กกต. แจงปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ยอมรับสแกนแล้วเห็นรหัสจริง แต่ยืนยันจะรู้ได้ว่าใครลงคะแนนให้ใครเป็นไปได้ยาก พร้อมอธิบายขั้นตอนจัดเก็บ

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำโดย นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต., ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต., นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง, นายกิตติพล พยัคฆเดชาพัน ผอ.สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ แถลงข่าว "การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ" ณ ศูนย์การเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ชั้น 2
ภาพจาก กกต.
ประเด็นคะแนนเขย่ง คะแนนเลือกตั้ง แบ่งเขต กับ บัญชีรายชื่อ ไม่เท่ากัน
ในเว็บไซต์เป็นการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ อาจจะเกิดข้อผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลของกรรมการประจำหน่วย สิ่งที่จะเป็นตัวยืนยันว่าข้อมูลถูกต้องคือ สส.5/18 คือการรายงานผลการนับคะแนนของทุกหน่วย และตัวที่จะเป็นการตรวจสอบได้ชัดเจนคือ สส.6/1 คือการประกาศผลการนับคะแนนของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง
ทำไมมีการประกาศผลเลือกตั้งล่าช้า
ในแต่ละเขตจะตรวจสอบว่า สส.5/18 ถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องก็จะมีผลต่อการให้นับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้ลงคะแนนใหม่รายหน่วย
ชี้แจงเพิ่มเติม ปมเขต 1 ชลบุรี ไม่มีการนับคะแนนใหม่
เป็นการมายื่นคำร้องหลังนับคะแนนเสร็จแล้ว แต่เป็นกรณีที่ประชาชนให้ความสนใจ จึงมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ซึ่งเบื้องต้นกระบวนการนับคะแนนนั้นจบแล้ว แต่ในขั้นตอนการรวบรวมหีบบัตรนั้นเป็นคนละส่วนกัน ส่วนกรณีที่บางหีบไม่ได้คล้องสายรัด พบว่าหีบเหล่านั้นใช้เพื่อเก็บวัสดุอุปกรณ์ ไม่ใช่หีบที่เก็บบัตรเลือกตั้ง
ภาพจาก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
กรณีบัตรแบบบัญชีรายชื่อมีบาร์โค้ด
ต้องเริ่มจากขั้นตอนการใช้ใช้สิทธิที่หน่วย มีการตรวจสอบชื่อ จากนั้นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจะให้ผู้ใช้สิทธิเขียนชื่อที่ต้นขั้ว ก่อนจะฉีกบัตรออกให้ท่าน ถามว่าในคูหามีใครล่วงรู้การลงคะแนนของท่านหรือไม่ เราเองจะรู้คนเดียวว่าลงคะแนนให้ใคร และมีกฎหมายว่าห้ามนำบัตรที่แสดงแล้วไปแสดงให้ผู้อื่นรู้ว่าลงคะแนนให้กับใคร และห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วเมื่อลงคะแนนเสร็จ ขั้นตอนต่อมาคือนำคะแนนไปหย่อนลงหีบด้วยตัวเอง
หลังจากปิดการลงคะแนน กรรมการมีหน้าที่หยิบบัตรมาขาน ถามว่าบัตรแต่ละใบท่านรู้ไหมว่าเป็นของใคร ก็ไม่ทราบ เพราะต้นขั้วบัตรไปคนละที่แล้ว พอนับคะแนนเสร็จ บัตรจะถูกนำไปบรรจุในถุงใส แยกว่าเป็นถุงบัตรดี บัตรเสีย และมัดเคเบิลไทร์ไว้ ถุงเหล่านี้ไม่มีใครสามารถเปิดได้ ก่อนจะนำไปบรรจุในหีบบัตรและคล้องสายรัด
.jpg)
ภาพจาก กกต.
