สาวช้ำรัก ทหารกองทัพอากาศเทงานแต่ง อ้างต้องไว้อาลัยอาม่า 3 ปี ถามเพิ่งนึกได้เหรอว่าต้องไว้อาลัย อึ้งฝ่ายชายจดไว้ทุกเม็ด จ่ายอะไรไป อ้างไม่เคยขอแต่ง ถูกขู่ให้ยอมจดทะเบียน ก่อนเทกลางอำเภอ
.jpg)
ภาพจาก โหนกระแส
วันที่ 1 เมษายน 2569 รายการโหนกระแส ทางช่อง 3 นำเสนอเรื่องราวของสาวคนหนึ่งที่ถูกทหารอากาศเทงานแต่ง โดยอ้างว่าต้องไว้ทุกข์ให้อาม่าที่เสียชีวิตไปแล้ว 3 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่คบหากัน เธอมีส่วนในการผ่อนบ้านและรถ ที่ออกเป็นชื่อของฝ่ายชาย เพราะเห็นว่าเมื่อใช้ชีวิตคู่ก็จะต้องใช้ร่วมกัน แต่หลังจากที่งานแต่งถูกยกเลิก และจะขอเงินส่วนที่เธอผ่อนทรัพย์สินคืน ครอบครัวฝ่ายชายกลับไม่ยอมจ่าย อ้างให้เจ๊ากันไปกับค่าโบท็อกซ์
โดย คุณมิ้น หญิงผู้เสียหาย เผยว่า เธอทำธุรกิจออนไลน์และรู้จักกับฝ่ายชายผ่านแอปฯ หาคู่เมื่อปี 2564 ตอนแรกยังไม่ได้สานสัมพันธ์กัน และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นทหารอากาศ
ภาพจาก โหนกระแส
ทั้งคู่ห่างกันไป 2-3 เดือน จนกระทั่งเพื่อนของเธอไปคบกับเพื่อนสนิทของเขา ทำให้ทั้งคู่ได้กลับคุยกันอีกครั้งในช่วงปลายปีนั้น และตกลงคบหาดูใจกัน
จากนั้นต้นปี 2565 ทั้งคู่ย้ายไปอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาที่บ้านพักข้าราชการ ในกองบินที่ต่างจังหวัด ซึ่งฝ่ายชายก็คบหาเธออย่างเปิดเผย ทั้งครอบครัวและเพื่อนต่างก็รู้ในความสัมพันธ์นี้ ตลอดระยะเวลาที่คบหากันความสัมพันธ์เป็นไปด้วยดี มีการพูดคุยเรื่องแต่งงาน และจะช่วยกันผ่อนบ้าน ผ่อนรถ EV
ทั้งบ้านและรถ ถูกซื้อเป็นชื่อของฝ่ายชาย แต่เธอมีส่วนร่วมในการผ่อนจ่าย ซึ่งรถ EV เธอช่วยผ่อนเดือนละ 18,410 บาท โอนจ่ายเข้าธนาคารโดยตรง รวมแล้วเธอร่วมจ่ายค่ารถไปเป็นเงิน 150,000 บาท ส่วนที่เหลือฝ่ายชายเป็นคนปิด
ภาพจาก โหนกระแส
ในส่วนของบ้านในกรุงเทพฯ มูลค่า 5 ล้าน มีการทำประกันเป็นชื่อเธอ เธอก็ช่วยจ่ายแม้ไม่ได้ออกเท่าเขา มีการโอนเงินให้เขาเรื่อย ๆ และเธอมีการซื้อของต่าง ๆ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน รวมทั้งหมดเธอมีส่วนร่วมในการจ่ายเงินค่าทรัพย์สิน ประมาณ 400,000 บาท
ช่วงที่ย้ายมาใช้ชีวิตที่บ้านหลังใหม่นี้ เธอก็ดูแลฝ่ายชายอย่างดี คอยปรนนิบัติทุกอย่าง ทั้งซักผ้า รีดผ้า เวลาเพื่อนฝ่ายชายมาบ้านก็ทำกับข้าว ทำขนม เอาน้ำมาเสิร์ฟ และเธอยังดูแลเรื่องอาหารเช้าของฝ่ายชายเป็นอย่างดี ทำพร้อมเสิร์ฟถึงโต๊ะ ดังจะเห็นจากในภาพที่มีทั้งก๋วยจั๊บญวน ไข่ตุ๋น ปลาแซลมอนย่าง
โดยระหว่างพูดถึงเรื่องอาหาร หนุ่ม กรรชัย ก็ได้ขอเคลียร์กันชัด ๆ เรื่องปลาในภาพ เพราะขณะอ่านข่าวก่อนหน้านี้ เขาสงสัยว่าปลาที่เห็นนั้นคือปลาอะไร เข้าใจว่าเป็นปลาเค็ม แต่พี่หมวย อริสรา แย้งว่าน่าจะเป็นปลาแซลมอน ทำเอาคาใจมาหลายวัน ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับคำตอบแล้วว่าเป็น "ปลาแซลมอน"
ภาพจาก โหนกระแส
ช่วงที่ฝ่ายชายขอแต่งงานคือปลายปี 2567 วางแผนว่าจะแต่งงานกันช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 เอาฤกษ์สะดวกตามฝ่ายชาย เพราะเขาอ้างว่าต้นปี กลางปี เขางานยุ่ง เธอก็ตามใจเขามาก เพราะรักเขามาก
จากนั้นฝ่ายชายก็ไปบอกครอบครัวเขาว่าจะแต่งงานกันแล้ว ภายในปี 2568 ทางบ้านเขาก็ดูปกติดี มีการพูดแซวกัน เมื่อบอกทางบ้านเธอ ครอบครัวเธอก็ไม่ได้ขัดข้องและจะไม่เอาสินสอด เพราะไม่อยากให้ครอบครัวฝ่ายชายมองว่าเธอต้องการเงินของเขา เธอเสนอไปว่าเดี๋ยวจะจัดงานเอง ขอแค่มีแหวนมาให้ ไม่ต้องซื้อใหม่ก็ได้
แต่ในเดือนธันวาคม 2567 กลับมีปัญหา แม่ฝ่ายชายเรียกลูกไปคุยเรื่องงานแต่ง โดยไม่ให้เธอไปด้วย เธอก็รู้สึกสงสัยเพราะปกติจะไปไหนต้องไปด้วยกันตลอด แล้วอยู่ ๆ เขาก็มาบอกว่ายังแต่งไม่ได้ ต้องเลื่อนไปอีก 3 ปี เพราะต้องไว้อาลัยอาม่า ที่เสียไปตั้งนานแล้ว
ภาพจาก โหนกระแส
พอถามว่า 3 ปีนี้จะได้แต่งจริงหรือ เพราะทรัพย์สินก็มีร่วมกันและเป็นชื่อฝ่ายชายทั้งหมด เขาก็บอกว่า..เริ่มไม่แน่ใจแล้ว เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ อาจจะมีใครป่วยหรือเป็นอะไรอีก ก็ต้องทบไปอีก 3 ปี เป็นธรรมเนียมบ้านเขา
เธอก็สงสัยว่าแล้วเขาจะมาขอเธอทำไม ทางบ้านเธอก็ป่าวประกาศไปแล้ว โดยบอกว่า "เพิ่งมานึกออกเหรอว่าต้องไว้อาลัย ทำไมไม่นึกออกตอนมาขอ"
แต่ฝ่ายชายเอาแต่อ้างว่าไม่รู้อย่างเดียว บอกเป็นธรรมเนียมที่บ้าน มันทำให้เธอไม่พอใจ ที่ฝั่งนั้นอยากจะขอก็ขอ อยากยกเลิกก็ยกเลิก ด้วยเหตุนี้ฝ่ายชายจึงแก้ปัญหาด้วยการพาเธอไปจดทะเบียนสมรส และจะยกรถให้เป็นชื่อเธอแทนคำขอโทษ
