ไปต่อยังไงดี ในวันที่ราคาน้ำมันผันผวนไม่หยุด แล้วสาเหตุมาจากการค้ากำไรจริงหรือ ? วันนี้รู้กันชัด ๆ ไปเลย
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแม้ในปัจจุบันจะมีพลังงานทางเลือกหลายประเภทที่พัฒนาออกมาเพื่อใช้กับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น NGV ที่มาจากก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานไฟฟ้า แต่ “น้ำมัน” ก็ยังคงเป็นพลังงานที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักอยู่ดี อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาราคาน้ำมันที่มีความผันผวน จึงส่งผลกระทบมาก-น้อยแตกต่างกันไป
โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดก็คือ ต้นทุนน้ำมันดิบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วประเทศไทยนำเข้ามาจากตะวันออกกลางและอิงราคาจากตลาดน้ำมันดิบดูไบ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มโอเปก (OPEC หรือ Organization of Petroleum Exporting Countries) หรือองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าของสัมปทานแหล่งผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก มีพันธมิตรอยู่หลายประเทศ และยังมีส่วนในการบริหารและควบคุมการผลิตร่วมกัน หากช่วงไหนที่การผลิต (Supply) น้อยกว่าความต้องการ (Demand) ก็จะส่งผลให้ราคาเพิ่มขึ้นตามกลไกราคาตลาด เพราะคนแย่งกันซื้อนั่นเอง
ถ้าหากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่มีการระบาดของโควิด-19 นอกจากจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้คนยังเดินทางน้อยลงในช่วงล็อกดาวน์ ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็มีการผลิตสินค้าต่าง ๆ น้อยลง ทำให้มีการใช้พลังงานและน้ำมันลดลง แต่ฝั่งของบริษัทค้าน้ำมันยังจำเป็นจะต้องผลิตน้ำมันออกมาเพราะมีการลงทุนไปแล้วก่อนหน้า เลยทำให้ผู้ค้าต้องแข่งกันขายออกมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงมาเยอะ โดยเฉพาะในช่วงปี 2563 ที่ราคาน้ำมันลดเหลือเพียงลิตรละสิบกว่าบาทเท่านั้น
แต่พอเศรษฐกิจของไทยเริ่มฟื้นตัว สามารถจัดการกับโรคระบาดได้ดีขึ้น ผู้คนเริ่มเดินทาง โรงงานต่าง ๆ กลับมาผลิต และมีการซื้อ-ขายสินค้ามากขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับการผลิตน้ำมันที่มีการชะลอตัว รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศ จึงทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นและเกิดความผันผวนสูงอย่างที่เห็น แต่จะมาก-น้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันด้วยเหมือนกัน
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics ซึ่งก็คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
แม้ปัจจัยหลายอย่างเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่สามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ อย่างการที่ภาครัฐนำเอทานอลหรือ B100 มาผสมกับน้ำมันดีเซล ช่วยลดต้นทุนการผลิตน้ำมันและช่วยระบายพืชผลเกษตรไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง หรือปาล์ม ที่เหลือจากการบริโภค ทำให้เกษตรกรอยู่ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำเอาเงินภาษีและกองทุนน้ำมันออกมาใช้ช่วยบรรเทาและลดผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่ง รวมถึงป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนอย่างรุนแรงในเวลาอันรวดเร็วอีกด้วย
ส่วนทางฝั่งบริษัทผู้ค้าน้ำมัน รายได้หลักจริง ๆ นั้นมาจากค่าการตลาด เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 1.50-2 บาท ซึ่งก็ยังไม่ใช่กำไรของผู้ค้า เพราะจะต้องนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งจากโรงกลั่นไปที่คลังเก็บน้ำมัน ค่าเก็บรักษาไว้ที่คลัง ค่าขนส่งมาที่ปั๊ม ค่าใช้จ่ายในสถานีบริการ เช่น เงินเดือนพนักงาน หัวจ่ายน้ำมัน ถังเก็บน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ในประเทศไทยมีบริษัทค้าน้ำมันหลายเจ้า ทำให้เกิดการแข่งขันกันขึ้น หากเจ้าไหนตั้งราคาไว้สูงเกินไปก็จะทำให้ขายได้ยากกว่า หรือต้องหาจุดขายที่แตกต่างนั่นเอง
เมื่อมีเหตุการณ์ความผันผวนของราคาน้ำมันเช่นนี้เกิดขึ้น ทุกภาคส่วนก็ได้มีการวางแผนและเตรียมรับมือกันล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐที่ออกนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซล กระจายการลงทุนไปยังโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เช่น รถไฟฟ้า เพื่อเป็นทางเลือกในการลดใช้รถยนต์ส่วนตัว ในภาคอุตสาหกรรมก็ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็จัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของคนในประเทศอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลังงานขาดแคลน
แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วน้ำมันเป็นพลังงานฟอสซิลที่ใช้แล้วอาจหมดไปได้ในสักวันหนึ่ง คงจะดีกว่าหากทุกคนช่วยกันลดการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันลง ใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ติดต่อผ่านทางออนไลน์แทนการเดินทางไปเองด้วยรถยนต์ส่วนตัว ค่อย ๆ ลดสัดส่วนการใช้น้ำมันให้น้อยลง แล้วเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคของการใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานหมุนเวียนแทน ก้าวไปตามวิวัฒนาการที่จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามวัฏจักรของพลังงานต่อไปในอนาคตนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก : รายการ CEO VISION PLUS, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)