หีบบัตรนี้จะส่งไปศูนย์ประสานงานเขตเพื่อยุบรวมหีบบัตร ก่อนจะนำบัตรแต่ละประเภทที่อยู่ในถุงไปรวมเป็นประเภทเดียวกันโดยไม่ได้ตัดสายรัดออก ก่อนจะนำไปบรรจุในหีบบัตรใบเดียว จึงไม่รู้ได้ว่าบัตรนั้นมาจากหน่วยไหน ส่วนต้นขั้วบัตรจะแยกไปเก็บไว้อีกที่ ส่วนบัญชีรายชื่อจะถูกส่งต่อไปยังนายทะเบียน เพื่อจัดทำประกาศผู้ไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
สำหรับหีบบัตรที่มีใบลงคะแนนจะถูกนำไปเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย เช่น สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ หรือ สำนักงาน กกต. โดยจะเก็บไว้ 2 ปี จนกว่าพ้นระยะเวลาร้องเรียน คัดค้าน จึงจะนำบัตรไปทำลายได้ ถามว่าบัตรในหีบใครจะเอาออกมาได้ไหม กกต. ก็ไม่มีอำนาจ จะเปิดได้กรณีเดียวคือการสั่งให้นับคะแนนใหม่ ดังนั้น การเลือกตั้งทุกหน่วย ทุกคนเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ ตามรัฐธรรมนูญ
กรณีที่มีการมาตรวจสอบย้อนหลังจากภาพได้ว่าบัตรเป็นของหน่วยไหน
องค์ประกอบที่ต้องพิจารณาได้ครบถ้วนมี 3 อย่าง คือ
1. ต้นขั้วบัตร
2. บัญชีรายชื่อ
3. บัตรเลือกตั้ง
ภาพจาก กกต.
คิวอาร์โค้ด และ บาร์โค้ด มีไว้เพื่ออะไร
ที่มาถูกกำหนดไว้ในระเบียบ กกต. ให้อำนาจในการกำหนดให้มีรหัส เครื่องหมาย เป็นกรณีพิเศษ โดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งเป็นมาตรการที่เปิดเผยล่วงหน้าไม่ได้
นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือในการควบคุมบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามสุจริตและเที่ยงธรรม เช่น จำนวนการจัดพิมพ์ว่าเกินกว่าจำนวนที่กำหนดหรือไม่ รวมทั้งจำนวนการเข้าเล่ม 1 เล่ม มี 20 ฉบับ เพื่อลดปัญหาบัตรเขย่ง
เมื่อแจกจ่ายบัตรแล้วเกิดการเล็ดลอดไปสู่ภายนอก ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรจำนวนนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใคร นอกจากนี้ยังใช้เพื่อป้องกันการทุจริต ป้องกันการใช้บัตรปลอม ใช้บัตรข้ามเขต
กรณีมีการสแกนบาร์โค้ดแล้วมีรหัสตรงกับต้นขั้วหน่วยเลือกตั้ง กรณีนี้สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนเผยแพร่ เพราะเป็นบัตรที่อยู่ในเล่ม ยังไม่ถูกฉีก ต้องอยู่ในมือผู้รับผิดชอบทำหน้าที่แน่นอน
ยืนยันว่าบาร์โค้ดเหล่านี้ไม่ได้ทำเพื่อระบุตัวตนตามที่เป็นข่าว แต่เป็นไปเพื่อความสุจริตในการเลือกตั้ง
ภาพจาก กกต.
กรณีภาพที่มีรหัสบาร์โค้ดและถูกนำไปเปิดเผยเลข ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าบัตรใบนั้นใครเป็นผู้ลงคะแนน และขั้นตอนการแยกเก็บนั้นเป็นไปอย่างรัดกุม มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่
อยากให้เชื่อมั่นว่าบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนไปแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ใดลงคะแนนให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองใด
กรณีมีการแทร็กกิ้งหาคนลงคะแนนได้นั้นเป็นไปได้ยาก ย้ำหากใครทำถือว่าทุจริต ผิดกฎหมาย





