เปิดข้อมูล สาธารณรัฐกอทูเล คือที่ไหน หลังสถาปนาตั้งประเทศใหม่ พร้อมจัดตั้งรัฐบาล ด้านโฆษก กต. ของไทยเผยแนวคิดท่าที
![สาธารณรัฐกอทูเล สาธารณรัฐกอทูเล]()
ภาพจาก KTLA
โดยแถลงการณ์ระบุว่า การสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลเกิดขึ้นเนื่องจากประชาชนชาวกะเหรี่ยงกอทูเลถูกกดขี่ข่มเหง ถูกเลือกปฏิบัติ และต้องเผชิญกับสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาอย่างยาวนานเป็นเวลา 77 ปี นับตั้งแต่ปี 2492 ทั้งยังอ้างถึงการล่มสลายอย่างต่อเนื่องของรัฐเมียนมา สาธารณรัฐกอทูเลจึงแสวงหาอำนาจอธิปไตย โดยมีความจำเป็นต้องกำหนดอนาคตของตนเองอย่างเป็นเอกราช
กอทูเล คืออะไร และอยู่ที่ไหน
รัฐกอทูเล ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา มีพรมแดนติดกับฝั่งตะวันตกของประเทศไทยเป็นแนวยาว ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และภูมิภาคใกล้เคียง โดยคำว่า กอทูเล (Kawthoolei) มาจากชื่อเดิมที่ชาวกะเหรี่ยงใช้เรียกดินแดนในอุดมคติมาตั้งแต่ในอดีต หมายถึง ดินแดนอันบริสุทธิ์ที่ปราศจากความมืดมิด
การสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค และอาจส่งผลต่อทิศทางความขัดแย้งชาติพันธุ์ในเมียนมาระยะยาว อย่างไรก็ดี การประกาศเอกราชครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความขัดแย้งภายในเมียนมา ยังคงต้องจับตาท่าทีของประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงองค์กรระหว่างประเทศต่อการรับรองรัฐเอกราชใหม่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ท่าทีของประเทศไทยต่อการสถาปนารัฐกอทูเล
ล่าสุด (8 มกราคม 2569) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า การประกาศการสถาปนารัฐกอทูเล ซึ่งถือเป็นเรื่องภายในของเมียนมา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านเราต้องการเห็นสันติภาพที่เมียนมา พร้อมทั้งหวังว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นข้อสำคัญที่จะนำไปสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในเมียนมา

ภาพจาก KTLA
กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังจากเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา กองทัพกอทูเล (Kawthoolei Army หรือ KTLA) นำโดย พล.อ. เนอดา เมียะ ออกแถลงการณ์ประกาศเอกราชแยกตัวจากรัฐเมียนมาอย่างเป็นทางการ พร้อมสถาปนา สาธารณรัฐกอทูเล (Republic of Kawthoolei) เป็นรัฐอิสระใหม่ โดยอ้างสิทธิอันชอบธรรมของชนชาวกะเหรี่ยง ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนสากล
โดยแถลงการณ์ระบุว่า การสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลเกิดขึ้นเนื่องจากประชาชนชาวกะเหรี่ยงกอทูเลถูกกดขี่ข่มเหง ถูกเลือกปฏิบัติ และต้องเผชิญกับสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาอย่างยาวนานเป็นเวลา 77 ปี นับตั้งแต่ปี 2492 ทั้งยังอ้างถึงการล่มสลายอย่างต่อเนื่องของรัฐเมียนมา สาธารณรัฐกอทูเลจึงแสวงหาอำนาจอธิปไตย โดยมีความจำเป็นต้องกำหนดอนาคตของตนเองอย่างเป็นเอกราช
งานพิธีสถาปนาครั้งนี้ประกอบไปด้วย กลุ่มประชาชน แกนนำทหารกอทูเล และทหาร รวมมากกว่า 400 คน โดยกลุ่มผู้นำสาธารณรัฐกอทูเลได้ประกาศจัดตั้งคณะรัฐบาลกอทูเล (Government of Kawthoolei - G.O.K.) โดยจัดตั้งตำแหน่งบุคคลสำคัญ ได้แก่
- พล.อ. เนอดา เมียะ (บุตรชายนายพลโบเมียะ อดีตประธานาธิบดี KNU สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) ประธานาธิบดี
- พล.ท. ซอซา เกโพ รองประธานาธิบดี คนที่ 1
- เดวิด ตากาบอ รองประธานาธิบดีคนที่ 2
- ซอโพ ทูเลย์ นายกรัฐมนตรี
- เดวิด ลอว์ดู รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
กอทูเล คืออะไร และอยู่ที่ไหน
รัฐกอทูเล ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา มีพรมแดนติดกับฝั่งตะวันตกของประเทศไทยเป็นแนวยาว ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และภูมิภาคใกล้เคียง โดยคำว่า กอทูเล (Kawthoolei) มาจากชื่อเดิมที่ชาวกะเหรี่ยงใช้เรียกดินแดนในอุดมคติมาตั้งแต่ในอดีต หมายถึง ดินแดนอันบริสุทธิ์ที่ปราศจากความมืดมิด
การสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค และอาจส่งผลต่อทิศทางความขัดแย้งชาติพันธุ์ในเมียนมาระยะยาว อย่างไรก็ดี การประกาศเอกราชครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความขัดแย้งภายในเมียนมา ยังคงต้องจับตาท่าทีของประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงองค์กรระหว่างประเทศต่อการรับรองรัฐเอกราชใหม่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ท่าทีของประเทศไทยต่อการสถาปนารัฐกอทูเล
ล่าสุด (8 มกราคม 2569) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า การประกาศการสถาปนารัฐกอทูเล ซึ่งถือเป็นเรื่องภายในของเมียนมา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านเราต้องการเห็นสันติภาพที่เมียนมา พร้อมทั้งหวังว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นข้อสำคัญที่จะนำไปสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในเมียนมา
ขอบคุณข้อมูลจาก เดลิวนิวส์, Burma Insight





