ปิดตำนาน 65 ปี ร้านหิรัญกร ช่างทำเครื่องเงิน ถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระพันปีหลวง พร้อมเปิดเหตุผลที่ต้องปิดตัวลง

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Kirk Bunyayotin
วันที่ 14 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก Kirk Bunyayotin มีการเล่าเรื่องการปิดร้านทำเครื่องเงิน หลังจากเปิดมานานกว่า 65 ปี มีข้อความทั้งหมดดังนี้
ปิดตำนาน 65 ปีครับ...ย้ายของหมดร้านแล้ว สิ้นสุดยุครุ่งเรือง แต่อย่างน้อยแม่ก็ได้เกษียณอย่างเป็นทางการละ
เนื่องจากโพสต์นี้ตอนแรกผมตั้งใจจะบอกกล่าวเพื่อนที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัวเฉย ๆ ว่าร้านปิดแล้วนะ เพราะเพื่อนบางคนก็รู้จักเคยแวะมาที่ร้านผม ก็เลยไม่ได้ต้องการที่จะบอกเล่าว่าร้านนี้คือร้านอะไร ทำอะไร ขายอะไร เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเล่าแล้ว และพูดไปมันก็สะเทือนใจเปล่า ๆ เพราะแม่และเหล่าญาติ ๆ ผมก็ไม่อยากจะปิดร้านหรอก แต่บังเอิญโพสนี้เกิด mass ในหมู่คนที่ผมไม่รู้จัก ก็งงพอสมควรว่าทำไมอยู่ดี ๆ มีคนมาถามว่าทำอะไรทำไมไม่บอก ซึ่งผมก็เลยตัดสินใจเล่าเรื่องราวของร้านไว้พอสังเขปแล้วกันครับ
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Kirk Bunyayotin
"หิรัญ" เป็นภาษาบาลี - สันสกฤต แปลว่าเงิน หรือทรัพย์สิน ในขณะที่ "กร" หากแปลตรง ๆ ก็หมายถึงมือ และผู้สร้าง ชื่อร้าน "หิรัญกร" จึงเป็นคำที่รวมกันแล้วมีความหมายถึง ผู้สร้างสิ่งที่มีค่า ซึ่งในบริบทของร้านก็คือ "ช่างทำเครื่องเงิน"
จุดเริ่มต้นของร้านหิรัญกร เกิดขึ้นมาประมาณ 65 ปีที่แล้ว โดยอาก้ง และอาผ่อ ทั้งคู่เป็นคนจีนกวางตุ้ง นั่งเรือสำเภามาจากฮ่องกงเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก โดยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อครั้งรัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 8 โดยประกอบอาชีพที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอาชีพของคนจีนกวางตุ้ง อย่างการเปิดร้านทำเครื่องถมเงิน ถมตะเงิน ถมทอง ตลอดจนงานแกะสลักเครื่องเงิน ซึ่งอาก้งได้รับการถ่ายทอดฝีมือมาจากช่างเก่าแก่ตั้งแต่สมัยเกือบ 80 ปีที่แล้ว [*อัปเดทข้อมูล ถ้านับจริง ๆ ก็คือประมาณ 98 ปี โดยอาก้งเริ่มเป็นลูกมือร้านของ อ.หว่อเฮ้ง จากสิงค์โปร์ที่ย้ายมาไทยตั้งแต่อายุ 12 ซึ่งก่อนหน้านั้นร้านจะอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านปัจจุบันก่อนที่จะเริ่มสร้างเป็นตึกแถวสามชั้นเมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมาบนที่ดินของวังบ้านหม้อ และมีผู้รับเหมาเป็นคุณเพียงใจ หาญพาณิชย์] โดยตั้งชื่อร้านว่าหิรัญกร ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 96 ถนนบ้านหม้อ และเป็นร้านของภาคเอกชนเพียงแค่สองร้านในกรุงเทพฯ เท่านั้น ที่สามารถทำงานศิลปหัตถกรรมที่มีความงดงามยิ่งแบบนี้ได้
เคยมีหนังสือต่างประเทศเล่มหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับประวัตืของเครื่องเงิน เครื่องถมไทย ให้ข้อมูลบางส่วนผิดอย่างเต็ม ๆ คือตราสัญลักษณ์ช่างฝีมือ (จีนกวางตุ้ง หว่อเฮ้ง, จีนกลาง เหอซิ่ง) ว่าเป็นช่างฝีมือที่อยู่สิงค์โปร์ อนิจจาตราสัญลักษณ์ดั้งเดิมนั้นมีมาก่อนมีร้านหิรัญกรเมื่อราวหกสิบกว่าปีที่แล้ว และช่างคนนั้นคือคนฮ่องกงที่อยู่ในไทย ซึ่งเป็นอาก้งของผมเอง โดยเป็นตราสัญลักษณ์ตั้งแต่ตอนที่อาก้งยังเป็นช่างของอีกร้านหนึ่งก่อนหน้าที่จะมาเปิดร้านหิรัญกร [*อัปเดทข้อมูลร้านของ อ.หว่อเฮ้ง มีอยู่จริงที่สิงค์โปร์ก่อนจะย้ายมาทำงานที่ไทย โดยอาก้งเป็นลูกน้องของ อ.หว่อเฮ้ง ก่อนที่จะเทคโอเวอร์ร้านมาหลังอาจารย์เสียชีวิต]
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Kirk Bunyayotin
เมื่อก้าวเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ร้านหิรัญกร ก็กลายเป็นร้านเครื่องถมเงินที่มีชื่อเสียง จากการที่อาก้ง และอาผ่อ ได้มีโอกาสถวายงานเครื่องใช้ส่วนพระองค์ ให้แก่พระองค์ท่าน และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่ ขันน้ำ,ขันข้าว, พานรอง, ทัพพี, โถ, ผอบ, หีบบุหรี่, ที่รองแก้ว, ถ้วยรางวัล, เครื่องตกแต่งกระเป๋าย่านลิเภา, สมุดข่อย เพื่อใช้ส่วนพระองค์ รวมไปถึงการถวาย เพื่อให้ใช้เป็นของที่จะพระราชทานแก่ พระประมุขหรือบุคคลสำคัญ ๆ ของประเทศนั้นๆ...โดยชิ้นงานที่อาก้ง และอาผ่อ รวมถึงหม่าม้าผมมีความภาคภูมิใจมากทีสุดก็น่าจะเป็น รูปปั้นราชสีห์ประจำพระราชอาสน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร, คฑาส่วนพระองค์ และงานประดิษฐ์เลี่ยมทองพระมหาสังข์อุตราวัฏแกะสลักดุนนูนลาย กลีบดอกบัว พร้อมลงยาราชาวดีเพื่อเป็นของที่ระลึกซึ่งรัฐบาลได้จัดเตรียม ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
นับตั้งแต่อาก้ง จากไปเมื่อปี 2529 อาผ่อรับหน้าที่ทุกอย่างในการทำงาน ก่อนที่อาผ่อจะจากไปตอนปี 2559 โดยมีหม่าม้าผมซึ่งเป็นพี่สาวคนโตคอยช่วยงาน และฝึกงานให้เหล่าบรรดาช่างฝีมือประจำร้าน (ซึ่งตอนนี้ช่างฝีมือส่วนใหญ่ก็จากไปเกือบหมดแล้ว หากต้องการเห็นผลงานที่มีความประณีตแบบเดียวกัน ก็น่าจะเหลือเพียงแค่ช่างฝีมือจากโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดมรดกอันงดงามของชาติสืบไป หรือไม่ก็สำนักช่างสิบหมู่เท่านั้น)
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Kirk Bunyayotin
โดยเมื่อครั้งวันที่15 เมษายน 2540 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพตามคำกราบบังคมทูลเชิญของนางแบร์นาแด็ต ชีรัก ภริยาประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นเวลา 2 เดือน นับเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของงานศิลปาชีพที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงนำสุดยอดผลงานศิลปะชั้นเอกของไทย ไปจัดแสดงที่สุดยอดสถาปัตยกรรมระดับโลก ให้ชาวต่างชาติได้ประจักษ์แก่สายตาถึงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และศิลปะไทยที่สืบสานมาจนถึงทุกวันนี้ นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่ชิ้นงานบางส่วนของร้านหิรัญกรได้ถูกนำไปจัดแสดง ร่วมกับงานฝีมือจากเหล่าอาจารย์ช่างของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพด้วยเช่นกัน
