คู่รักจัดคืนร้อน ก่อนจบลงด้วยฝันร้าย รุนแรงจนเลือดไหล อึ้งแฟนหนุ่มอยากไปต่อ เสิร์ชหาวิธีห้ามเลือดเป็นชั่วโมง กว่าจะส่ง รพ. ก็สายไป
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เว็บไซต์ฮินดูสถานไทม์ส รายงานกรณีการเสียชีวิตของหญิงวัย 23 ปี ที่เรียนจบพยาบาล หลังจากที่เธอใช้เวลาอยู่กับแฟนหนุ่มในห้องพักที่โรงแรม แต่ช่วงเวลาเร่าร้อนกลับจบลงอย่างสะพรึง เมื่อหญิงสาวมีเลือดออกหนักหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยที่แฟนหนุ่มใช้เวลาเป็นช่วงโมงในการเสิร์ชหาวิธีรักษาบนอินเทอร์เน็ต แทนที่จะรีบพาเธอส่งโรงพยาบาล จนทุกอย่างสายไป
รายงานเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงแรมในเขตนาวซารี ของรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา โดยหญิงสาวกับแฟนหนุ่มวัย 26 ปี นัดพบเพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน แต่กลับรุนแรงจนทำให้ฝ่ายหญิงมีเลือดออกจากอวัยวะเพศ ซึ่งแม้จะเห็นเช่นนั้น ฝ่ายชายยังพยายามจะมีอะไรกับเธอต่อ แต่เมื่อเห็นว่าเลือดไหลออกมาเยอะมาก เขาจึงพยายามหาวิธีห้ามเลือดบนโลกออนไลน์
เจ้าหน้าที่สอบสวน ระบุว่า แทนที่ฝ่ายชายจะรีบเรียกรถพยาบาล เขากลับใช้โทรศัพท์มือถือเสิร์ชว่า "ต้องทำยังไงเพื่อหยุดเลือดระหว่างมีเพศสัมพันธ์"
ปรากฏว่าชายหนุ่มเสียเวลาไป 60-90 นาที ในการเสิร์ชหาวิธีรักษาบนอินเทอร์เน็ต เขายังพยายามใช้ผ้าห้ามเลือด แต่ก็ไม่เป็นผล จนสุดท้ายหญิงสาวก็เป็นลม แฟนหนุ่มจึงโทร. เรียกเพื่อนให้มาหา ระหว่างนั้นก็พยายามทำความสะอาดคราบเลือดที่เลอะในห้องโรงแรม
ด้าน ซูซิล อักราวัล สส.เขตนาวซารี เผยว่า รายงานทางนิติเวชพบว่าฝ่ายหญิงเสียชีวิตเนื่องจากมีเลือดออกมาก แทนที่ฝ่ายชายจะโทร. เรียกรถพยาบาลหรือข้อความช่วยเหลือทางการแพทย์ เขากลับติดต่อเพื่อน รอเพื่อนมาถึง แล้วจึงค่อยใช้รถส่วนตัวพาหญิงสาวส่งโรงพยาบาล ทั้งที่จริง ๆ หากเธอได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ ได้รับสารน้ำ เลือด และยา เธอคงรอดชีวิต
มีรายงานด้วยว่าฝ่ายชายโทร. ติดต่อหาพ่อแม่ของแฟนสาวระหว่างทางไปโรงพยาบาล แต่เธอก็เสียชีวิตแล้วตอนที่พวกเขาไปถึง จากนั้นทางตำรวจจึงจับกุมตัวฝ่ายชายไว้ด้วยข้อหาฆาตกรรมโดยประมาท และทำลายหลักฐาน โดยผลการชันสูตรพบว่า หญิงสาวมีบาดแผลสาหัสที่อวัยวะเพศ ช่องคลอดฉีกขาด และเสียเลือดมาก
อนึ่ง ผู้ตายและแฟนหนุ่มพบกันเมื่อ 3 ปีก่อน แต่พวกเขาไม่ได้ติดต่อกันมาประมาณ 2 ปี และเพิ่งกลับมาเจอกันอีกครั้งเมื่อ 7 เดือนที่แล้วผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนจะมีการนัดพบกันครั้งนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก Hindustan Times
