หมอผุดไอเดีย ใช้หมวกปักชื่อ-ตำแหน่ง ระหว่างผ่าตัด จากที่ถูกเยาะเย้ยและหัวเราะเยาะใส่ กลายเป็นเทรนด์ใหม่ คนสนับสนุนเพียบ มุ่งประโยชน์ต่อชีวิตคนไข้
โดยจากรายงานของเว็บไซต์บอร์แพนด้า วันที่ 6 มีนาคม 2562 เปิดเผยว่า ความสับสนที่เกิดขึ้นภายในห้องผ่าตัดซึ่งมีบุคลากรจำนวนมากเข้ามาทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่ง ดร.ร็อบ ก็เคยประสบปัญหานี้กับตัวมาแล้ว
"ครั้งหนึ่งผมไปร่วมการผ่าตัดเคสคนไข้ที่หัวใจหยุดเต้น
มีคนอยู่ในห้องถึง 20 คน ผมเจอปัญหาแม้กระทั่งการขอให้คนส่งถุงมือให้ผม
เพราะคนที่ผมชี้สั่ง คิดว่าผมชี้ไปยังคนข้างหลัง จริง ๆ
การประสานงานคงจะง่ายขึ้นมากถ้าเรารู้ชื่อทุกคน
มันดีต่อการสร้างความสนิทสนมกัน และยังดีต่อคนไข้ด้วย" ดร.ร็อบ กล่าว
ด้วยความพยายามที่จะเลี่ยงความสับสนของเหล่าแพทย์ระหว่างการผ่าตัด ดร.ร็อบ จึงตัดสินใจที่จะสวมหมวกผ่าตัด ที่ระบุชื่อกับตำแหน่งของเขาไว้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ในด้านการรักษาคนไข้ แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ กลับไม่คิดจะนำสิ่งที่เขาทำมาเริ่มใช้กันอย่างจริงจัง แถมบางคนยังเยาะเย้ยเขาด้วยว่า "นายจำชื่อตัวเองไม่ได้หรือไง"
แม้หมวกหน้าตาประหลาดของเขาจะกลายมาเป็นที่ขบขันของเพื่อนร่วมงานในตอนแรก
แต่เขาไม่ได้ทำมันขำ ๆ แน่นอน โดย ดร.ร็อบ ชี้ว่า
ไอเดียดังกล่าวนี้มาจากกลุ่ม PatientSafe Network
เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องง่ายอย่างเหลือเชื่อที่เราจะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดและการสื่อสารที่ไม่ราบรื่นระหว่างการปฏิบัติงาน
ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อคนไข้ มีผลวิจัยจากสหรัฐฯ และอังกฤษ
ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าไอเดียง่าย ๆ แบบนี้
จะช่วยลดความผิดพลาดจากมนุษย์ได้อย่างไร
และไม่นานเหล่าคนที่เคยหัวเราะสิ่งที่ ดร.ร็อบ ทำก็ต้องคิดใหม่ เพราะหลังจากเวลาผ่านไปได้เพียง 1 ปี ก็ได้มีบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลอื่น ๆ และจากทั่วโลกที่ออกมาให้การสนับสนุน ดร.ร็อบ โดยพวกเขานำวิธีการดังกล่าวไปใช้เช่นกัน แถมยังไม่ลืมถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเองกับหมวกผ่าตัด ส่งมาถึง ดร.ร็อบ พร้อมติดแฮชแท็ก #TheatreCapChallenge
ยิ่งไปกว่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เหล่านี้ยังยืนยันว่า ไอเดียง่าย ๆ
นี้ช่วยให้พวกเขาประหยัดเวลาหลายวินาทีอันล้ำค่า
ในสถานการณ์เป็นตายของคนไข้ได้จริง มันช่วยลดการเสียเวลา
และการระบุตัวเพื่อนร่วมงานอย่างไม่ถูกต้องไปได้
เพราะบางครั้งพวกเขาก็ไม่สามารถจำชื่อคนในห้องผ่าตัดได้ครบทุกคน
