โรงพยาบาลในอัฟกานิสถานถูกถล่ม คร่ากว่า 400 ชีวิต ประณามปากีสถานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ของการปะทะ
![โรงพยาบาลในอัฟกานิสถานถูกถล่ม โรงพยาบาลในอัฟกานิสถานถูกถล่ม]()
ภาพจาก WAKIL KOHSAR / AFP
ปากีสถานออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที โดยชี้ว่าทางอัฟกานิสถานหวังปล่อยข่าวสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ พร้อมยืนยันว่าทางกองทัพโจมตีเฉพาะฐานทัพทหารในกรุงคาบูลและจังหวัดนันการ์ฮาร์เท่านั้น
ด้าน โอมิด วัย 31 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาล เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ตนได้ยินเสียงเครื่องบินลาดตระเวนอยู่บนท้องฟ้าก่อนการโจมตี รอบ ๆ โรงพยาบาลมีหน่วยทหารอยู่ ซึ่งตอนที่หน่วยทหารยิงใส่เครื่องบินลำดังกล่าว เครื่องบินก็ทิ้งระเบิดก่อนจะเกิดไฟไหม้ ขณะที่ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นพลเรือน
ทั้งนี้ การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังอัฟกานิสถานระบุว่าทั้ง 2 ฝั่งได้เปิดฉากยิงปะทะตามแนวชายแดน ในการสู้รบที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปีระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
ซาบีฮุลลาห์ มูจาฮิด โฆษกอีกคนของรัฐบาลอัฟกานิสถาน ประณามการโจมตีโรงพยาบาลบน X ระบุว่า ปากีสถานได้ละเมิดน่านฟ้าของอัฟกานิสถานอีกครั้ง และมุ่งเป้ามายังโรงพยาบาลบำบัดยาเสพติดในกรุงคาบูล ซึ่งรัฐบาลอัฟกานิสถานถือว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อทุกหลักการซึ่งเป็นที่ยอมรับ และนับเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
อย่างไรก็ตาม โมชาร์รัฟ ไซดี โฆษกของนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าไม่มีมูลความจริง โดยระบุว่าไม่มีการโจมตีโรงพยาบาลใดในกรุงคาบูล
ขณะที่กระทรวงสารสนเทศของปากีสถาน โพสต์ผ่าน X ว่าการโจมตีดังกล่าวนั้นมุ่งเป้าเพียงฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนผู้ก่อการร้าย ซึ่งรวมถึงคลังเก็บยุทโธปกรณ์และคลังกระสุนของตอลิบานอัฟกานิสถาน ตลอดจนนักรบปากีสถานที่มีฐานอยู่ทั้ง 2 เมือง โดยย้ำว่าสถานที่เหล่านี้ถูกใช้เพื่อโจมตีใส่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ของปากีสถาน
นอกจากนี้ ปากีสถานย้ำว่าการโจมตีของตนมีความแม่นยำ และดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ไม่ใช่เป้าหมาย คำกล่าวอ้างดังกล่าวจึงมีขึ้นเพื่อมุ่งปลุกกระแสต่อต้านปากีสถาน

ภาพจาก WAKIL KOHSAR / AFP
ในขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเดือด การปะทะรอบใหม่ระหว่างอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ก็เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว โดยล่าสุด (16 มีนาคม 2569) สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า อัฟกานิสถานได้กล่าวหากองทัพปากีสถานว่าทำการโจมตีใส่โรงพยาบาลในกรุงคาบูล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 400 ราย พร้อมประณามว่าเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ปากีสถานออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที โดยชี้ว่าทางอัฟกานิสถานหวังปล่อยข่าวสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ พร้อมยืนยันว่าทางกองทัพโจมตีเฉพาะฐานทัพทหารในกรุงคาบูลและจังหวัดนันการ์ฮาร์เท่านั้น
สำหรับเหตุโจมตีทางอากาศใส่โรงพยาบาลบำบัดยาเสพติดโอมาร์ ในกรุงคาบูล เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 16 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อสถานพยาบาลขนาด 2,000 เตียง แห่งนี้ โดย ฮัมดุลลาห์ ฟิตรัต รองโฆษกรัฐบาลตอลิบานของอัฟกานิสถาน ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 400 ราย และได้รับบาดเจ็บ 250 ราย ขณะนี้ชุดกู้ภัยยังคงปฏิบัติหน้าที่ในจุดเกิดเหตุเพื่อควบคุมไฟและเก็บกู้ศพ
ด้าน โอมิด วัย 31 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาล เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ตนได้ยินเสียงเครื่องบินลาดตระเวนอยู่บนท้องฟ้าก่อนการโจมตี รอบ ๆ โรงพยาบาลมีหน่วยทหารอยู่ ซึ่งตอนที่หน่วยทหารยิงใส่เครื่องบินลำดังกล่าว เครื่องบินก็ทิ้งระเบิดก่อนจะเกิดไฟไหม้ ขณะที่ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นพลเรือน
ทั้งนี้ การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังอัฟกานิสถานระบุว่าทั้ง 2 ฝั่งได้เปิดฉากยิงปะทะตามแนวชายแดน ในการสู้รบที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปีระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
ซาบีฮุลลาห์ มูจาฮิด โฆษกอีกคนของรัฐบาลอัฟกานิสถาน ประณามการโจมตีโรงพยาบาลบน X ระบุว่า ปากีสถานได้ละเมิดน่านฟ้าของอัฟกานิสถานอีกครั้ง และมุ่งเป้ามายังโรงพยาบาลบำบัดยาเสพติดในกรุงคาบูล ซึ่งรัฐบาลอัฟกานิสถานถือว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อทุกหลักการซึ่งเป็นที่ยอมรับ และนับเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
อย่างไรก็ตาม โมชาร์รัฟ ไซดี โฆษกของนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าไม่มีมูลความจริง โดยระบุว่าไม่มีการโจมตีโรงพยาบาลใดในกรุงคาบูล
ขณะที่กระทรวงสารสนเทศของปากีสถาน โพสต์ผ่าน X ว่าการโจมตีดังกล่าวนั้นมุ่งเป้าเพียงฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนผู้ก่อการร้าย ซึ่งรวมถึงคลังเก็บยุทโธปกรณ์และคลังกระสุนของตอลิบานอัฟกานิสถาน ตลอดจนนักรบปากีสถานที่มีฐานอยู่ทั้ง 2 เมือง โดยย้ำว่าสถานที่เหล่านี้ถูกใช้เพื่อโจมตีใส่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ของปากีสถาน
นอกจากนี้ ปากีสถานย้ำว่าการโจมตีของตนมีความแม่นยำ และดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ไม่ใช่เป้าหมาย คำกล่าวอ้างดังกล่าวจึงมีขึ้นเพื่อมุ่งปลุกกระแสต่อต้านปากีสถาน
ขอบคุณข้อมูลจาก Al Jazeera





