แอร์โฮสเตสสาว แชร์ประสบการณ์ คราบน้ำตา เสียงก่นด่า ที่แขวนอยู่เหนือน่านฟ้า

เรื่องเล่าจากแอร์โฮสเตส

          แอร์โฮสเตสสาว เล่าประสบการณ์เหนือน่านฟ้า 35,000 ฟุต กับชีวิตทุกรสชาติ การก่นด่า คราบน้ำตา ความดีใจ และการแก้ไขสิ่งที่เคยทำพลาด

          ชีวิตของเรา ต่างก็มีช่วงเวลาที่น่าจดจำ บ้างก็เป็นบทเรียน บ้างก็เป็นบาดแผล แต่ถึงกระนั้น ประสบการณ์ในบางช่วงของชีวิต จะเป็นสิ่งที่สอนให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปได้ และเกิดเป็นความรู้สึกที่ประทับฝังอยู่ในใจ แม้จะนานเท่าไร เมื่อหวนกลับมานึกถึงก็ทำให้ยิ้มได้ทุกครั้ง

          เหมือนกับเรื่องราวของแอร์โฮสเตสสาวรายหนึ่ง ซึ่งโพสต์เล่าประสบการณ์ชีวิตทุกรสชาติ ผ่านเฟซบุ๊ก Wannakorn Tane Brownie เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ที่เธอออกมาเล่าประสบการณ์การทำหน้าที่แอร์โฮสเตส ที่ต้องเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย บนความสูง 35,000 ฟุต

          สำหรับข้อความทั้งหมด มีดังนี้
เรื่องเล่าจากแอร์โฮสเตส

          "เสียงก่นด่า น้ำตา และชีวิตที่แขวนไว้บนเส้นด้ายสูง 35,000 ฟุต"

          เอาล่ะ หลังจากการทำไฟล์ทขากลับ  DTW-YUL-AMM ที่ครบ สนุกครบทุกรสชาติใน sector แรก จากดีทรอยต์ไปมอนทรีออลใช้เวลาแค่ 1.10 ชม.

          ขณะบอร์ดดิ้ง ผู้โดยสารชาย หน้าตารูปร่างดูยังไงก็อารบิก และน่าจะดื่มมาประมาณหนึ่ง ขึ้นมา ก็ถามจะนั่งสามซีท ซึ่งนี่ก็บอกแล้วว่า

          "ถ้าบอร์ดดิ้งที่มอนทรีออลเสร็จ ตรงไหนว่าง ยูจะนั่งก็เชิญเลย แต่ตอนนี้ขอให้นั่งที่ตัวเองก่อน จะได้เช็กว่าทุกคนมาครบรึยัง"

          ซึ่งนางก็เข้าใจดีด้วยการ... ย้ายมันสามสี่รอบ จนเพื่อนผู้ชายต้องไปถามขอดูเลขที่นั่ง คราวนี้เจ้าหนุ่มนั่นปรี๊ดเลย

          "Why you need to see my boarding pass ? Seems like this guy think im not supposed to be on this fucking plane. Man ! Im american citizen !!"

          จากนั้นก็โวยวายยาวใหญ่มากมาย พร้อม F word ที่ระรัว ๆๆๆๆๆ ในใจนี่คิดว่าควรออฟโหลดมั้ย น่าจะสร้างปัญหาต่อไปแน่ ๆ แต่ต้องทำเป็นไม่สนใจ ใครที่ดีลก็ดีลไป อิหยดก็ไปทำหน้าที่ตรงอื่น ทำให้ผู้โดยสารคนอื่นเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ (ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ปกติสำหรับหยดหรอก)

          นี่ยังแอบคิดว่าคงได้เห็นคนต่อยกันแน่ ๆ สุดท้าย station manager มาเคลียร์อิท่าไหนไม่รู้ จบที่ว่าห้ามให้แอลกอฮอล์สองคนนี้เด็ดขาดจนจบไฟล์ท นำเครื่องขึ้นได้อย่างสงบ (ไม่) สุข

          ผ่านไปได้ 40 นาทีของการบิน มีเสียงประกาศ พร้อมกับเพื่อนผู้ชายรีบคว้าถังออกซิเจนวิ่งไปข้างหน้า ซึ่งอิหยดก็พยายามทำตัวปกติ ไม่ให้ผู้โดยสารกระโตกกระตาก แต่เห็นว่าเพื่อนลืมเอาสายที่ต่อกับถังออกซิเจนไป เลยวิ่งเอาไปให้ เลยรู้ว่า ...

          ฉิบหาย !!! แม่งไม่ใช่เคสเบา ๆ นี่หว่า ปกติแค่ว่าเป็นลม หน้ามืด อะไรว่าไป แต่คราวนี้เป็นลุงนอนอยู่บนพื้น พร้อมคนรายล้อม เพื่อนผู้ชายเตรียม CPR ข้าง ๆ คือเมียของเพื่อนนี่แหละ เป็นชุดประจำชาติอยู่เฟิร์สคลาส เตรียมเอากล่อง AED มาแกะรอแล้ว


          หลังม่านผู้โดยสารพยายามจะเปิดม่านดู อิหยดที่ไม่อยากจะเข้าไปร่วมวงกับข้างใน เลยรับหน้าที่กันอารบิกมุงให้กลับไปนั่งที่ ถึงได้รู้ว่า ป้าที่นั่งติดม่านตรงนั้น คือเมียลุงที่กำลังอยู่บนเส้นของความเป็นและตาย

          นึกย้อนกลับไปเมื่อตอนบินกับเอเชียน่า ไฟล์ทสุดท้ายไปแอลเอ เกิดเหตุลุงชาวฟิลิปปินส์หัวใจวายเช่นกัน แต่ในวันนั้น อิหยดเป็น 1 ในวงที่ต้องผลัดกัน CPR และผลสรุปในวันนั้นคือ ลุงฟิลิปปินส์ท่านนั้นไม่สามารถไปถึงสนามบินแอลเอ ไม่สามารถที่จะได้ต่อเครื่องไปซานดิเอโกเพื่อเยี่ยมลูก ๆ แต่เป็นลูก ๆ ที่ต้องเดินทางจากซานดิเอโกมาแอลเอ เพื่อมารับร่างไร้วิญญาณของพ่อเค้า

          ในวันนั้นทุกคนทำเต็มความสามารถ แต่ที่หลงลืมไป คือ คุณป้าที่มากับลุงแกนั่นแหละ ทุกคนวิ่งวุ่นเพื่อรักษาชีวิตลุง ที่เหลือก็คอยดูแลให้ผู้โดยสารคนอื่น ๆ ไม่แตกตื่น แต่ไม่มีใครได้คอยอยู่กับป้าแกเลย มันเป็นความรู้สึกผิดที่ยังติดใจจนทุกวันนี้นะ จริง ๆ ไม่ใช่ว่าลูกเรืออยากละเลย แต่ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำจนไม่มีใครจะไปอยู่ตรงนั้นได้

          ครั้งนี้เห็นว่าวงในมีหมออยู่สองคน มีเพื่อนผู้ชายคอยสลับ CPR มีเมียเพื่อนเป็นลูกมือ มีหัวหน้าคอยประสานงาน อิหยดเลยเสนอตัวเองนั่งอยู่กับป้า ไม่รู้หรอกว่าลุงกับป้าแกอยู่ด้วยกันเพราะรักหรือคลุมถุงชน แต่แกก็คงใช้ชีวิตด้วยกันมาไม่น่าต่ำกว่า 50 ปี แววตาสับสน เจ็บปวด ไม่รู้ว่าข้างหลังม่านนั้นเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ทำได้คือนั่งกับป้าแล้วจับมือป้าไว้ บอกป้าว่ามีหมอนะ ป้าไม่ต้องห่วง ทุกคนกำลังช่วยเต็มที่

          เสียงนับจังหวะ CPR ดังขึ้นอีกรอบ ป้าร้องไห้เหมือนใจจะขาด ปากก็สวดมนต์เรียกหาพระเจ้า สลับกับพูดกับหยดว่า ฉันจะทำยังไงดี ๆ ด้วยภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น ฉันแหวกม่านไปดู คุณหมอทหารชาวอเมริกัน (ฉันเดาจากเสื้อผ้า กล้ามแขนแข็งแรง และบั้นท้ายที่แน่นปั้ก) กำลังปั๊มหัวใจลุงอยู่ อุปกรณ์ AED ถูกกางออกแล้ว

          เสียงนับ 1 2 3 4 5 6 ... ป้ายิ่งร้องไห้กำมืออิหยดไว้แน่น บางทีก็คิดนะ ว่ากูเลือกหน้าที่ผิดเปล่าวะ ดันเอาคนบ่อน้ำตาตื้นมาปลอบเนี่ย ยากขนาดไหนที่จะต้องห้ามไม่ให้ตัวเองร้องไห้ตามป้า แต่ก็อีก ... ถ้ากูไม่ทำ จะมีใครมาสนใจป้ามั้ย ? (ก็ไม่ ตอบเลย)

          อิหยดพยายามชวนป้าคุย ไม่รู้หรอกว่าป้ารู้เรื่องรึเปล่า ถามป้าว่ากลับไปเที่ยวอัมมานเหรอ ป้าก็ตอบว่า ไปอิรัก ครอบครัวลูกหลานอยู่ที่นู่นหมดเลย อิหยดสิน้ำตาจะไหล มันคล้ายกับเหตุการณ์ตอนนั้นเลย เสียง CPR ก็ยังไม่หยุด เสียงป้าสะอื้นสลับสวดมนต์ก็ไม่หยุดเช่นกัน และป้าก็ยังจับมือหยดไว้แน่นตลอด

          แล้วเสียง CPR ก็หยุดลง มีเสียงวุ่นวายขลุกขลัก ๆ หลังม่าน ป้าละล่ำละลักถามว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงเงียบไป หยดเลยบอกว่า มาดามใจเย็น ๆ นะ นั่งรอก่อน เดี๋ยวไปดูให้

          สารภาพว่าใจเสียไม่แพ้ป้า การหยุด CPR แบบนี้มันให้ผลได้สองแบบ หัวใจกลับมาเต้น ... หรือ หมอได้ทำการประกาศว่าคนนั้นเสียชีวิตแล้ว สารภาพอีกอย่างว่าตอนจะเปิดม่านมือสั่นมาก นึกภาพว่าถ้าเป็นพ่อเราจะเป็นยังไง แต่ภาพที่เห็นคือ

          ลุงนอนตะแคง และมีหน้ากากออกซิเจนครอบอยู่ ซึ่งหมายความว่าสัญญาณชีพลุงกลับมาแล้ว ! เลยบอกป้าว่า โอเคแล้วนะ ให้ออกซิเจนแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว แล้วก็แง้มม่านให้ป้าดู พร้อมกับบอกป้าว่าเนี่ย หัวใจเต้นแล้วนะ ไม่รู้หรอกว่าป้าเข้าใจมั้ย

          แต่ป้าดึงเข้าไปกอด หอมซ้ายขวา แล้วบอกว่าขอบคุณ ๆ ไม่ขาดปาก ขอพระเจ้าคุ้มครองเธอนะ เป็นจังหวะที่เครื่องใกล้ลงพอดี ฉันกอดป้าอีกครั้ง แล้วบอกว่า เดี๋ยวถึงที่แคนาดา จะมีรถพยาบาลมารับนะ ไปโรงพยาบาลให้หมอรักษา ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะป้า มีหมอดูแลแล้ว ปลอดภัยแล้ว ป้ายังจับมือแล้วบอกขอบคุณไม่หยุด อิหยดก็รัดเข็มขัดให้ป้า แล้วกลับไปนั่งที่ตัวเอง

          แต่ ... วงในตรงนั้น ทุกคนยังนั่งที่เดิม คุณหมอสองคน เพื่อนผู้ชายยังนั่งล้อมวงกับลุงบนพื้น จนกระทั่งเครื่องกำลังจะแตะพื้น กัปตันก็ประกาศว่า we are touching down เพื่อเป็นสัญญาณให้ทุกคนตรงนั้นเตรียมตัว กับการลงจอด ทุกคนอยู่ส่งลุงจนนาทีสุดท้าย

          Sector YUL-AMM ก็เป็นปกติ ไม่มีเหตุการณ์อะไร คุณหมอทหารชาวอเมริกันก็ไม่ขออะไรเป็นพิเศษ กินข้าว ขอน้ำเปล่า จบ ส่วนคุณหมออารบิกก็ไม่ขออะไรพิเศษเช่นกัน ทั้งคู่น่ารักตลอดไฟล์ท

          จนตอนแลนด์ที่อัมมาน ...

          หยดนั่งตรงข้ามกับคุณหมออารบิกตรง L3 เพิ่งได้สังเกตว่ามือข้างซ้ายคุณหมอไม่ปกติ มันผิดรูป เหมือนเป็นมาตั้งแต่เกิด อิหยดก็น้ำตาจะแตกอีกแล้ว เพราะเพิ่งมานึกได้ถึงท่าทางคุณหมอ ตอนที่พยายามจะหาที่ยึดตอนเครื่องกำลังจะ touch down ที่ดูเก้กังผิดจากคนอื่น ซึ่งคุณหมอจะขอมานั่งซีทปกติก็ได้ เพราะตรงนั้นก็มีคุณหมอทหารอยู่ แต่แกก็นั่งอยู่ดูอาการลุงบนพื้นที่ไร้เครื่องยึดเหนี่ยวใด ๆ กับตัว

          เครื่องจอด คุณหมอบอกหยดว่า
          "Thank you for the flight"
          ซึ่งหยดก็ตอบกลับไปว่า
          "No sir. We would like to thank you for your kindness for saving the gentleman"
          เราจับมือเช็กแฮนด์ก่อนที่ลุงจะออกจากเครื่องไป ...

          เราได้เห็นน้ำใจของคนที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน
          เราได้เห็นลูกเรือที่ทุ่มเทเต็มกำลังในการช่วยเหลือผู้โดยสาร
          เราได้เห็นถึงภรรยาที่หัวใจร้าวราน มีรอยยิ้มกลับมา
          และ...
          เราได้มีโอกาสแก้ไขสิ่งที่เราทำพลาดไปในครั้งก่อน




ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Wannakorn Tane Brownie


คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ? รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
แอร์โฮสเตสสาว แชร์ประสบการณ์ คราบน้ำตา เสียงก่นด่า ที่แขวนอยู่เหนือน่านฟ้า โพสต์เมื่อ 7 ธันวาคม 2560 เวลา 16:58:32 18,960 อ่าน แสดงความคิดเห็น