาลทักษิณ 2 ก็เช่นเดียวกัน

          ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ผมไม่ได้รับเลือกตั้งจากการลงสมัคร ส.ส. 2 ครั้ง ซึ่งตรงนี้ผมว่าเป็นบทบาทที่ขาดหายไป คือผมไม่ได้ใช้ชีวิตนักการเมืองอย่างแท้จริง ตอนนี้ก็เหมือนกับการย้อนกลับไปเรียนรู้ในสิ่งที่เราข้ามมา

          @ การเมืองที่มองจากคนวงในกับการเมืองที่มองจากข้างนอกต่างกันตรงไหน

          โลกผม...ไม่ใช่โลกอุดมคติอะไร เพียงแต่มันอยู่ห่างจากความเป็นจริงทางการเมือง เดิมทีคนที่ห่อหุ้มตัวเองด้วยวิชาการ มันเสี่ยงต่อการมีวิชาการเป็นเกราะป้องกันตัว เช่นความเป็นอาจารย์ ความเป็นนักวิชาการ ต้องแสดงบทบาทที่สอดคล้องกับสิ่งที่สังคมคาดหวัง เก่ง-ไม่เก่งก็ต้องทำเป็นเก่ง บางทีนักวิชาการบางประเภทความจริงก็รู้ แต่ไม่เข้าใจ เหมือนเราบอกว่าเรารู้ปัญหาประชาชนว่าต้องการอะไร แต่พอไม่อยู่ในกระบวนการมันไม่เข้าใจความรู้สึก

          เมื่อเข้าไปในกระบวนการ เหมือนผมย้อนกลับเข้าไปใช้หนี้กรรมบางอย่าง คือเราอยู่ในสังคมแบบไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนมานาน เลยย้อนกลับไปเจอตรงนั้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ลุยน้ำเหมือนคนอื่น แต่เป็นการกระโดดข้ามไปที่โขดหิน แล้วก็กระโดดข้ามไปอีกก้อน...อีกก้อน แล้วก็ขึ้นฝั่งได้ ก็ประกาศว่าเราขึ้นฝั่งแล้ว แต่ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่ลุยน้ำมา เดี๋ยวขึ้นบก เดี๋ยวลุยน้ำ แล้วขึ้นฝั่งมาพร้อมกับเรา ความเข้าใจสังคมไทยจะไม่เท่ากัน ตรงนี้คือสิ่งที่ผมได้ตอนที่เข้ามาสู่ชีวิตในการเมือง

          ถึงตอนนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นนักการเมืองแล้ว แต่เก่ง-ไม่เก่ง ดี-ไม่ดี คนอื่นจะตัดสิน แต่ผมคิดว่าผมเป็นนักการเมืองที่ชอบเป็นสื่อ เพราะฉะนั้น ก็ต้องหาพื้นที่ที่จะเล่นบทบาทสื่อได้ โดยไม่ไปละเมิดจรรยาบรรณของสื่อที่แท้จริง

          @ ไม่เสียดายภาพพจน์นักวิชาการหรือ ที่เข้ามาเกลือกกลั้วกับการเมืองและนักการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มป่วน?

          ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงก็คิดอย่างนั้น แต่มันอยู่ที่ปรัชญาชีวิตของแต่ละคน ผมคิดว่าชีวิตมีชาติเดียว มันมาจากปรัชญาพื้นฐาน ดังนั้น อะไรที่อยากจะลองทำ ก็ทำเสียในชาตินี้ ถ้ามานั่งจ้องหน้าแล้วถามว่าไม่เสียดายเหรอ ผมก็จะบอกว่า ผมอยากจะลองมาเดินถนนสายนี้ เพราะผมไม่ได้คาดหวังว่าชีวิตผมจะต้องมีคนชื่นชอบตลอดไป คือชีวิตไม่ได้อยู่ให้คนชอบอย่างเดียว แต่อยู่เพื่อเราจะได้ค้นพบความจริงในแบบของเรา

          แต่บางคนไปเกาะเกี่ยวอยู่กับความชอบของคน ให้คนสรรเสริญตลอดเวลาจนไม่เข้าไปเสี่ยงทำอะไรเลย ไม่ลองเดินไปทางซ้ายเพื่อให้คนทางขวาเขาด่า มันก็จะไม่รู้จักตัวเอง เพราะฉะนั้น...ไม่เสียใจ เพียงแต่เสียดายในโอกาสที่ได้เสียไปบ้าง ซึ่งจุดเปลี่ยนตรงนี้มันมาจากเหตุการณ์ก่อนและหลังวันที่ 19 กันยายน ซึ่งบ้านเมืองแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน

          ตอนนั้นพี่น้อง เพื่อนฝูงก็คาดหวังว่าเราจะต้องกระโดดหนีจากจุดนั้น เมื่อเกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจนระหว่างรัฐบาลทักษิณกับพันธมิตรฯ ทุกคนคิดว่าคนชื่อ จักรภพจะต้องโดดหนีแล้วหาทางอยู่ห่างจากทั้ง 2 ขั้ว แล้วกลับเข้าวงการ

          แต่สิ่งที่ผมทำตอนนี้ มันไม่ใช่ซาดิสม์นะ ...มันบอกไม่ถูก...มันสนุกยังไงก็ไม่รู้ ผมว่าเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดตั้งแต่มีการรัฐประหาร การเคลื่อนไหวในนามพีทีวีมันบอกไม่ถูกจริงๆ อาจจะต้องอีกสักปีหนึ่ง ถึงจะย้อนกลับมาเข้าใจตัวเองว่าทำไมสารในตัวมันหลั่งอย่างนี้ เป็นช่วงที่ผมนอนหลับที่สุด กินข้าวได้มากที่สุด และมีความสุข งานอื่นก็ทิ้งไปหมดแล้วมาอยู่ที่พีทีวี แล้วมันก็ท้าทายตรงที่ว่ามีคนไม่เห็นด้วยเยอะเลย และเป็นการทดแทนในสิ่งที่ผ่านมา เพราะชีวิตผมเด็กแล้วแก่เลย

          @ สาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจให้เลือกข้าง

          ผมยอมรับระบบศักดินาไทยไม่ได้ และมีความรู้สึกว่าในตัวคุณทักษิณ ซึ่งมีจุดอ่อนอยู่หลายเรื่อง แต่คุณทักษิณก็ยังเป็นความหวังที่ดีที่สุด ในการเปิดประตูไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ผมไม่ได้มีภาพลวงตา ผมคิดว่าคุณทักษิณเป็นคนธรรมดา มีข้อดี ข้อเสีย ตรงนั้นคือจุดที่ตัดสินใจ คือผมอยากจะเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่าเราเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้จริงหรือเปล่าในแบบที่เราคิดว่าถูกต้อง ซึ่งถ้าเราถูกต้องก็แปลว่าประชาชนสนใจเดินตามเรามา ถ้าคนส่วนใหญ่มากับเรามันก็จะแปลว่าเราถูก ประชาธิปไตยมันก็แค่นี้

          เพียงแต่ข้อบกพร่องบางอย่างในฝั่งรัฐบาลทักษิณ ก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะไม่เช่นนั้น ตัววิธีการมันจะไปทำลายวัตถุประสงค์ รัฐบาลทักษิณเสี่ยงต่อการที่วิธีการจะไปทำลายวัตถุประสงค์ ผมเห็นด้วยกับวัตถุประสงค์ แต่ผมก็อยากจะปรับวิธีการบางอย่างสำหรับอนาคต

          @ วิธีการแบบไหนของรัฐบาลทักษิณที่คิดว่าทำให้สังคมไทยรับไม่ได้

          คือการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยโดยไม่หาบันไดลงให้ใครเลย อันนี้ทำไม่ได้...ผิด เพราะมันทำให้ทุกคนกลายเป็นศัตรูโดยไม่จำเป็น ที่ผ่านมาเราสร้างศัตรูที่ไม่จำเป็นไว้เยอะมาก เพียงเพราะเราคิดว่าเราถูก ในสังคมไทย คนถูก-คนผิดสุดท้ายก็อยู่ด้วยกัน

          สังคมไทยเป็นสังคมอยู่ด้วยกัน มีความเชื่อส่วนตัวแล้วยังมีเป้าหมายส่วนรวมในการอยู่ด้วยกัน ซึ่งตรงนี้สร้างขึ้นมาจนเป็นระบบไทยที่ทำให้รวมกันเป็นกลุ่ม ตรงนี้ละเลยไปหน่อย แล้วทำให้เกิดกระแสต่อต้าน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าคนที่ชื่นชอบรัฐบาลทักษิณก็ยังมีเยอะ แต่คนที่ไม่ชื่นชอบในวิธีการของคณะรัฐประหารและรัฐบาลปัจจุบันและไม่ได้เทใจให้คุณทักษิณก็มากพอสมควร ตรงนี้เกิดขึ้นจากการที่คุณทักษิณได้ทำไว้ในตอนนั้น ถ้าย้อนกลับไปได้คุณทักษิณต้องไปแก้ตรงนั้น คือต้องมีทางออกให้คน