ทั้งคู่ไปที่อำเภอและยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่แล้ว แต่ก่อนจะตามพยาน 2 คนมารับรองได้ ฝ่ายชายมีการโทรศัพท์และอ้างว่า แม่สั่งว่าไม่ให้จด ให้ออกไปจากตรงนั้นทันที เธอก็สงสัยว่าอะไร ทำไมต้องขนาดนี้ มันแปลกมาก
ฝ่ายชายฟังแม่แล้วเดินไปหยิบบัตรประชาชน เดินออกไปเลย ทิ้งเธอให้ยืนเอ๋อกับเจ้าหน้าที่และพยาน ว่าทำไมเขาต้องทำแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่ผู้ชายคนนี้ก็อายุ 34 ปีแล้ว ไม่ใช่เด็กวัย 18 ปี
ภาพจาก โหนกระแส
หลังจากที่ฝ่ายชายขับรถไปส่งเธอที่บ้าน ทั้งคู่ก็ขาดการติดต่อกันไปเลย แล้วอยู่ ๆ เขาก็โทร. มา บอกทำนองว่าตัวเองจะต้องเอาเงิน 5 แสนไปคืนพี่สาว เพราะตกลงกันว่าจะดูแลพ่อกับแม่ด้วยกัน แต่ตัวเองไม่ได้โอนให้ที่บ้านเลย มีแค่พี่สาวที่จ่าย เลยต้องโอนเงินจำนวนนี้ไปให้พี่สาว
ถ้าสมมติว่าไม่ให้ พี่สาวจะเอารถ EV ไป เธอก็ถามว่าแล้วรถเกี่ยวอะไรด้วย ฝ่ายชายก็อ้างว่ารถเป็นชื่อเขา
เมื่อเธอไปเจรจากับแม่ฝ่ายชาย แม่เขาก็อ้างว่าให้หักลบกลบหนี้กับค่าโบท็อกซ์ ค่านู่นนี่ ค่าจักรยานที่ซื้อให้ลูกสาว ค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
โดยค่าโบท็อกซ์ คือไปทำหน้าแล้วฝ่ายชายเสนอว่าจะจ่ายให้ ราคาตกแค่ 15,000 บาท แต่แม่เขาบอกจะเอาไปหักจากยอด 400,000 บาท ที่เธอเคยจ่ายไป เป็นข้ออ้างเพื่อที่จะไม่คืนเงินเรา บอกว่าถ้าอยากได้ให้ไปฟ้องเอา
ภาพจาก โหนกระแส
เขายังทวงค่าโบท็อกซ์ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เธอเลยออกข่าวไปว่ายอด 400,000 บาท เพราะในเมื่อเขายังกล้าทวงค่าโบท็อกซ์ งั้นเธอก็จะขอทวงยอดทั้งหมดที่โอนเข้าบัญชีผู้ชายคืน แม้ในความเป็นจริงเธอทวงเขาคืนแค่ 150,000 บาทก็ตาม ไม่เคยเรียกร้องค่าเสียหายจากการยกเลิกงานแต่งเลย
ทั้งนี้ สิ่งที่เธอต้องการคือ ต้องการเงิน 150,000 บาทคืนเท่านั้น แล้วจบเลย คือหากตกลงกันได้ก็ต้องการยอดเท่านี้ แต่หากตกลงกันไม่ได้ ก็อาจจะต้องดำเนินคดีเป็นยอดทั้งหมด 400,000 บาท
ทาง หนุ่ม กรรชัย เปิดเผยในรายการว่า ฝ่ายชายขออนุญาตไม่พูดอะไร แต่ทางต้นสังกัดได้ส่งเอกสารมาชี้แจงผ่านทางรายการ โดยข้อเท็จจริงที่ฝ่ายชายไปชี้แจงกับต้นสังกัดคือ ความเป็นมาและสถานะความสัมพันธ์ ทั้งคู่คบหากันตั้งแต่ปี 2565 - 2568 โดยไม่มีการจดทะเบียนสมรส คบหาลักษณะแฟนเท่านั้น คุณมิ้น ย้ายมาอาศัยในบ้านพักกองบินช่วงโควิด 19
ตัวเขาเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมด และพยายามขอยุติความสัมพันธ์หลายครั้ง เนื่องจากทัศนคติและการใช้ชีวิตที่ไม่ตรงกัน แต่มีภาระเรื่องหนี้สิน เรื่องรถที่ผูกพันกันอยู่ ประกอบกับฝ่ายหญิงมักหลีกเลี่ยงการเจรจา และตัดขาดการติดต่อ
ภาพจาก โหนกระแส
ประเด็นการแต่งงาน ตัวเขาไม่เคยสู่ขอ ไม่เคยกำหนดวัน หรือตกลงแต่งงานอย่างเป็นทางการ การเตรียมงานทั้งหมดเกิดจากการดำเนินการของคุณมิ้นแค่ฝ่ายเดียว ทั้งการไปขอฤกษ์ยามจากพระ การขอสถานที่จัดงาน และการโพสต์ภาพบนสื่อออนไลน์ ด้วยข้อความ Yes I do โดยที่ตนไม่ได้ขอแต่งงาน
การถ่ายรูปที่น่าน เป็นเพียงการท่องเที่ยว ไม่ใช่การถ่ายพรีเวดดิ้ง และในเดือนธันวาคม 2567 ครอบครัวตนเสนอให้จัดงานต้นปี 2570 เป็นอย่างเร็ว แต่คุณมิ้นยืนยันว่าต้องแต่งในปี 2568 หากไม่ได้ตามนี้จะขอเลิก ตนจึงยุติความสัมพันธ์ โดยคุณมิ้นเป็นผู้ขอเลิกต่อหน้าครอบครัวของตนเอง
ประเด็นทรัพย์สินและหนี้สิน
รถยนต์ - เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2566 ตนกู้ซื้อรถยนต์ในชื่อของตนเพื่อช่วยเหลือคุณมิ้น ที่มีปัญหาเครดิต คุณมิ้นไม่สามารถนำเงินดาวน์ได้ตามที่ตกลงจึงขอยืมเงินออมของตน 300,000 บาท คุณมิ้นผ่อนค่างวดเอง 150,000 บาท ต่อมาในปี 2567 ตนต้องปิดยอดรถยนต์ประมาณ 685,000 บาท
ตนต้องยืมพี่สาวมา 500,000 บาท เพื่อให้สามารถกู้ซื้อบ้านได้ ขณะที่คุณมิ้นอ้างว่ามีทรัพย์สินเพียงพอ และจะนำเงินมาคืนเพื่อรับโอนรถยนต์ แต่มีการผ่อนคืนเพียง 3 งวดเท่านั้น รวม 45,000 บาท คุณมิ้นยังบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยการโพสต์ว่าซื้อรถด้วยเงินสด
เรื่องบ้าน - ตนเป็นคนกู้ซื้อและรับภาระผ่อนแต่เพียงผู้เดียว รวมถึงค่าเฟอร์นิเจอร์และค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยฝ่ายหญิงกล่าวอ้างว่านำเงินที่ได้จากการขายที่มาซื้อ และแสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งไม่เป็นความจริง
หนี้สินอื่น ๆ - คุณมิ้น ขอยืมเงินจากตนหลายครั้งตลอดเวลาคบหา โดยไม่ได้ชำระคืนใด ๆ ทั้งค่าต่อเติมห้องน้ำ ค่าโทรศัพท์ เงินสด ค่าจักรยานไฟฟ้าให้ลูกสาว เงินให้เพื่อนกู้ ค่าหัตถการเสริมความงาม ค่าของใช้ รวม 217,000 บาท
