ทำความรู้จักกับ “การค้าเสรี” จากแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ สู่ความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ มีประโยชน์และเกี่ยวข้องกับน้ำมันไทยอย่างไร ตามไปหาคำตอบกันเลย
“น้ำมันแพง” เป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านการขนส่งและราคาของสินค้าอุปโภค-บริโภค ซึ่งทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า "ทำไมราคาน้ำมันแพงขึ้น” ทั้ง ๆ ที่เป็นหนึ่งในสินค้าของการค้าเสรี และไทยก็มีโรงกลั่นอยู่ในประเทศ วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันว่า “การค้าเสรี” คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และเกี่ยวอะไรกับการขึ้น-ลงของราคาน้ำมันบ้าง
การค้าเสรี (Free Trade) คือ แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เป็นการค้าขายระหว่างประเทศที่ไม่มีการเก็บภาษี ลด-ยกเว้นข้อจำกัดต่าง ๆ ให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็น 0% ทั้งการขายสินค้า บริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายแรงงาน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเรียกการรวมกลุ่มแบบนี้ว่า เขตการค้าเสรี (Free Trade Area หรือ FTA) แบ่งออกเป็น 2 ระดับด้วยกันคือ
- ระดับทวิภาคี : การร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เช่น ไทย-จีน ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-สิงคโปร์
- ระดับพหุภาคี : การร่วมมือกันตั้งแต่ 3 ประเทศขึ้นไป เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA) ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศด้วยกัน
ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการทำจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) โดยการค้าเสรีระดับพหุภาคีจะมีองค์การการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) เป็นตัวกลางในการดูแลกฎระเบียบ เพื่อช่วยสนับสนุนและสร้างการแข่งขันการค้าให้เกิดความเท่าเทียมนั่นเอง
เนื่องจาก “น้ำมัน” เป็นสินค้าที่มีการแข่งขันสูง การปรับเปลี่ยนนโยบายหรือราคาของผู้ค้ารายใดรายหนึ่ง อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันในภาพรวมได้ ดังนั้น จึงต้องมีการควบคุมโดยใช้ราคาจากตลาดกลางเป็นหลัก อย่างเช่นน้ำมันไทยก็ต้องอ้างอิงราคาจากสิงคโปร์ ที่เป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน และช่วยให้เกิดดุลการค้า เพราะหากปล่อยให้ราคาน้ำมันไทยถูกกว่า ก็จะทำให้เกิดการส่งออกมากขึ้น และส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศได้
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ค่าการตลาดของผู้ค้าปลีก ค่าต้นทุนการกลั่นที่ปรับขึ้น-ลงตามความต้องการของตลาด จึงทำให้ราคาน้ำมันในแต่ละวันขึ้น-ลงไม่เท่ากันด้วย หรือถ้าใครยังข้องใจอีกว่า ทำไมราคาน้ำมันมาเลเซียจึงถูกกว่าเรา สามารถเข้าอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : อยากรู้ไหม ? ทำไมราคาน้ำมันไทย ถึงไม่เท่ามาเลเซีย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องบอกว่า “ราคาน้ำมันภายในประเทศ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ค้ารายใดรายหนึ่ง แต่มีการกำกับดูแลโดยภาครัฐ อย่างกรณีของน้ำมันแพงขึ้นก็จะมีการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาช่วยตรึงราคาน้ำมันเอาไว้ เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น ค่าครองชีพของประชาชน เป็นต้น
ขณะที่ภาคเอกชน แม้จะมีผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมพลังงานน้ำมันหลายราย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถนำทรัพย์สินหรือกำไรจากกิจการเหล่านั้นออกมาพยุงราคาน้ำมันโดยตรงได้ เนื่องจากอยู่ในสถานะบริษัทที่มีการจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่สามารถดำเนินการใด ๆ โดยพลการได้นั่นเอง แต่จะมีการช่วยเหลือในรูปแบบอื่น อาทิ การให้การสนับสนุนภาครัฐทั้งทางตรงและทางอ้อมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการนำส่งเงินปันผล จ่ายภาษีต่าง ๆ ให้กับภาครัฐ รวมถึงกิจการ CSR เพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านอื่น ๆ
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงพอจะเข้าใจแล้วว่า การค้าเสรีเป็นการค้าระหว่างประเทศ ลดภาษีและข้อจำกัดต่าง ๆ ให้น้อยลง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้เกิดการค้าที่สมดุล ป้องกันการแทรกแซง และสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันในประเทศต่าง ๆ และน้ำมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการค้าเสรีด้วยเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก : รู้จริงเศรษฐกิจไทย, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, กรมศุลกากร, PMTW, กรมการค้าต่างประเทศ, กรมเชื้อเพลิงพลังงาน, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (1) (2) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย