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เว็บไซต์ฮินดูสถานไทม์ส รายงานกรณีการเสียชีวิตของหญิงวัย 23 ปี ที่เรียนจบพยาบาล หลังจากที่เธอใช้เวลาอยู่กับแฟนหนุ่มในห้องพักที่โรงแรม แต่ช่วงเวลาเร่าร้อนกลับจบลงอย่างสะพรึง เมื่อหญิงสาวมีเลือดออกหนักหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยที่แฟนหนุ่มใช้เวลาเป็นช่วงโมงในการเสิร์ชหาวิธีรักษาบนอินเทอร์เน็ต แทนที่จะรีบพาเธอส่งโรงพยาบาล จนทุกอย่างสายไป
รายงานเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงแรมในเขตนาวซารี ของรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา โดยหญิงสาวกับแฟนหนุ่มวัย 26 ปี นัดพบเพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน แต่กลับรุนแรงจนทำให้ฝ่ายหญิงมีเลือดออกจากอวัยวะเพศ ซึ่งแม้จะเห็นเช่นนั้น ฝ่ายชายยังพยายามจะมีอะไรกับเธอต่อ แต่เมื่อเห็นว่าเลือดไหลออกมาเยอะมาก เขาจึงพยายามหาวิธีห้ามเลือดบนโลกออนไลน์
เจ้าหน้าที่สอบสวน ระบุว่า แทนที่ฝ่ายชายจะรีบเรียกรถพยาบาล เขากลับใช้โทรศัพท์มือถือเสิร์ชว่า "ต้องทำยังไงเพื่อหยุดเลือดระหว่างมีเพศสัมพันธ์"
ปรากฏว่าชายหนุ่มเสียเวลาไป 60-90 นาที ในการเสิร์ชหาวิธีรักษาบนอินเทอร์เน็ต เขายังพยายามใช้ผ้าห้ามเลือด แต่ก็ไม่เป็นผล จนสุดท้ายหญิงสาวก็เป็นลม แฟนหนุ่มจึงโทร. เรียกเพื่อนให้มาหา ระหว่างนั้นก็พยายามทำความสะอาดคราบเลือดที่เลอะในห้องโรงแรม
ทั้งนี้ เมื่อเพื่อนของฝ่ายชายมาถึง พวกเขาจึงช่วยกันนำตัวหญิงสาวไปโรงพยาบาลด้วยรถส่วนตัว แต่ตอนที่ไปถึงเธอก็เสียชีวิตแล้ว
ด้าน ซูซิล อักราวัล สส.เขตนาวซารี เผยว่า รายงานทางนิติเวชพบว่าฝ่ายหญิงเสียชีวิตเนื่องจากมีเลือดออกมาก แทนที่ฝ่ายชายจะโทร. เรียกรถพยาบาลหรือข้อความช่วยเหลือทางการแพทย์ เขากลับติดต่อเพื่อน รอเพื่อนมาถึง แล้วจึงค่อยใช้รถส่วนตัวพาหญิงสาวส่งโรงพยาบาล ทั้งที่จริง ๆ หากเธอได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ ได้รับสารน้ำ เลือด และยา เธอคงรอดชีวิต
มีรายงานด้วยว่าฝ่ายชายโทร. ติดต่อหาพ่อแม่ของแฟนสาวระหว่างทางไปโรงพยาบาล แต่เธอก็เสียชีวิตแล้วตอนที่พวกเขาไปถึง จากนั้นทางตำรวจจึงจับกุมตัวฝ่ายชายไว้ด้วยข้อหาฆาตกรรมโดยประมาท และทำลายหลักฐาน โดยผลการชันสูตรพบว่า หญิงสาวมีบาดแผลสาหัสที่อวัยวะเพศ ช่องคลอดฉีกขาด และเสียเลือดมาก
อนึ่ง ผู้ตายและแฟนหนุ่มพบกันเมื่อ 3 ปีก่อน แต่พวกเขาไม่ได้ติดต่อกันมาประมาณ 2 ปี และเพิ่งกลับมาเจอกันอีกครั้งเมื่อ 7 เดือนที่แล้วผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนจะมีการนัดพบกันครั้งนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก Hindustan Times