          @ ความจริงระบอบทักษิณที่ได้ทำเอาไว้ก็เหมือนกับศักดินาระบบหนึ่ง แต่เป็นเพียงศักดินาระบบใหม่เท่านั้น

          ศักดินา หมายความว่า คิดว่าตัวเองไม่เสมอภาคกับคนอื่น อยู่สูงกว่าคนอื่น รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่ออกมาบังคับคนอื่นๆ คืออภิสิทธิ์ชน อันนี้คือสิ่งที่ผมว่าในใจคุณทักษิณไม่มี แต่อย่างที่บอกว่าวัตถุประสงค์เป็นอย่างนั้น แต่วิธีการมันสื่ออย่างนั้นหรือเปล่า

          บางอย่างมันก็สื่อผิดๆ ถ้าเราแก้ไขตรงนั้นไม่ได้ มันจะเหมือนกับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่เขียนเค้าโครงเศรษฐกิจ สมุดปกเหลืองออกมา พอเกิดกรณีสวรรคตขึ้น พับของอาจารย์ปรีดีทิ้งไปเลย 70 ปี ผมไม่ได้เอาอะไรไปเปรียบกับอะไร แต่อยากจะบอกว่ามันจะต้องไม่ผิดซ้ำแบบเดิมอีก

          ซึ่งเป้าหมายของผมตอนนี้ คือการอยู่ในที่ที่ผมเชื่อว่าจะเปลี่ยนสังคมได้ เหมือนกับการเปรียบเทียบนายกฯ 2 คน อย่างคุณชวน (หลีกภัย) กับคุณทักษิณ ผมมีความรู้สึกว่าต่างกันตรงที่ คุณชวนเป็นนายกฯแล้วพอ คือการเป็นนายกฯคือเป้าหมายแล้ว แล้วปล่อยให้คนอื่นๆ ทำงานกันไป ราชการทำงานกันไป ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงตอบไปเอง แต่คุณทักษิณเอาตำแหน่งนายกฯเป็นเครื่องมือไปทำอย่างอื่น คุณชวนเป็นนายกฯแล้วบอกว่านี่คือยอดเขา คุณทักษิณเป็นนายกฯยังอยู่แค่กลางเขา ตรงนี้มันต่างกัน นักเลือกตั้งพอถึงเลือกตั้งแล้วจบ แต่สำหรับคนที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคม เอาการเลือกตั้งไปทำอย่างอื่น

          แต่ปัญหาก็คือคำว่าระบอบทักษิณ เป็นการทำให้คนข้างล่างรู้จักสร้างพื้นที่อำนาจของตัวเอง โดยไม่ต้องไต่ขึ้นไปสู่พื้นที่อำนาจด้านบน ทำให้เกิดพื้นที่อำนาจเล็กๆ ขึ้นมา จนเกิดการปลดตัวเองจากระบบอุปถัมภ์ ทั้งเรื่องทุนการศึกษา กองทุนหมู่บ้าน ที่เข้ามาทำไม่ใช่การติดสินบนคนจน แต่เป็นการทำให้คนจนมีความรู้สึกว่า ตัวเองไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องนามสกุล หรือหาทางเข้าไปใกล้ชิดผู้มีอำนาจเพื่อไต่บันไดทางสังคม

          @ แนวคิดแบบทักษิณหรือระบอบทักษิณไปติดกับดักอะไร ถึงไปไม่ถึงฝั่งการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างที่คิดไว้

          ถ้าพูดกันอย่างไม่เกรงใจคือ ความเป็นพ่อค้าทำให้คนคิดอะไรสั้น คือคิดแค่ซื้อมา-ขายไป เอาให้เห็นผลตรงนี้ ขาดทุนนิดเดียวก็ไม่ยอม ต้องเอาคืน ในขณะที่นักธุรกิจอาจจะหวังผลรุ่นหน้าก็ได้ ลักษณะนี้ ฝรั่งเขาเรียกพาณิชนิยม แต่บริษัทไทยข้ามแค่พ่อมาลูกยังไม่ค่อยจะรอดเลย มันจะเจ๊ง หรือลดความสามารถไป มันทำให้วิธีคิดนี้ ไม่ได้มองการณ์ไกลหรือหวังผลระยะยาว 

          ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้ามาทำลายวัตถุประสงค์ ก็คือหวังว่า จะเกิดผลทันที มองเห็นทันที และวงการคนทำธุรกิจในเมืองไทย หายากที่จะเป็นนักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้าจะไม่มีอะไรผิดถ้าอยู่ในวงการค้าขายอย่างเดียว แต่พอก้าวเข้ามาสู่วงการการเมืองแล้ว จะกลายเป็นปัญหา คือคนคิดไกลถ้าอยู่ในวงการค้า ก็เป็นนักธุรกิจ ถ้าอยู่ในวงการเมืองก็เป็นรัฐบุรุษ แต่ถ้าคนคิดสั้นถ้าอยู่ในวงการเมืองก็เป็นแค่นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งเท่านั้น

          @ แสดงว่าระบอบทักษิณมีเป้าหมายดี แต่วิธีการที่ใช้มันแย่

          มันไม่ถึงกับแย่ แต่...เลือกวิธีการและคนทำไม่ระมัดระวัง ทั้งที่เป้าหมายดี วัตถุประสงค์ดี แต่เลือกวิธีการและคนทำแย่ เพราะคนทำเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการ เช่นเรื่องนี้ดีนะ แต่คุณส่งคนนี้ไปทำ ผลมันก็ออกมาคงไม่เป็นแบบที่หวัง แต่มันคงไม่ได้ทั้งหมด

          @ ส่วนหนึ่งที่ระบอบทักษิณสะดุด อาจเป็นเพราะไปกระทบศักดินาหรือระบบเดิม

          ใช่ครับ....จริงๆ ถ้าถามคุณทักษิณโดยตรง คุณทักษิณคิดว่าตัวเองได้ประนีประนอมกับอำนาจเดิมมาตลอด ไม่เคยคิดว่าไปท้าทาย หรือไม่ยุ่งกับพื้นที่เดิมเลย และได้ทำอย่างนี้มาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่การเมือง เพราะคิดว่าการเป็นมหาเศรษฐีในเมืองไทยก็ต้องระวังตัว เพียงแต่คุณทักษิณเป็นคนเดียวที่เมื่อก้าวเข้าสู่การเมืองแล้วตั้งใจจะเปลี่ยนประเทศจริงๆ

          ฉะนั้น ผล 2 อย่างทำให้เกิดเป็นน้ำหนักที่รุนแรง แบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือความที่คุณทักษิณมีทุนแล้วแสวงหาอำนาจทางการเมือง และสามารถจะเล่นอยู่ยาว เพราะได้อำนาจการเมืองไปเยอะ แล้วมีทีท่าว่าอาจจะไม่แบ่ง นี่คือเรื่องที่เป็นอนันตยกรรม เป็นกรรมอันแสนหนักเลยในความรู้สึกที่มองเข้ามา ซึ่งผมมองว่าวิกฤตในเมืองไทยมันจะไม่ร้ายเท่านี้ ถ้าคุณทักษิณไม่รวยขนาดนี้

          @ ทำไมเชื่อมั่นว่าระบอบทักษิณจะเปลี่ยนแปลงประเทศได้

          ผมเชื่อ...เพราะขณะนี้คนไม่ได้อยู่ในที่เดิมแล้ว ในอดีตที่ผ่านมา ถ้ามีคนเชื่อว่าการรัฐประหารที่ไปเกี่ยวข้องกับสถาบัน มันต้องจบแล้ว แต่นี่....มันไม่จบ เพราะอะไร ขอไม่ขยายความ

          แต่อยากเอาไว้ให้เถียงกันต่อในอนาคต ผมเพียงแต่พูดว่า มันควรจะจบ ถ้าแบบไทยๆ ที่เป็นระบบแบบล่างขึ้นบนอย่างเดียว...ก็เขาตกลงกันแบบนี้แล้วว่าประเทศไทยจะเป็นแบบนี้...คุณจะมาพูดอะไร แต่ปรากฏว่ามันยังมีเกิดขึ้นอีก

          @ พูดได้หรือไม่ว่า"พีทีวี"เป็นการรบเพื่อระบอบทักษิณ?

