พยาบาล เล่าชีวิตการทำงานสุดโหด หลังข่าวสูญเสียเพื่อนร่วมวิชาชีพ บางเดือนอัด 30 เวร ป่วยหนักแต่ต้องฝืนทำงาน ขอคืนคุณภาพชีวิตให้คนด่านหน้า
![พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน]()
โพสต์ดังกล่าวระบุว่า ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเพื่อนร่วมวิชาชีพนะคะ พยาบาลโรงพยาบาลร้อยเอ็ด การจากไปครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนให้กับพยาบาลทุกคนที่ยังทำงานอยู่ ณ ตอนนี้ ขอกล่าวถึงชีวิตพยาบาลของตัวเองสมัยที่ยังอยู่ในระบบรัฐบาล (รพช.) เงินเดือน 40,000 ถึง 50,000 บาทขึ้นไป ของเด็กจบใหม่ที่รวมค่าล่วงเวลา (OT) ซึ่งบางเดือนต้องขึ้นเวรถึง 30 เวร แลกกับคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ มันยังใช่ชีวิตที่เราอยากทำไปจนเกษียณจริงหรือเปล่า
เกริ่นคร่าว ๆ ตอนเป็นพยาบาลจบใหม่ เราเลือกเองว่าอยากอยู่แผนกอายุรกรรม (Med) เพราะรู้สึกท้าทาย เราเลือกอยู่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้านและมันเปิดโลกมาก เพราะพยาบาล รพช. ไม่ว่าจะอยู่แผนกไหนก็ต้องมีเวรส่งต่อผู้ป่วย (Refer) ด้วย หากเป็นวันทำการแล้วในแผนกมีเคสส่งต่อ เท่ากับต้องเสียกำลังคนไป 1 คน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็มีเวร Refer ทั้งกลางวันและกลางคืน งานที่ค้างอยู่ในแผนก พยาบาลที่ไปส่งเคสกลับมาก็ต้องมารันงานต่อ คำถามคือ "แล้วคนที่อยู่ไม่ได้ช่วยเหรอ" คำตอบคือทุกคนงานล้นมือจริง ๆ เวรเช้ากว่าจะได้ลงเวรก็ 6 โมงเย็น เวรบ่ายกว่าจะลงก็ตี 2 หรือตี 3 ตลอด ส่วนเวรดึกไม่ต้องพูดถึง กว่าจะได้กลับคือ 9 ถึง 10 โมงเช้า และบางวันมีต่อเวรบ่ายด้วยนะ
เข้าสู่เรื่องเล่าชีวิตการทำงานพยาบาล จำได้ว่าฝึกงาน 2 เดือน ก็ต้องขึ้นเป็นตัวจริงและฝึกเป็นหัวหน้าเวร (In-charge) เลย พยาบาล รพช. น่าทึ่งมาก เราต้องขึ้นเวรอัดเพราะบุคลากรไม่พอ แม้พยาบาลจะป่วยหรือมีสิทธิ์ลาอยู่ในมือแต่ก็ไม่กล้าใช้ เพราะสงสารเพื่อนร่วมงาน ข้าวเช้าไม่ได้กิน ข้าวเที่ยงไม่ได้ทาน บางทีได้ทานข้าวเย็นตอน 4 ทุ่มก็มี ว่างตอนไหนต้องรีบกินแล้วรีบไปทำงานต่อ
![พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน]()
ภาพจาก เฟซบุ๊ก เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ
![พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน]()
ภาพจาก เฟซบุ๊ก เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ
เป็นพยาบาล รพช. 3 ปี เคยป่วยไหม เคยลาป่วยไหม ตลอดระยะเวลา 3 ปี ลาป่วยแค่ตอนติดโควิด เมื่อก่อนให้หยุด 5 ถึง 7 วัน แต่เราไม่เคยได้หยุดครบหรอก มากสุดแค่ 2 ถึง 3 วัน ทั้งที่ยังไม่หายดีก็ต้องรีบมาขึ้นเวร มีเหตุการณ์หนึ่งที่ขึ้นเวรติดต่อกันจนนอนไม่พอ รู้สึกเหมือนจะวูบและใจหวิว ๆ แต่ไม่กล้าบอกเพื่อนร่วมงานหรือบอกแม่ที่รออยู่บ้าน เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงจะถึงวันหยุดเพียง 1 วันเต็ม ๆ ของเราแล้ว ได้แต่ส่งข้อความบอกแฟนว่า ใจหวิว ๆ อีกแล้ว เค้าจะวูบอีกแล้ว และฝืนทำงานจนจบเวร
แต่ด้วยสถานการณ์ในวอร์ดตอนนั้น ทำให้เราตัดสินใจไม่นอนโรงพยาบาลและไม่ลางาน เราขอฉีดยาที่ ER เพียง 1 เข็ม แล้วกลับไปทำงานต่อ จากนั้นเบิกยามาฉีดเองที่วอร์ดจนครบ 3 วัน บางคนอ่านมาถึงจุดนี้อาจคิดว่าทำไมต้องทรมานตัวเองขนาดนั้น แต่ด้วยสถานการณ์ขณะนั้นที่มีคนไข้ 30 กว่าคน มีเคสวิกฤตที่อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และรับผู้ป่วยใหม่ไม่ต่ำกว่า 5 เคสต่อเวร บางเวรบ่ายรับใหม่มากถึง 12 เคส โดยมีพยาบาลเพียง 3 ถึง 4 คน ยังไม่รวมคนไข้ที่ดื่มสุราหรือใช้สารเสพติดที่เอะอะโวยวายจะทำร้ายเจ้าหน้าที่อีก เราเลือกไม่ได้จริง ๆ ค่ะ นึกถึงใจเขาใจเรา เพราะพี่น้องร่วมเวรทุกคนเขาก็เสียสละ ไม่สบายก็ไม่หยุดเหมือนกัน เราผ่านกันมาได้เพราะมีแค่พวกเราที่สู้กันจริง ๆ ไม่มีผู้ใหญ่มาคอยสนใจชีวิตพยาบาลอย่างพวกเราหรอก พวกเรารู้ดีที่สุด
![พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน]()
ภาพจาก เฟซบุ๊ก เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ
แม่ : แม่ต้องอดนอนเหมือนเรา เพราะต้องคอยมารอลูกลงเวรตอนตี 2 หรือตี 3 ทุกวัน ต้องทำกับข้าวให้ลูกไปกินที่ทำงานทุกมื้อ ทั้งที่อยู่บ้านหลังเดียวกันแต่เราแทบไม่ได้คุยกันเลย ไม่เคยพาแม่ไปไหนเพราะคำว่า หนูติดเวรนะแม่ พิมพ์ไปก็น้ำตาไหลไป ประโยคที่แม่ส่งหาตลอดคือ แม่ทำแกงส้มไว้รอนะ หรือ แม่ทำพะโล้ที่ลูกอยากกินไว้ให้แล้ว คำตอบที่ส่งกลับไปคือ หนูมีเวรต่อนะแม่ แช่ตู้เย็นไว้เลย ลงเวรหนูจะไปกิน พอลงเวรมา กับข้าวที่แม่ถ่ายรูปให้ดูยังอยู่ครบทุกถุง เพราะแม่ไม่ยอมกินเพื่อเก็บไว้ให้ลูกคนเดียว เหตุการณ์ที่แม่ล้มจนทุกวันนี้แขนแม่ยกไม่ได้เต็มร้อยเพราะแม่ไม่บอกลูก กลัวลูกเป็นห่วง จนเกิดภาวะไหล่ติด เรามารู้ความจริงในวันที่เห็นรอยช้ำที่แขนแม่ แม่ถึงยอมบอก เราพาแม่ไปกายภาพตลอด แต่เรื่องที่น่าเศร้าไม่ใช่รักษาไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่เราโทษตัวเองมาตลอดว่าเราดูแลแม่ได้แค่นี้หรือ ? เราคุยกับคนไข้มากกว่าแม่ อยู่กับคนไข้มากกว่าอยู่กับครอบครัว เราจะไม่ยอมอยู่ที่เดิมในงานที่แก้ปัญหาไม่ได้อีกแล้ว เราจะใช้ชีวิตกับครอบครัวให้มากขึ้น
![พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน พยาบาลเล่าชีวิตการทำงาน]()
ภาพจาก เฟซบุ๊ก เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ
หลานสาว : หลานป่วย มีไข้และอาเจียนหนัก เราลงเวรมาตอน 10 โมงเช้าโดยที่แม่ไม่ได้บอก และเรากำลังจะไปขึ้นเวรบ่ายต่อ ช่วงบ่าย 3 แม่เล่าว่าหลานอาเจียนเยอะแต่ตอนนี้หยุดแล้ว เราไม่ได้เข้าไปดูอาการหลานเพราะเห็นหลานยิ้มให้ก็คิดว่าคงดีขึ้น จนกระทั่งจังหวะที่กำลังจะขึ้นรถไปทำงาน หลานสาวเกิดหัวใจหยุดเต้นและฟุบไปต่อหน้าแม่ เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เราตัดสินใจเปลี่ยนนาฬิกาชีวิตตัวเองเสียที ก่อนที่คนที่เรารักจะไม่อยู่กับเรา ซึ่งถึงตอนนั้นเราคงเสียใจมาก
พยาบาลเป็นอาชีพที่เสียสละ แต่ขอให้ความเสียสละนั้นเกิดขึ้นเฉพาะในเวลาทำงาน การเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อคนไข้ตลอดการทำงานนั้นเพียงพอแล้ว อย่าให้ต้องขึ้นเวรหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง อย่าขโมยชีวิตพยาบาลไปทั้งหมดขนาดนั้น เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีครอบครัวที่รักเขาไม่ต่างจากคนอื่น รายได้พยาบาลบางที่อาจจะสูงถึง 40,000 หรือเป็นแสน แต่อย่าไปโฟกัสแค่ตัวเงินเลยค่ะ เพราะชีวิตพวกเขาแทบไม่มีเวลาหาความสุขให้ตัวเองเลย
หากไม่มีเหตุการณ์ร้าย ๆ ในอดีต ก็คงไม่ทำให้เราเติบโตในสถานที่แห่งใหม่และได้เปลี่ยนแปลงนาฬิกาชีวิตมาจนถึงตอนนี้ ตอนที่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว ทำงานอย่างเต็มที่ และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ไม่โฟกัสเงินจนเกินไป เอาแค่สบายกาย สบายใจ เลี้ยงตัวเองได้ไม่ลำบาก และได้เห็นรอยยิ้มของคนในครอบครัว นี่แหละคือความสุขในฉบับพยาบาลของเรา
ขอแสดงความเสียใจจากการจากไปของเพื่อนร่วมวิชาชีพอีกครั้งนะคะ พยาบาลโรงพยาบาลร้อยเอ็ด

วันที่ 12 มกราคม 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ อดีตพยาบาลโรงพยาบาลรัฐ ออกมาแชร์ประสบการณ์ชีวิตที่ต้องแลกด้วยสุขภาพและเวลาของครอบครัวจากการโหมงานหนัก หลังล่าสุดเกิดกรณีความสูญเสีย พยาบาลโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เวรดึก พร้อมตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตพยาบาลไทยที่ต้องทำงานล้นมือจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง
โพสต์ดังกล่าวระบุว่า ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเพื่อนร่วมวิชาชีพนะคะ พยาบาลโรงพยาบาลร้อยเอ็ด การจากไปครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนให้กับพยาบาลทุกคนที่ยังทำงานอยู่ ณ ตอนนี้ ขอกล่าวถึงชีวิตพยาบาลของตัวเองสมัยที่ยังอยู่ในระบบรัฐบาล (รพช.) เงินเดือน 40,000 ถึง 50,000 บาทขึ้นไป ของเด็กจบใหม่ที่รวมค่าล่วงเวลา (OT) ซึ่งบางเดือนต้องขึ้นเวรถึง 30 เวร แลกกับคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ มันยังใช่ชีวิตที่เราอยากทำไปจนเกษียณจริงหรือเปล่า
เกริ่นคร่าว ๆ ตอนเป็นพยาบาลจบใหม่ เราเลือกเองว่าอยากอยู่แผนกอายุรกรรม (Med) เพราะรู้สึกท้าทาย เราเลือกอยู่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้านและมันเปิดโลกมาก เพราะพยาบาล รพช. ไม่ว่าจะอยู่แผนกไหนก็ต้องมีเวรส่งต่อผู้ป่วย (Refer) ด้วย หากเป็นวันทำการแล้วในแผนกมีเคสส่งต่อ เท่ากับต้องเสียกำลังคนไป 1 คน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็มีเวร Refer ทั้งกลางวันและกลางคืน งานที่ค้างอยู่ในแผนก พยาบาลที่ไปส่งเคสกลับมาก็ต้องมารันงานต่อ คำถามคือ "แล้วคนที่อยู่ไม่ได้ช่วยเหรอ" คำตอบคือทุกคนงานล้นมือจริง ๆ เวรเช้ากว่าจะได้ลงเวรก็ 6 โมงเย็น เวรบ่ายกว่าจะลงก็ตี 2 หรือตี 3 ตลอด ส่วนเวรดึกไม่ต้องพูดถึง กว่าจะได้กลับคือ 9 ถึง 10 โมงเช้า และบางวันมีต่อเวรบ่ายด้วยนะ
เข้าสู่เรื่องเล่าชีวิตการทำงานพยาบาล จำได้ว่าฝึกงาน 2 เดือน ก็ต้องขึ้นเป็นตัวจริงและฝึกเป็นหัวหน้าเวร (In-charge) เลย พยาบาล รพช. น่าทึ่งมาก เราต้องขึ้นเวรอัดเพราะบุคลากรไม่พอ แม้พยาบาลจะป่วยหรือมีสิทธิ์ลาอยู่ในมือแต่ก็ไม่กล้าใช้ เพราะสงสารเพื่อนร่วมงาน ข้าวเช้าไม่ได้กิน ข้าวเที่ยงไม่ได้ทาน บางทีได้ทานข้าวเย็นตอน 4 ทุ่มก็มี ว่างตอนไหนต้องรีบกินแล้วรีบไปทำงานต่อ
.jpg)
ภาพจาก เฟซบุ๊ก เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ
.jpg)
ภาพจาก เฟซบุ๊ก เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ
ตารางเวรที่เราแลกกันเพื่อให้ได้หยุดคือ เช้า/บ่าย/ดึก, ดึก/เช้า/บ่าย, บ่าย/ดึก/เช้า หรือ เช้า/เวรส่งต่อ/เช้า/บ่าย ถามว่าขึ้นเวรแบบนี้ผิดไหม ตอบว่าผิดค่ะ แต่เราต้องยอมเพราะอยากมีวันหยุดในวันที่จำเป็น และเพราะคำว่า คนไข้ในวอร์ดล่ะ รวมถึงขีดจำกัดของจำนวนพยาบาลที่มี
เป็นพยาบาล รพช. 3 ปี เคยป่วยไหม เคยลาป่วยไหม ตลอดระยะเวลา 3 ปี ลาป่วยแค่ตอนติดโควิด เมื่อก่อนให้หยุด 5 ถึง 7 วัน แต่เราไม่เคยได้หยุดครบหรอก มากสุดแค่ 2 ถึง 3 วัน ทั้งที่ยังไม่หายดีก็ต้องรีบมาขึ้นเวร มีเหตุการณ์หนึ่งที่ขึ้นเวรติดต่อกันจนนอนไม่พอ รู้สึกเหมือนจะวูบและใจหวิว ๆ แต่ไม่กล้าบอกเพื่อนร่วมงานหรือบอกแม่ที่รออยู่บ้าน เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงจะถึงวันหยุดเพียง 1 วันเต็ม ๆ ของเราแล้ว ได้แต่ส่งข้อความบอกแฟนว่า ใจหวิว ๆ อีกแล้ว เค้าจะวูบอีกแล้ว และฝืนทำงานจนจบเวร
เหตุการณ์ที่ 2 ด้วยจำนวนคนไข้ในวอร์ดที่มีทั้งวัณโรคดื้อยาและโรคอื่น ๆ อีกมากมาย ขณะทำงานอยู่เรารู้สึกหนาวสั่นสะท้าน หายใจเร็ว และเหนื่อยมาก เมื่อไปตรวจที่ห้องฉุกเฉิน (ER) พบว่าอุณหภูมิร่างกายสูง 39 องศาเซลเซียส ชีพจร 118 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจ 24 ครั้งต่อนาที ผลเลือดขาวสูงถึง 32,000 หมอสั่งให้นอนโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาฆ่าเชื้อ 3 วัน
แต่ด้วยสถานการณ์ในวอร์ดตอนนั้น ทำให้เราตัดสินใจไม่นอนโรงพยาบาลและไม่ลางาน เราขอฉีดยาที่ ER เพียง 1 เข็ม แล้วกลับไปทำงานต่อ จากนั้นเบิกยามาฉีดเองที่วอร์ดจนครบ 3 วัน บางคนอ่านมาถึงจุดนี้อาจคิดว่าทำไมต้องทรมานตัวเองขนาดนั้น แต่ด้วยสถานการณ์ขณะนั้นที่มีคนไข้ 30 กว่าคน มีเคสวิกฤตที่อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และรับผู้ป่วยใหม่ไม่ต่ำกว่า 5 เคสต่อเวร บางเวรบ่ายรับใหม่มากถึง 12 เคส โดยมีพยาบาลเพียง 3 ถึง 4 คน ยังไม่รวมคนไข้ที่ดื่มสุราหรือใช้สารเสพติดที่เอะอะโวยวายจะทำร้ายเจ้าหน้าที่อีก เราเลือกไม่ได้จริง ๆ ค่ะ นึกถึงใจเขาใจเรา เพราะพี่น้องร่วมเวรทุกคนเขาก็เสียสละ ไม่สบายก็ไม่หยุดเหมือนกัน เราผ่านกันมาได้เพราะมีแค่พวกเราที่สู้กันจริง ๆ ไม่มีผู้ใหญ่มาคอยสนใจชีวิตพยาบาลอย่างพวกเราหรอก พวกเรารู้ดีที่สุด
.jpg)
ภาพจาก เฟซบุ๊ก เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ
จุดเปลี่ยนกับการเลือกเส้นทางชีวิตใหม่
แม่ : แม่ต้องอดนอนเหมือนเรา เพราะต้องคอยมารอลูกลงเวรตอนตี 2 หรือตี 3 ทุกวัน ต้องทำกับข้าวให้ลูกไปกินที่ทำงานทุกมื้อ ทั้งที่อยู่บ้านหลังเดียวกันแต่เราแทบไม่ได้คุยกันเลย ไม่เคยพาแม่ไปไหนเพราะคำว่า หนูติดเวรนะแม่ พิมพ์ไปก็น้ำตาไหลไป ประโยคที่แม่ส่งหาตลอดคือ แม่ทำแกงส้มไว้รอนะ หรือ แม่ทำพะโล้ที่ลูกอยากกินไว้ให้แล้ว คำตอบที่ส่งกลับไปคือ หนูมีเวรต่อนะแม่ แช่ตู้เย็นไว้เลย ลงเวรหนูจะไปกิน พอลงเวรมา กับข้าวที่แม่ถ่ายรูปให้ดูยังอยู่ครบทุกถุง เพราะแม่ไม่ยอมกินเพื่อเก็บไว้ให้ลูกคนเดียว เหตุการณ์ที่แม่ล้มจนทุกวันนี้แขนแม่ยกไม่ได้เต็มร้อยเพราะแม่ไม่บอกลูก กลัวลูกเป็นห่วง จนเกิดภาวะไหล่ติด