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Kirk Bunyayotin
สาเหตุที่ต้องปิดกิจการ
นับจากที่อาผ่อจากไป หม่าม้าก็รับหน้าที่ในการดูแลร้านมาตลอดเกือบ 10 ปี (ปัจจุบันอายุเฉียด 90 แล้ว) ท่ามกลางสารพัดความท้าทายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ช่างฝีมือส่วนใหญ่ทยอยล้มหายตายจากไปหมด โดยที่ไม่ได้มีการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ช่างรุ่นหลัง และเทรนด์ในการเลือกซื้อสินค้าประเภทเครื่องหัตถกรรมเงินที่เปลี่ยนแปลงไปมาก งาน Craft ที่ต้องใช้เวลาทำนาน ๆ ไม่เป็นที่นิยมเหมือนเครื่องประดับ Fast Fashion และการไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับการใช้งานของคนเจนปัจจุบันได้ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทางหม่าม้าและพี่ชายต้องตัดสินใจที่จะไม่ไปต่อ (ก็แหงล่ะ ใครจะไปซื้อของพวกนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน จะมีก็แต่คนที่มองเป็นของสะสม The Collectible ทั้งนั้น) โดยที่สินค้าที่พอจะทำ Mass Customization ได้อย่างพวกช้อนส้อมเงิน ส่วนใหญ่คนก็ซื้อกันตามห้าง และสินค้าแนวเครื่องประดับเงินส่วนใหญ่ก็ถูก Dominated โดยแบรนด์ระดับโลกหลายแบรนด์ เมื่อรวมกับการที่ร้านเราต้องจ่ายค่าเช่าอยู่ทุกเดือน (เป็นที่ Leasehold) โดยที่ตั้งอยู่บนทำเลที่ไม่ค่อย Hype สำหรับการเป็นย่านเพชรพลอยเงินทอง เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว (ด้วยเหตุผลและข้อจำกัดส่วนตัวหลายอย่างทำให้เราไม่สามารถทำการตลาด Online ได้) ทางหม่าม้าและพี่ชายก็เลยตัดสินใจปิดไปเลยดีกว่าครับ
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Kirk Bunyayotin
ตั้งแต่ผมเกิดมา 45 ปีก็มีร้านนี้แล้ว ส่วนหม่าม้าผมก็ต้องมาช่วยงานที่ร้านตั้งแต่อายุ 20 กว่า ๆ ดังนั้นร้านหิรัญกร จึงเปรียบเสมือนร่องรอยแห่งความทรงจำ ที่ที่รวบรวมเอาทุกความทรงจำที่มีความหมายของครอบครัวหิรัญยวณิชย์เอาไว้มาตลอด 2 รุ่น แม้หม่าม้าจะบอกว่าปิดร้านไปดีกว่า เปิดไปก็ไม่มีคนเข้ามาซื้อ จะเปิดให้เปลืองค่าเช่าทำไม ช่างก็ไม่เหลือแล้ว แต่เราก็รู้ดีว่าในใจลึก ๆ เค้าก็อยากจะรักษาร้านนี้เอาไว้อย่างน้อยก็จนกว่าจะสิ้นสุดรุ่นเค้าล่ะ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงได้จริง ๆ เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะช่วยทำอะไรได้ ได้แต่คิดว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องเครียดเรื่องจ่ายค่าเช่าเปล่า ๆ ทุกเดือนแล้วก็แม่จะได้พักบ้างแล้วกัน

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Kirk Bunyayotin
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Kirk Bunyayotin






