อ.เจษฎา ไขคำตอบ ยาพาราเซตามอล ทำเด็กในครรภ์เสี่ยงเป็นออทิสติกจริงไหม หลัง ประธานาธิบดี ทรัมป์ แถลงทำวงการยาสั่นสะเทือน
![ยาพาราเซตามอล ทำเด็กในครรภ์เสี่ยงเป็นออทิสติกจริงไหม ยาพาราเซตามอล ทำเด็กในครรภ์เสี่ยงเป็นออทิสติกจริงไหม]()
โพสต์ดังกล่าวระบุว่า เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ออกมาแถลงข่าวพิเศษที่ทำเนียบขาว ว่ามีความเชื่อมโยงระหว่าง "โรคออทิซึม" กับการที่สตรีมีครรภ์ใช้ยาแก้ปวด "ไทลินอล" ซึ่งมีสาร "อะเซตามิโนเฟน" และมีชื่อสามัญว่า ยาพาราเซตามอล ทั้งที่คำแนะนำของสมาคมต่าง ๆ ทางการแพทย์ที่อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาวิจัยจำนวนมาก ยืนยันว่า ยาพาราเซตามอลปลอดภัยต่อสตรีมีครรภ์ รวมไปถึงบริษัท เคนวิว (Kenvue) ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาไทลินอล ก็ออกแถลงการณ์ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ เพราะงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การรับประทานอะเซตามิโนเฟน (พาราเซตามอล) ไม่ได้ทำให้เกิดโรคออทิซึม
ต้นเรื่องนี้มาจากรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ
ผู้ที่มีภาวะออทิซึมจะแสดงความผิดปกติในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และมีรายงานว่าอุบัติการณ์ของภาวะออทิซึมเพิ่มขึ้นในบางประเทศในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี พ.ศ. 2549 มีเด็ก 1 ใน 110 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกเมื่ออายุ 8 ขวบ แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มเป็น 1 ใน 31 คน ตามรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2568 ที่ออกโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลในวงกว้างว่ามีเด็กที่มีภาวะออทิสติกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะระบุว่า การขยายคำนิยามของออทิสติก และการคัดกรองที่ดีขึ้น น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขนี้เพิ่มสูงขึ้น
จนในเดือนพฤษภาคม 2568 นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี้ จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ได้เปิดตัวโครงการริเริ่มวิทยาศาสตร์ข้อมูลออทิสติก มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์ โดยสนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์สืบสวนสาเหตุที่เป็นไปได้ของออทิสติกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เคนเนดี้เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวคิด "ต่อต้านวัคซีน" มานาน และทำให้เขาและทรัมป์มุ่งเป้าความสนใจไปที่อะเซตามิโนเฟน รวมถึงวัคซีน ว่าอาจเชื่อมโยงกับภาวะออทิซึม ทั้งที่งานวิจัยส่วนใหญ่ในรอบหลายสิบปีไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงที่สามารถทำซ้ำได้ระหว่างการฉีดวัคซีนกับภาวะออทิซึม นอกจากนี้เคนเนดี้ก็ยอมรับในการประกาศครั้งล่าสุดว่า ภาวะออทิซึมมีสาเหตุที่เป็นไปได้หลายประการ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว
แม้ว่ายาพาราเซตามอลจะเป็นยาแก้ปวดที่สตรีมีครรภ์นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ตั้งครรภ์ทั่วโลกใช้ยานี้ แต่ล่าสุด องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ได้ประกาศว่าจะติดฉลากคำเตือนใหม่ให้กับยาอะเซตามิโนเฟน (พาราเซตามอล) โดยอ้างถึง "ความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้" ระหว่างภาวะออทิซึมในเด็ก กับการใช้ยาอะเซตามิโนเฟนในระหว่างตั้งครรภ์
แถลงการณ์ของ FDA ระบุว่า จะเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงฉลากยา เพื่อให้พ่อแม่และแพทย์ตระหนักถึงหลักฐานที่บ่งชี้ว่า การใช้ยาอะเซตามิโนเฟนโดยหญิงตั้งครรภ์อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะทางระบบประสาท เช่น ภาวะออทิซึมและ ADHD ในเด็ก ตามหลักการ "ป้องกันไว้ก่อน" เช่น หากไข้ไม่สูงก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้
อย่างไรก็ตาม FDA ย้ำว่า แม้จะพบความสัมพันธ์ระหว่างยาอะเซตามิโนเฟนกับภาวะทางระบบประสาท แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็น "ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ" และมีงานวิจัยอื่นที่ให้ผลขัดแย้งกัน นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า ภาวะไข้สูงในหญิงมีครรภ์อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อบุตร และยาอะเซตามิโนเฟนเป็นเพียงยาแก้ปวดชนิดเดียวที่อนุญาตให้ใช้ได้ ขณะที่ยาแอสไพรินและไอบูโพรเฟนไม่ถูกแนะนำให้ใช้ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างพาราเซตามอลกับออทิซึม
Helen Tager-Flusberg นักจิตวิทยาที่ศึกษาภาวะออทิซึมจาก Boston University ให้ความเห็นว่า งานวิจัยที่น่าเชื่อถือส่วนใหญ่ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ยาอะเซตามิโนเฟนในระหว่างตั้งครรภ์กับภาวะออทิซึม และยิ่งเป็นงานวิจัยที่ควบคุมปัจจัยรบกวนได้ดีก็ยิ่งมีโอกาสพบน้อยลงอีก
Viktor Ahlqvist นักระบาดวิทยาจาก Karolinska Institute ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมของการศึกษาขนาดใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้ ให้ความเห็นว่า การหาความเชื่อมโยงเป็นเรื่องยาก เพราะยาพาราเซตามิโนเฟนมีจำหน่ายทั่วไป ทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากแบบสอบถาม ไม่ใช่บันทึกทางการแพทย์โดยตรง
การศึกษาของ Ahlqvist และคณะ ใช้ข้อมูลเด็กเกือบ 2.5 ล้านคน ที่เกิดในสวีเดนระหว่างปี ค.ศ. 1995-2019 พบว่า เด็กที่ได้รับยาอะเซตามิโนเฟนในครรภ์ มีอัตราออทิซึม 1.42 เปอร์เซ็นต์ เด็กที่ไม่ได้รับยา มีอัตราออทิซึม 1.33 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่เล็กน้อยมาก
อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบคู่พี่น้องที่เกิดจากมารดาคนเดียวกัน ซึ่งมีพันธุกรรมร่วมกันครึ่งหนึ่งและเติบโตในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน นักวิจัยก็ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างยาอะเซตามิโนเฟนกับภาวะออทิซึม
ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับการศึกษาขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น ซึ่งตีพิมพ์ในปีนี้ และใช้ข้อมูลเด็กกว่า 200,000 คน โดยไม่พบความเชื่อมโยงเช่นกัน
การห้ามใช้ยานี้จะอันตรายหรือไม่
นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า มียาบรรเทาปวดที่ใช้ได้ระหว่างตั้งครรภ์เพียงไม่กี่ชนิด และพาราเซตามอลเป็นยาที่มีประวัติการใช้งานยาวนานและปลอดภัยที่สุด การแนะนำให้หลีกเลี่ยงพาราเซตามอลโดยสิ้นเชิงอาจเป็นอันตราย เพราะจะเพิ่มความวิตกกังวลให้หญิงตั้งครรภ์โดยไม่จำเป็น และไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน พาราเซตามอลยังถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ายาแก้ปวดอื่น ๆ เกือบทั้งหมดในระหว่างตั้งครรภ์
แล้วออทิซึมเพิ่มขึ้นเพราะอะไร
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ออทิซึมในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากการวินิจฉัยที่ดีขึ้นและเกณฑ์การวินิจฉัยที่กว้างขึ้น ไม่ใช่จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจริง
นอกจากนี้ยังมีความตระหนักรู้มากขึ้น ทำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาตรวจมากขึ้น และมีผู้ใหญ่จำนวนมากขึ้นที่เข้ารับการวินิจฉัยเช่นกัน
มียาอื่นแทนพาราเซตามอลหรือไม่
ปัจจุบันยังไม่มียาที่ทดแทนพาราเซตามอลได้ดี โดยเฉพาะยาแก้ปวดที่ซื้อได้ทั่วไป เช่น ไอบูโพรเฟน ซึ่งถูกแนะนำให้หลีกเลี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหลังสัปดาห์ที่ 20
ดังนั้น หากกังวลเรื่องการใช้พาราเซตามอลเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์ และหากจำเป็นต้องใช้ ควรใช้ในขนาดต่ำที่สุดที่ได้ผล และใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุด เพราะการไม่รักษาไข้หรืออาการปวดของมารดาเลยอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์และพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ชี้แจงเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ให้ความรู้เกี่ยวกับกระแสถกเถียงเรื่อง "พาราเซตามอลกับออทิซึม" หลังผู้นำสหรัฐฯ และหน่วยงานรัฐส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ของความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ยาแก้ปวดชนิดนี้ในหญิงตั้งครรภ์กับภาวะออทิซึมในเด็ก จนสร้างความกังวลให้พ่อแม่และสตรีมีครรภ์จำนวนมาก