เหตุการณ์ภายหลังการยุติความสัมพันธ์ คุณมิ้นใช้การขู่ทำร้ายตัวเองเพื่อบีบให้ตนจดทะเบียนสมรสด้วย ตนจึงไปที่อำเภอเพื่อจะชะลอสถานการณ์ แต่เห็นว่ามีพฤติกรรมผิดสังเกตหลายประการ มีการนัดแนะกับเจ้าหน้าที่อำเภอและเตรียมพยานล่วงหน้า ตนจึงปฏิเสธการจดทะเบียนสมรส
ระหว่างนั้นคุณมิ้นได้ทำร้ายตัวเอง 7 ครั้ง ตนเป็นคนช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลทุกครั้ง และคุณมิ้นยังบุกรุกบ้านพักที่กองบินอีก 3 ครั้ง
ภาพจาก โหนกระแส
การไกล่เกลี่ยและข้อยุติ ตนได้มอบหมายให้พี่สาวเจรจาแทน ยอดหนี้รวมประมาณ 1,200,000 บาท ตนเสนอให้คุณมิ้นชำระเพียง 500,000 บาท และโอนรถยนต์ให้ แต่ไม่สามารถตกลงได้ ต่อมาคุณมิ้นบุกรุกบ้านพักในกองบินเพื่อขอยุติหนี้ทั้งหมด เรื่องเงินทุกรายการมีการเจรจาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
ต่อมาต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คุณมิ้นติดต่อตนมาว่าตนยังติดหนี้อีก และข่มขู่จะดำเนินการผ่านผู้บังคับบัญชา กองทัพอากาศ ศาล และสื่อ ตนได้ตอบข้อเท็จจริงทางอีเมลแล้ว พร้อมสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย คุณมิ้นยื่นร้องเรียน 2 ครั้ง และตนได้เข้ารับการสอบสวนแล้ว
ทั้งนี้ ฝ่ายชายยืนยันว่าตนไม่เคยทำร้ายร่างกายคุณมิ้น คุณมิ้นเคยยืนยันเองผ่านไลฟ์ และไม่เคยนำของใช้ส่วนตัวของคุณมิ้นไปทิ้ง รวมถึงไม่มีการเชิญผู้การเป็นประธานงานแต่ง อีกทั้งการนำส่งโรงพยาบาลจิตเวชเป็นไปตามกระบวนการ และจะขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนต่อไป
ทั้งนี้ คุณมิ้น ระบุว่า ที่หนูออกมาวันนี้ก็คือ หนูอยากคุยกับฝ่ายชาย เพราะทุกอย่างเรารู้กันแค่สองคน ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตัวพี่สาว ไม่ว่าจะเป็นแม่ ฝั่งครอบครัวเค้า ฝั่งครอบครัวหนู เค้าก็ได้ยินมาจากพวกเรากันอีกที
ทำไมเราสองคนที่สร้างปัญหากันขึ้นมา ทำไมถึงไม่มาเคลียร์กัน ตอนสุขก็สุขร่วมกัน ตอนมีก็มีร่วมกัน ทำไมตอนนี้ถึงหายไปอย่างงี้ ไม่ว่าคุณจะมีหลักฐานอะไร คุณก็แค่เอาเอกสารมาคุยกับเรา มันก็แค่นั้นเลย เราก็ยังเอามาเลยเนี่ยเอกสาร แล้วทำไมคุณยังหายยังเงียบอยู่ ถ้าคุณมีหลักฐานจริง ๆ คุณก็แค่เอามา มันก็จบแล้ว ไม่ต้องส่งใครมาคุยแทนทั้งนั้น เพราะเราเองที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เรารู้กันดีว่าอะไรคืออะไร
ขอบคุณข้อมูลจาก โหนกระแส