นอกจากการช่วยประหยัดเวลาและเอื้อประโยชน์ในการรักษาแล้ว การนำหมวกผ่าตัดที่ปักชื่อมาใช้ ยังเป็นอีกแนวทางในการใช้หมวกผ่าตัดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดจากการใช้หมวกผ่าตัดแบบใช้แล้วทิ้งไปได้อย่างมาก โดยมีข้อมูลว่า โรงพยาบาลที่มีห้องผ่าตัด 20 ห้อง จะใช้หมวกผ่าตัดแบบใช้แล้วทิ้งถึง 1 แสนใบในทุก ๆ ปี คิดเป็นงบประมาณเกือบ 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3 แสนบาท) เรียกว่าได้ประโยชน์หลายต่ออย่างแท้จริง
สำหรับอะไรบางสิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวันจนเป็นความคุ้นเคย
บางครั้งเราก็คงไม่ได้มองหาหนทางที่จะสร้างความแตกต่าง
ไม่ต้องนับถึงความคุ้นชินที่ทำกันมาเนิ่นนาน
การจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงสักครั้งนั้นบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
อย่างไรก็ตาม ดร.ร็อบ แฮคเก็ตต์ วิสัญญีแพทย์จากออสเตรเลีย
ก็ได้ทำให้เราเห็นแล้วว่า แม้การเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นโดยง่าย
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่สำเร็จเสมอไป
โดยจากรายงานของเว็บไซต์บอร์แพนด้า วันที่ 6 มีนาคม 2562 เปิดเผยว่า ความสับสนที่เกิดขึ้นภายในห้องผ่าตัดซึ่งมีบุคลากรจำนวนมากเข้ามาทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่ง ดร.ร็อบ ก็เคยประสบปัญหานี้กับตัวมาแล้ว
ภาพจาก ทวิตเตอร์ @niccoliandris
ด้วยความพยายามที่จะเลี่ยงความสับสนของเหล่าแพทย์ระหว่างการผ่าตัด ดร.ร็อบ จึงตัดสินใจที่จะสวมหมวกผ่าตัด ที่ระบุชื่อกับตำแหน่งของเขาไว้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ในด้านการรักษาคนไข้ แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ กลับไม่คิดจะนำสิ่งที่เขาทำมาเริ่มใช้กันอย่างจริงจัง แถมบางคนยังเยาะเย้ยเขาด้วยว่า "นายจำชื่อตัวเองไม่ได้หรือไง"
และไม่นานเหล่าคนที่เคยหัวเราะสิ่งที่ ดร.ร็อบ ทำก็ต้องคิดใหม่ เพราะหลังจากเวลาผ่านไปได้เพียง 1 ปี ก็ได้มีบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลอื่น ๆ และจากทั่วโลกที่ออกมาให้การสนับสนุน ดร.ร็อบ โดยพวกเขานำวิธีการดังกล่าวไปใช้เช่นกัน แถมยังไม่ลืมถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเองกับหมวกผ่าตัด ส่งมาถึง ดร.ร็อบ พร้อมติดแฮชแท็ก #TheatreCapChallenge
ภาพจาก ทวิตเตอร์ @patientsafe3
นอกจากการช่วยประหยัดเวลาและเอื้อประโยชน์ในการรักษาแล้ว การนำหมวกผ่าตัดที่ปักชื่อมาใช้ ยังเป็นอีกแนวทางในการใช้หมวกผ่าตัดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดจากการใช้หมวกผ่าตัดแบบใช้แล้วทิ้งไปได้อย่างมาก โดยมีข้อมูลว่า โรงพยาบาลที่มีห้องผ่าตัด 20 ห้อง จะใช้หมวกผ่าตัดแบบใช้แล้วทิ้งถึง 1 แสนใบในทุก ๆ ปี คิดเป็นงบประมาณเกือบ 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3 แสนบาท) เรียกว่าได้ประโยชน์หลายต่ออย่างแท้จริง
ภาพจาก ทวิตเตอร์ @patientsafe3