โพสต์ดังกล่าวระบุว่า เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ออกมาแถลงข่าวพิเศษที่ทำเนียบขาว ว่ามีความเชื่อมโยงระหว่าง "โรคออทิซึม" กับการที่สตรีมีครรภ์ใช้ยาแก้ปวด "ไทลินอล" ซึ่งมีสาร "อะเซตามิโนเฟน" และมีชื่อสามัญว่า ยาพาราเซตามอล ทั้งที่คำแนะนำของสมาคมต่าง ๆ ทางการแพทย์ที่อ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาวิจัยจำนวนมาก ยืนยันว่า ยาพาราเซตามอลปลอดภัยต่อสตรีมีครรภ์ รวมไปถึงบริษัท เคนวิว (Kenvue) ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาไทลินอล ก็ออกแถลงการณ์ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ เพราะงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การรับประทานอะเซตามิโนเฟน (พาราเซตามอล) ไม่ได้ทำให้เกิดโรคออทิซึม
ต้นเรื่องนี้มาจากรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ
ผู้ที่มีภาวะออทิซึมจะแสดงความผิดปกติในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และมีรายงานว่าอุบัติการณ์ของภาวะออทิซึมเพิ่มขึ้นในบางประเทศในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี พ.ศ. 2549 มีเด็ก 1 ใน 110 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกเมื่ออายุ 8 ขวบ แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มเป็น 1 ใน 31 คน ตามรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2568 ที่ออกโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลในวงกว้างว่ามีเด็กที่มีภาวะออทิสติกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะระบุว่า การขยายคำนิยามของออทิสติก และการคัดกรองที่ดีขึ้น น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขนี้เพิ่มสูงขึ้น
จนในเดือนพฤษภาคม 2568 นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี้ จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ได้เปิดตัวโครงการริเริ่มวิทยาศาสตร์ข้อมูลออทิสติก มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์ โดยสนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์สืบสวนสาเหตุที่เป็นไปได้ของออทิสติกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เคนเนดี้เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวคิด "ต่อต้านวัคซีน" มานาน และทำให้เขาและทรัมป์มุ่งเป้าความสนใจไปที่อะเซตามิโนเฟน รวมถึงวัคซีน ว่าอาจเชื่อมโยงกับภาวะออทิซึม ทั้งที่งานวิจัยส่วนใหญ่ในรอบหลายสิบปีไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงที่สามารถทำซ้ำได้ระหว่างการฉีดวัคซีนกับภาวะออทิซึม นอกจากนี้เคนเนดี้ก็ยอมรับในการประกาศครั้งล่าสุดว่า ภาวะออทิซึมมีสาเหตุที่เป็นไปได้หลายประการ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว
องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ร่วมประกาศเตือน
แม้ว่ายาพาราเซตามอลจะเป็นยาแก้ปวดที่สตรีมีครรภ์นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ตั้งครรภ์ทั่วโลกใช้ยานี้ แต่ล่าสุด องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ได้ประกาศว่าจะติดฉลากคำเตือนใหม่ให้กับยาอะเซตามิโนเฟน (พาราเซตามอล) โดยอ้างถึง "ความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้" ระหว่างภาวะออทิซึมในเด็ก กับการใช้ยาอะเซตามิโนเฟนในระหว่างตั้งครรภ์
แถลงการณ์ของ FDA ระบุว่า จะเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงฉลากยา เพื่อให้พ่อแม่และแพทย์ตระหนักถึงหลักฐานที่บ่งชี้ว่า การใช้ยาอะเซตามิโนเฟนโดยหญิงตั้งครรภ์อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะทางระบบประสาท เช่น ภาวะออทิซึมและ ADHD ในเด็ก ตามหลักการ "ป้องกันไว้ก่อน" เช่น หากไข้ไม่สูงก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้