เรามารู้ความจริงในวันที่เห็นรอยช้ำที่แขนแม่ แม่ถึงยอมบอก เราพาแม่ไปกายภาพตลอด แต่เรื่องที่น่าเศร้าไม่ใช่รักษาไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่เราโทษตัวเองมาตลอดว่าเราดูแลแม่ได้แค่นี้หรือ ? เราคุยกับคนไข้มากกว่าแม่ อยู่กับคนไข้มากกว่าอยู่กับครอบครัว เราจะไม่ยอมอยู่ที่เดิมในงานที่แก้ปัญหาไม่ได้อีกแล้ว เราจะใช้ชีวิตกับครอบครัวให้มากขึ้น
.jpg)
ภาพจาก เฟซบุ๊ก เขมิกา ประเสริฐวัฒนะ
สามี : เราไม่ค่อยได้เจอกัน บทสนทนามีเพียงคำว่า "กินข้าวด้วยนะ" "เป็นไงบ้าง" "ถึงที่ทำงานแล้วนะ" "พักผ่อนเยอะ ๆ นะ" "เป็นห่วงน" "ลงเวรยัง" ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบกลับ ชีวิตช่วงที่เป็นแฟนกัน เรามักให้ความสำคัญกับงานก่อนครอบครัวเสมอ เหตุการณ์ของแม่จึงทำให้เราต้องทบทวนตัวเองใหม่ทั้งหมด
หลานสาว : หลานป่วย มีไข้และอาเจียนหนัก เราลงเวรมาตอน 10 โมงเช้าโดยที่แม่ไม่ได้บอก และเรากำลังจะไปขึ้นเวรบ่ายต่อ ช่วงบ่าย 3 แม่เล่าว่าหลานอาเจียนเยอะแต่ตอนนี้หยุดแล้ว เราไม่ได้เข้าไปดูอาการหลานเพราะเห็นหลานยิ้มให้ก็คิดว่าคงดีขึ้น จนกระทั่งจังหวะที่กำลังจะขึ้นรถไปทำงาน หลานสาวเกิดหัวใจหยุดเต้นและฟุบไปต่อหน้าแม่ เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เราตัดสินใจเปลี่ยนนาฬิกาชีวิตตัวเองเสียที ก่อนที่คนที่เรารักจะไม่อยู่กับเรา ซึ่งถึงตอนนั้นเราคงเสียใจมาก
พยาบาลเป็นอาชีพที่เสียสละ แต่ขอให้ความเสียสละนั้นเกิดขึ้นเฉพาะในเวลาทำงาน การเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อคนไข้ตลอดการทำงานนั้นเพียงพอแล้ว อย่าให้ต้องขึ้นเวรหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง อย่าขโมยชีวิตพยาบาลไปทั้งหมดขนาดนั้น เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีครอบครัวที่รักเขาไม่ต่างจากคนอื่น รายได้พยาบาลบางที่อาจจะสูงถึง 40,000 หรือเป็นแสน แต่อย่าไปโฟกัสแค่ตัวเงินเลยค่ะ เพราะชีวิตพวกเขาแทบไม่มีเวลาหาความสุขให้ตัวเองเลย
หากไม่มีเหตุการณ์ร้าย ๆ ในอดีต ก็คงไม่ทำให้เราเติบโตในสถานที่แห่งใหม่และได้เปลี่ยนแปลงนาฬิกาชีวิตมาจนถึงตอนนี้ ตอนที่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว ทำงานอย่างเต็มที่ และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ไม่โฟกัสเงินจนเกินไป เอาแค่สบายกาย สบายใจ เลี้ยงตัวเองได้ไม่ลำบาก และได้เห็นรอยยิ้มของคนในครอบครัว นี่แหละคือความสุขในฉบับพยาบาลของเรา
ขอแสดงความเสียใจจากการจากไปของเพื่อนร่วมวิชาชีพอีกครั้งนะคะ พยาบาลโรงพยาบาลร้อยเอ็ด






