สงครามระอุ อิหร่านเดือดพล่าน ถล่มแหล่งพลังงานของเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย ตอบโต้อิสราเอล หลังโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญของอิหร่าน

ภาพจาก Atta KENARE / AFP
วันที่ 19 มีนาคม 2569 สำนักข่าว AP เผยว่า สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า อิสราเอลได้โจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาธ์พาร์ส (South Pars) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเสาหลักด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับแหล่งก๊าซใกล้เมืองอาซาลูเยห์ บนชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียของอิหร่านก็ถูกโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้
แหล่งก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ อิหร่านและกาตาร์ใช้ร่วมกัน โดยในฝั่งอิหร่านมีชื่อเรียกว่าเซาธ์พาร์ส (South Pars) และในฝั่งกาตาร์เรียกว่านอร์ธฟิลด์ (North Field) โดยประเทศอิหร่านพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นอย่างมากในการผลิตไฟฟ้า และให้ความร้อนแก่บ้านเรือน เป็นประเทศที่ใช้ก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ซึ่งแหล่งก๊าซหลักของอิหร่านคือเซาธ์พาร์ส
ทางอิหร่านจึงได้ประกาศตอบโต้ โดยกล่าวว่าจะโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานของประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมุ่งเป้าไปที่โรงงานปิโตรเคมีเมไซอีด บริษัทเมไซอีดโฮลดิ้ง, โรงกลั่นราสลาฟฟานของกาตาร์ และโรงกลั่นซัมเรฟ, โรงงานปิโตรเคมีจูไบล์ของซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งแหล่งก๊าซอัลฮอสน์ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สงครามที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบด้านพลังงาน และสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจ หลังจากอิหร่านปิดกั้นการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จนกระทั่งล่าสุด อิหร่านได้ประกาศโจมตีแหล่งพลังงานที่สำคัญของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น
อันเดรส คาลา นักวิเคราะห์เชิงภูมิรัฐศาสตร์จากบริษัทข่าวกรองด้านพลังงาน Montel News กล่าวว่า "การโจมตีครั้งนี้เป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างร้ายแรง"
ต่อมา สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่อิหร่านประกาศตอบโต้ดังกล่าว อิหร่านได้โจมตีด้วยขีปนาวุธไปยังเมืองอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน (Ras Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตก๊าซหลักของประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดเพลิงไหม้ และสร้างความเสียหายอย่างมาก
ด้านบริษัท QatarEnergy ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลกเผยว่า เพลิงไหม้ในพื้นที่เกิดเหตุได้รับการควบคุมเบื้องต้นแล้ว เจ้าหน้าที่ทุกคนได้รับการตรวจสอบยันยันสถานะ และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในขณะนี้
ทางกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ได้ออกแถลงการณ์ประณามและต่อต้านอย่างรุนแรงต่อการโจมตีอย่างโจ่งแจ้งของอิหร่าน ระบุว่า "กาตาร์ถือว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อันตราย เป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ" พร้อมทั้งประกาศให้เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสถานทูตอิหร่าน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ออกจากกาตาร์ภายใน 24 ชั่วโมง
โดยทางกาตาร์ระบุว่า การตัดสินใจนี้เป็นผลมาจากการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอิหร่าน "อิหร่านยังคงดำเนินนโยบายที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกำลังผลักดันภูมิภาคไปสู่จุดวิกฤต และดึงประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิกฤตนี้เข้าสู่เขตความขัดแย้ง"