อย่างไรก็ตาม FDA ย้ำว่า แม้จะพบความสัมพันธ์ระหว่างยาอะเซตามิโนเฟนกับภาวะทางระบบประสาท แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็น "ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ" และมีงานวิจัยอื่นที่ให้ผลขัดแย้งกัน นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า ภาวะไข้สูงในหญิงมีครรภ์อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อบุตร และยาอะเซตามิโนเฟนเป็นเพียงยาแก้ปวดชนิดเดียวที่อนุญาตให้ใช้ได้ ขณะที่ยาแอสไพรินและไอบูโพรเฟนไม่ถูกแนะนำให้ใช้ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างพาราเซตามอลกับออทิซึม
Helen Tager-Flusberg นักจิตวิทยาที่ศึกษาภาวะออทิซึมจาก Boston University ให้ความเห็นว่า งานวิจัยที่น่าเชื่อถือส่วนใหญ่ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ยาอะเซตามิโนเฟนในระหว่างตั้งครรภ์กับภาวะออทิซึม และยิ่งเป็นงานวิจัยที่ควบคุมปัจจัยรบกวนได้ดีก็ยิ่งมีโอกาสพบน้อยลงอีก
Viktor Ahlqvist นักระบาดวิทยาจาก Karolinska Institute ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมของการศึกษาขนาดใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้ ให้ความเห็นว่า การหาความเชื่อมโยงเป็นเรื่องยาก เพราะยาพาราเซตามิโนเฟนมีจำหน่ายทั่วไป ทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากแบบสอบถาม ไม่ใช่บันทึกทางการแพทย์โดยตรง
การศึกษาของ Ahlqvist และคณะ ใช้ข้อมูลเด็กเกือบ 2.5 ล้านคน ที่เกิดในสวีเดนระหว่างปี ค.ศ. 1995-2019 พบว่า เด็กที่ได้รับยาอะเซตามิโนเฟนในครรภ์ มีอัตราออทิซึม 1.42 เปอร์เซ็นต์ เด็กที่ไม่ได้รับยา มีอัตราออทิซึม 1.33 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่เล็กน้อยมาก
อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบคู่พี่น้องที่เกิดจากมารดาคนเดียวกัน ซึ่งมีพันธุกรรมร่วมกันครึ่งหนึ่งและเติบโตในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน นักวิจัยก็ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างยาอะเซตามิโนเฟนกับภาวะออทิซึม
ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับการศึกษาขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น ซึ่งตีพิมพ์ในปีนี้ และใช้ข้อมูลเด็กกว่า 200,000 คน โดยไม่พบความเชื่อมโยงเช่นกัน
การห้ามใช้ยานี้จะอันตรายหรือไม่
นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า มียาบรรเทาปวดที่ใช้ได้ระหว่างตั้งครรภ์เพียงไม่กี่ชนิด และพาราเซตามอลเป็นยาที่มีประวัติการใช้งานยาวนานและปลอดภัยที่สุด การแนะนำให้หลีกเลี่ยงพาราเซตามอลโดยสิ้นเชิงอาจเป็นอันตราย เพราะจะเพิ่มความวิตกกังวลให้หญิงตั้งครรภ์โดยไม่จำเป็น และไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน พาราเซตามอลยังถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ายาแก้ปวดอื่น ๆ เกือบทั้งหมดในระหว่างตั้งครรภ์
แล้วออทิซึมเพิ่มขึ้นเพราะอะไร
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ออทิซึมในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากการวินิจฉัยที่ดีขึ้นและเกณฑ์การวินิจฉัยที่กว้างขึ้น ไม่ใช่จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจริง
นอกจากนี้ยังมีความตระหนักรู้มากขึ้น ทำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาตรวจมากขึ้น และมีผู้ใหญ่จำนวนมากขึ้นที่เข้ารับการวินิจฉัยเช่นกัน
มียาอื่นแทนพาราเซตามอลหรือไม่
ปัจจุบันยังไม่มียาที่ทดแทนพาราเซตามอลได้ดี โดยเฉพาะยาแก้ปวดที่ซื้อได้ทั่วไป เช่น ไอบูโพรเฟน ซึ่งถูกแนะนำให้หลีกเลี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหลังสัปดาห์ที่ 20
ดังนั้น หากกังวลเรื่องการใช้พาราเซตามอลเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์ และหากจำเป็นต้องใช้ ควรใช้ในขนาดต่ำที่สุดที่ได้ผล และใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุด เพราะการไม่รักษาไข้หรืออาการปวดของมารดาเลยอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์และพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน





