

ภูริ หิรัญพฤกษ์ ยืนยันเป็นเพียงพลเมืองดี ร้องเรียนเรื่องเกาะนาคาน้อย ไม่ได้ต้องการครอบครองผืนป่าไว้เอง วอนภาครัฐจัดการผู้มีอิทธิพลและพิสูจน์เอกสารครอบครองที่ดิน
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ภูริ หิรัญพฤกษ์ และหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความบนโลกออนไลน์ เกี่ยวกับกรณีที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกรุกพื้นที่บนเกาะนาคาน้อย จ.ภูเก็ต โดยชายกลุ่มนี้ได้เข้าไปตัดทำลายป่า และคาดว่ากลุ่มดังกล่าวน่าจะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพล พร้อมกับมีการเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาจัดการในเรื่องนี้นั้น
ล่าสุด (18 เมษายน 2559) ภูริ ได้ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นว่า เรื่องเกาะนาคาน้อยนั้น ตนและครอบครัวไม่ใช่คู่กรณีของกลุ่มผู้มีอิทธิพล ตนเป็นเพียงประชาชนผู้หวังดีที่ออกมาร้องเรียนกับรัฐ เพราะผืนป่าด้านหลังเกาะนั้นเป็นของพวกเราทุกคน ฉะนั้นตนต้องการให้ภาครัฐมาให้ความสนใจ และเข้ามาสอบสวนเรื่องการออกเอกสารสิทธิที่ไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามว่าทำไมเอกสารสิทธิฉบับนั้นจึงไม่ถูกถอดถอน ซึ่ง น.ส.3 ที่ออกมานั้นเป็นเอกสารที่ถูกปลอมแปลง และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้ไปแจ้งความที่ สภ.ถลางแล้ว ฉะนั้นเอกสารนี้จึงผิด และตนมั่นใจว่าเอกสารที่ตนมอบให้กรมที่ดินเป็นเอกสารที่ยืนยันว่า การได้มาซึ่งที่ดินที่ทับป่าหลังเกาะนั้นไม่ถูกต้อง ตนอยากให้คนหันมาให้ความสนใจกับเรื่องการออกเอกสารสิทธิมากขึ้น

ภูริ เล่าต่อว่า คนที่ครอบครอง น.ส.3 เขายังติดต่อมาที่ครอบครัวของตนเพื่อขายที่ดินไร่ละ 2 ล้านบาท ซึ่งราคาถูกมากและตนก็ไม่ซื้อ เพราะที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของป่า หากคู่กรณีจะไปฟ้องหมิ่นประมาท ก็ไม่เป็นไร ไปว่าในเรื่องของคดีอีกที
เมื่อถามว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างไรกับภูริบ้าง เจ้าตัวเผยว่า ตนเห็นความหวังดีจากทุกคนที่บอกว่า ตนกำลังต่อสู้กับอำนาจมืด ซึ่งตนก็กลัวเพราะตนกำลังมีลูก และหากเป็นอะไรไป ชีวิตครอบครัวของตนคงไม่เหมือนเดิม ตนสู้มาตั้งแต่แรกและอยากสู้ให้ถึงที่สุด ตนมีหลักฐานทุกอย่าง สุดท้ายแล้วคดีนี้จะเป็นคดีพิเศษ และตนจะไปร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม ที่กระทรวงมหาดไทยอีกที เพราะมีการสั่งให้สอบสวนเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม แต่ก็ยังไม่มีการตรวจสอบแต่อย่างใด ท่านผู้ว่าฯ เองก็ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากขึ้น และตนเชื่อว่าหากท่านผู้ว่าฯ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ท่านก็น่าจะตัดสินใจได้ ตนได้ส่งเอกสารให้ทุกหน่วยงานแล้ว
เมื่อถามว่าที่ดินที่ถูกกฎหมายมีเท่าไหร่ ภูริตอบว่า แต่ก่อนคุณปู่ได้ไปเดินรังวัดกับนายอำเภอ และมีการออกเอกสารสิทธิ 60 ไร่ แต่เมื่อปี 2535 ได้มีการออก น.ส.3 ก. ก็ได้มีการรังวัดใหม่ และพบว่าบริเวณหลังเกาะนาคาน้อยเป็นป่า ทำให้ที่ดินเหลือ 53 ไร่ เราเองต้องการเก็บให้เป็นป่าแบบนั้นและไม่ได้ต้องการครอบครองป่า ที่ป่าก็ยังมีนกเงือกอาศัย และส่วนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีแค่หน้าเกาะ และมีนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ไปดูนก ซึ่งไม่มีผลกระทบอะไร แต่หากจะมีการไปถางป่าทำรีสอร์ท ก็อาจจะมีผลกระทบ ครอบครัวของตนก็ทำธุรกิจเพียงแค่ให้คนมาเที่ยวหน้าชายหาด ส่วนป่าด้านหลังก็เก็บไว้แบบเดิม
นอกจากนี้ ภูริยังเผยอีกว่า เรื่องที่มีการบอกว่ามีการข่มขู่นั้น ฝ่ายตนไม่ได้ไปข่มขู่อีกฝ่าย แต่ลูกน้องของตนนั้นถูกข่มขู่ ตนไม่พูดโกหกอยู่แล้ว เราสู้ไม่ได้จึงต้องออกมาประกาศ ส่วนในตอนนี้คู่กรณีได้ออกจากเกาะไปแล้ว เนื่องจากผู้ว่าฯ เองบอกว่า ต้องมีการพิสูจน์เอกสารสิทธิก่อน แล้วค่อยมาว่ากันอีกครั้ง






