อดีตพยาบาลสาว เผยสาเหตุลาออกจากงาน แม้จะมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง
แต่ก็เหมือนอยู่ในเส้นด้าย ชี้หากยังทำอยู่ คงมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน
เผยอนาคตหลังจากนี้ ขอเติมเต็มเวลาที่ขาดหายให้พ่อและแม่
เป็นโพสต์ที่คนในโซเชียลให้ความสนใจพร้อมแสดงความเห็นให้กำลังใจเธอจำนวนมาก กรณีอดีตพยาบาลสาวเจ้าของเฟซบุ๊ก Prakaykaew Saotonglang ได้มีการระบายความในใจ หลังตัดสินใจลาออกจากการเป็นพยาบาล ไว้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงและเป็นอาชีพที่เธอรัก เพราะมีความตั้งใจเล่าเรียนจนกว่าจะได้มาทำอาชีพนี้ แต่วันนี้ที่ต้องขอลาออก เพราะอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปนาน ๆ และต้องการมีอิสระในการใช้ชีวิต
โดยคุณปิ๊ง เล่าว่า อาชีพพยาบาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องรองรับอารมณ์คนไข้และอารมณ์ของญาติ ถ้าทำดีก็เสมอตัว แต่พลาดขึ้นมาเมื่อไรมีสิทธิ์โดนฟ้องร้องได้เสมอ อีกทั้งยังทำงานเหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทุกวันที่มาขึ้นเวร 8 ชั่วโมงหรือ 16 ชั่วโมง "ไม่เคยได้กินข้าวตรงเวลา ไม่เคยได้นั่งพัก ลงเวรไปไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องมาขึ้นเวรต่อ
นอกจากงานพยาบาลแล้ว พยาบาลก็ยังมีเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องรับผิดชอบอีก และที่สำคัญเวลาใส่ชุดว่ายน้ำไปทะเลหรือโพสต์อะไรที่ไม่เหมาะสม หรือทำสีผมอะไรต่าง ๆ มากมาย ก็ต้องโดนตำหนิบ่อยครั้ง ทั้งที่บางทีเกิดมา 1 ชีวิต ก็อยากทำอะไรที่มีความสุขบ้าง
คุณปิ๊งบอกว่า การลาออกครั้งนี้ ยืนยันว่ายังรักวิชาชีพนี้เสมอ แต่ถ้าอยู่ต่อก็รู้สึกว่า ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย มีแต่ทุกอย่างแย่ลง ทั้งสุขภาพ จิตใจ และระยะเวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัวก็ค่อย ๆ ลดลงไป ใครที่ยังอยู่ในวิชาชีพนี้ ปิ๊งก็ขอเป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ
ล่าสุด (30 พฤษภาคม) คุณปิ๊งได้มีการโพสต์รูปถ่ายของเธอขณะกำลังนอนฟุบที่เบาะรถ พร้อมกับข้อความว่า จากนี้เธอก็ไม่ต้องเหนื่อยแล้ว จะได้คืนอ้อมกอดพ่อและแม่ เวลาที่ขาดหายไปจะได้คืนมาแล้ว
ทั้งนี้ ได้มีคนเข้ามาแสดงความเข้าใจคุณปิ๊งเป็นจำนวนมาก และเคารพการตัดสินใจของคุณปิ๊ง ที่ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ คงไม่ออกมาจากงานที่มั่นคงแบบนี้ และหลายคนก็มาบอกถึงสภาพจริงของการทำงานในโรงพยาบาล ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนทำงานมาก ๆ กินข้าวไม่ตรงเวลา ต้องคอยอั้นอุจจาระ ปัสสาวะ จนเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ บางทีช่วงโควิดหนัก ๆ ก็ต้องรีบทำงาน เสาร์-อาทิตย์ไม่ได้หยุด วันหยุดไม่ได้หยุด เทศกาลไม่เคยได้เจอหน้าครอบครัวเพราะต้องเข้าเวร ซึ่งหากระบบการทำงานดีกว่านี้ ก็คงทำให้คนอยากเป็นพยาบาลมากขึ้นก็ได้












