โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงผ่าน คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิต ล่าสุดสื่อรัฐอิหร่านยืนยันการสูญเสีย วงในเผยลูกสาว ลูกเขย และหลานเสียชีวิตจากการโจมตีด้วย

ภาพจาก HANDOUT / KHAMENEI.IR / AFP
วันที่ 1 มีนาคม 2569 สถานการณ์ตะวันออกกลาง เข้าสู่จุดตึงเครียดครั้งใหญ่ หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ออกมาโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social อ้างว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้เสียชีวิตแล้ว ภายหลังการโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล
คำแถลงของทรัมป์บน Truth Social ระบุว่า "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้เสียชีวิตแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงความยุติธรรมสำหรับประชาชนชาวอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน และผู้คนจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ถูกคาเมเนอีและแก๊งอันธพาลกระหายเลือดของเขาฆ่าหรือทำให้พิการ
เขาไม่สามารถหลบเลี่ยงหน่วยข่าวกรองและระบบติดตามที่ซับซ้อนอย่างสูงของเราได้ และด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอิสราเอล ทำให้เขาหรือผู้นำคนอื่น ๆ ที่ถูกสังหารไปพร้อมกับเขา ไม่สามารถทำอะไรได้เลย นี่เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับประชาชนอิหร่านที่จะได้ประเทศของพวกเขาคืนมา
เราได้ยินมาว่า กองกำลัง IRGC กองทัพ และกองกำลังรักษาความปลอดภัยและตำรวจอื่น ๆ จำนวนมาก ไม่ต้องการต่อสู้อีกต่อไป และกำลังมองหาการยกเว้นโทษจากเรา
อย่างที่ผมพูดเมื่อคืนนี้ว่า ตอนนี้พวกเขาสามารถได้รับการยกเว้นโทษ แต่ต่อไปพวกเขาจะได้รับเพียงความตาย
หวังว่า IRGC และตำรวจ จะรวมตัวกับผู้รักชาติชาวอิหร่านอย่างสันติ และทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อนำประเทศกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ที่สมควรได้รับ
กระบวนการดังกล่าวควรจะเริ่มต้นในไม่ช้า เพราะไม่เพียงแต่การเสียชีวิตของคาเมเนอีเท่านั้น แต่ประเทศก็ถูกทำลายและแทบถูกลบล้าง ภายในเวลาเพียงวันเดียว
อย่างไรก็ตาม การทิ้งระเบิดอย่างหนักและแม่นยำจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งตลอดทั้งสัปดาห์ หรือตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเรา คือ สันติภาพทั่วตะวันออกกลาง และแท้จริงแล้ว คือทั่วโลก"

ภาพจาก The White House
อิหร่านยืนยันการเสียชีวิตแล้ว - สื่อใหญ่เผยครอบครัวผู้นำถูกกำจัด
บีบีซี รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ของรัฐอิหร่าน ประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว โดยผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์รัฐอิหร่านกล่าวทั้งน้ำตาขณะรายงานข่าว และระบุว่าประเทศจะเข้าสู่ช่วงไว้อาลัยเป็นเวลา 40 วัน ขณะที่แถลงการณ์จากสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐหลายแห่ง เพื่อยืนยันการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต หรือระบุว่าใครจะขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
สถานีโทรทัศน์ IRINN ของรัฐอิหร่านยังประกาศเพิ่มเติมว่า จะมีวันหยุดทั่วประเทศเป็นเวลา 7 วัน พร้อมเปิดภาพของคาเมเนอีบนหน้าจอ โดยมีการอ่านอัลกุรอานคลอ และขึ้นแถบสีดำแสดงการไว้อาลัย ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดระบุว่า การเสียชีวิตของคาเมเนอีเป็น การพลีชีพ และกล่าวโทษว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง พร้อมระบุว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของ การลุกขึ้นต่อสู้กับผู้กดขี่
ก่อนหน้านี้ สื่อของรัฐอิหร่านยังรายงานด้วยว่า ลูกสาว ลูกเขย และหลานของคาเมเนอีเสียชีวิตจากการโจมตีครั้งเดียวกัน และมีรายงานเพิ่มเติมจากสำนักข่าว Fars ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองกำลัง IRGC ว่า ลูกสะใภ้ของเขาอาจเสียชีวิตด้วยเช่นกัน

ภาพจาก ATTA KENARE / AFP
ทำความเข้าใจตำแหน่ง ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ศูนย์กลางอำนาจตัวจริงของประเทศ
ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นอำนาจสูงสุดในโครงสร้างการปกครอง โดยมีอำนาจเหนือทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และกองทัพ รวมถึงเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายสำคัญด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ของประเทศ อีกทั้งยังดำรงบทบาทผู้นำทางศาสนา ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อความชอบธรรมของรัฐบาล
คาเมเนอี ดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2532 ต่อจาก อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำการปฏิวัติอิหร่านในปี 2522 และตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษ เขาถือเป็นบุคคลสำคัญที่กำหนดทิศทางของอิหร่าน ทั้งในด้านการเมืองภายในประเทศ และความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก รวมถึงบทบาทในความขัดแย้งระดับภูมิภาค
นักวิเคราะห์มองว่า หากผู้นำสูงสุดเสียชีวิตจริง จะถือเป็นเหตุการณ์สั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอิหร่านยุคใหม่ และอาจนำไปสู่การจัดตั้งคณะผู้นำชั่วคราวหรือกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพภายในประเทศ และเปลี่ยนสมดุลอำนาจของตะวันออกกลางในระยะยาว
สถานการณ์เสี่ยงลุกลามทั้งภูมิภาค หลายประเทศอาหรับกลายเป็นเป้าโจมตี
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งได้ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้ต่อเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในหลายประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศที่มีฐานทัพหรือทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ส่งผลให้หลายชาติประกาศยกระดับมาตรการความมั่นคงขั้นสูงสุด และปิดน่านฟ้าชั่วคราว ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์อาจบานปลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค
ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ บาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่าถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้อาคารใกล้ฐานทัพได้รับความเสียหายและเกิดไฟไหม้ ขณะที่ กาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศ Al Udeid ถูกยิงขีปนาวุธเช่นกัน แต่ระบบป้องกันภัยสามารถสกัดไว้ได้ทั้งหมด ส่วน คูเวต มีรายงานว่าฐานทัพ Ali al-Salem ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสนามบินนานาชาติคูเวตถูกโดรนโจมตี ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและทรัพย์สินเสียหาย
นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะกรุงอาบูดาบี มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และเกิดเหตุไฟไหม้ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในดูไบ ขณะที่ ซาอุดีอาระเบีย รายงานว่าถูกโจมตีในกรุงริยาดและพื้นที่ภาคตะวันออก แต่สามารถสกัดการโจมตีไว้ได้ ส่วน อิรัก โดยเฉพาะเมืองเออร์บิล ซึ่งมีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ถูกโจมตีด้วยโดรนหลายครั้ง และมีกลุ่มติดอาวุธประกาศเตรียมโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ เพิ่มเติม
ผลกระทบจากการสู้รบยังส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและการขนส่ง เมื่อหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ กาตาร์ คูเวต บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศปิดน่านฟ้าชั่วคราว เช่นเดียวกับข้อกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกในทันที





