พ่อใจสลาย ลูกสาว 3 ขวบป่วยมะเร็ง หัวใจวายเสียชีวิต เพียง 4 วันหลังแพทย์วินิจฉัย แค่ท้องผูก มารู้ความจริงตอนชันสูตร รับไม่ได้ โรงพยาบาลบอก เป็นโชคร้าย
วันที่ 26 สิงหาคม 2562 เว็บไซต์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า พ่อกับแม่ของเด็กหญิงวัยเพียง 3 ขวบ มีอันต้องใจสลาย หลังต้องสูญเสียลูกสาวไปจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดของแพทย์ ที่ระบุว่าเธอมีอาการท้องผูกธรรมดา ทั้งที่จริง ๆ แล้วเด็กน้อยนั้นเป็นโรคมะเร็ง และได้เสียชีวิตด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคร้ายนั้น เพียงไม่กี่วันหลังจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาด
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 ลอเรน และจอห์น พ่อแม่ของเด็กหญิง พบว่าลูกสาวมีไข้และเริ่มมีอาการท้องผูก จึงได้รีบพาลูกสาวไปโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ก็คิดว่าเธอแค่ท้องผูกและให้ยาระบายกลับมา แต่ผ่านไป 6 วันอาการของเด็กก็ยังไม่ดีขึ้น พวกเขาจึงพาลูกสาวไปตรวจร่างกายอีกครั้งที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยปรินเซส รอยัล ที่มณฑลเคนต์ ประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม หลังจากให้อายุรแพทย์รวมถึงกุมารแพทย์ทำการตรวจ พวกเขาก็ลงความเห็นว่าเด็กน้อยน่าจะเป็นโรคท้องผูกธรรมดา และให้เธอกลับบ้านไปพร้อมกับยาระบาย
ทว่า ในอีก 4 วันต่อมา อยู่ ๆ เด็กหญิงก็ร้องไห้งอแงในช่วงเช้ามืด และมีอาการหายใจลำบาก ก่อนที่จะเกิดอาการหัวใจวาย แม้พ่อกับแม่ของเธอจะตามทีมแพทย์มาที่บ้านโดยด่วน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของเด็กหญิงไว้ได้
ผลการชันสูตรในเวลาต่อมา เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเด็กหญิงนั้นเป็นมะเร็งชนิดที่หาได้ยาก และมีเนื้องอกขนาด 5 เซนติเมตร ที่เข้าไปดันลำไส้ ขณะเดียวกันยังมีลิ่มเลือดที่เกี่ยวข้องกับเนื้องอกนั้น เข้าไปอุดตันที่ปอดของเธอ จนนำไปสู่การเสียชีวิต
โดยจอห์น กล่าวว่า เรารู้สึกว่าลูกสาวถูกทิ้งให้อาการแย่ลงโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มาพบ เขาเชื่อว่าแพทย์มองอาการที่แสดงออกของลูกสาวเขาในด้านที่ดีเกินไป แทนที่จะทำการตรวจอย่างระมัดระวัง พวกเขาไม่ได้ทำการทดสอบใด ๆ ที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยโรคเลย
ทั้งนี้ ทางครอบครัวไม่ยอมรับเรื่องที่ทางโรงพยาบาลบอกว่าลูกสาวเสียชีวิตจากสาเหตุตามธรรมชาติ และจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูง เพื่อขอให้มีการไต่สวนเรื่องการเสียชีวิตของลูกสาว โดยการไต่สวนจะเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้
ขณะที่ทางโฆษกของโรงพยาบาล ระบุว่า เด็กหญิงเสียชีวิตจากเนื้องอกชนิดที่หาได้ยากที่ถูกตรวจพบระหว่างการชันสูตร อย่างไรก็ตาม ตอนที่เด็กมายังแผนกฉุกเฉิน อาการของเธอนั้นก็สอดคล้องกับโรคท้องผูก หลังการเสียชีวิตทางโรงพยาบาลก็มีการตรวจสอบเคสของเธอแล้ว และก็ไม่พบข้อบกพร่องใด ๆ ในการวินิจฉัยโรค ซึ่งจะทำให้เกิดผลที่ต่างออกไปจากนี้