          พีทีวีไม่ใช่..แต่ตัวผมใช่..คือ พีทีวี ไม่ได้ทำให้ไทยรักไทย เพราะถ้าหากออกทีวีเมื่อไร เชียร์ทักษิณยันป้าย เชียร์ไทยรักไทยยันป้าย คนก็เริ่มรู้ เพราะฉะนั้น เราก็อยากเป็นสื่อที่มีคนดูอยู่นาน ในเป้าหมายผม ถ้ามีสิทธิในการกำหนดทิศทางพีทีวีในอนาคต ผมก็มองแบบฟอกซ์นิวส์ คือทุกคนรู้ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองมันขวา คือพรรครีพับลิกัน แต่เวลาเกิดปัญหาก็วิจารณ์รีพับลิกันได้ แต่ถึงวิจารณ์อย่างไรก็ตาม ใจก็อยากให้สังคมอยู่ในฐานหรือเข้าข้างรีพับลิกัน ผมคิดว่าพีทีวีอาจจะไปสู่จุดนั้นได้ คือ มีฐานความคิดที่คล้ายกับไทยรักไทยแต่ไม่เชียร์ไทยรักไทย

          @ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตอนนี้กองเชียร์ไทยรักไทย ก็เท่ากับกองเชียร์พีทีวี

          คนที่มาพีทีวี ก็มาด้วยความรู้สึกว่าอยากมาเชียร์ไทยรักไทย แต่ฐานความคิดเดียวกัน กับเป็นพวกเดียวกัน มันไม่เหมือนกัน มันก็เป็นการทดลองอย่างหนึ่ง ทดลองไปแล้วอาจจะพลาดก็ได้ พอถึงเวลาเราอาจจะแยกไม่ออกก็ได้ แต่มันก็ต้องลองดูก่อน เพราะทุกอย่างมันใหม่หมด การมีทีวีราคาไม่แพง ก็เป็นของใหม่ ทางเลือกใหม่

          @ จากคนที่ทำสื่อแสดงความเห็นผ่านทีวี แล้ววันหนึ่งมาเป็นผู้นำม็อบต้องปรับอย่างไร

          ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องมาอยู่ในบทบาทนี้ แม้ผมไม่ได้คิดว่าการชุมนุมของพีทีวีเป็นม็อบ เพราะพีทีวีต้องการแค่ออกอากาศ แต่พอขึ้นไปแล้วก็ต้องเป็นนักปราศรัย คนอื่นๆ อย่างพี่วีระ (มุสิกพงศ์) จตุพร (พรหมพันธุ์) ณัฐวุฒิ (ใสยเกื้อ) ธรรมชาติอยู่แล้ว แต่เราขึ้นไปเก้ๆ กังๆ เหมือนหลงทางมาขึ้นเวทีผิด

          แต่ผมก็ตั้งใจอยู่ว่า ในเมื่อเราอยากจะไปสู่ทิศทางใหม่ เราก็ต้องยอมรับว่ามันก็มีบทบาทใหม่ๆ บนเวทีปราศรัยได้ มันไม่ต้องแปลว่า เวทีปราศรัยจะต้องเป็นนักพูดแบบท้าตีท้าต่อย หรือจะต้องหยาบคาย มีสีสันเพิ่มความบันเทิงอย่างเดียว แต่มีสาระได้

          ที่สำคัญคือผมมีโจทย์ในใจอยู่ว่า จริงหรือ..ที่ประชาชนเริ่มเปลี่ยนไปชอบของที่มีสาระ เริ่มชอบข้อมูลแล้ว และที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าคนเริ่มรับได้ ตอนนี้ประชาชนฉลาดขึ้น การขึ้นเวทีแล้วพูดเนื้อหาสาระ มันจึงมีอิทธิพลในการทำลายล้างเขา ยิ่งกว่าการเดินไปบ้านเขาอีก

          @ พีทีวีเป็นแค่เฟืองเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดจะทำอะไรได้กับศักดินาที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน

          ยอมรับสภาพว่ามันเป็นฟันเฟืองเล็กๆ แต่ไม่ทำให้ท้อใจในการต่อสู้ ผมให้ค่าชีวิตไว้ว่า อยากจะลองทำในสิ่งที่ผมเชื่อ แล้วถ้าลองแล้วแพ้ผมก็ไปสอนหนังสือ ไปเขียนหนังสือ ไม่ได้หมายความว่า ผมจะอยู่ในสปอตไลต์ไปตลอดกาล เวลาที่เหลืออยู่ก็คือ ใช้ชีวิตให้มันเป็นคน

 

ข้อมูลและภาพประกอบจาก


เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
แกนนำม็อบ..เกมเปลี่ยนชีวิต จักรภพ เพ็ญแข โพสต์เมื่อ 23 เมษายน 2550 เวลา 00:00:00 8,059 อ่าน
TOP