สรุปสถานการณ์ล่าสุดในบังกลาเทศ หลังเผชิญวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรง ทางการต้องออกมาตรการใหม่ เพื่อลดการใช้พลังงาน รวมถึงลดชั่วโมงทำงาน ปิดห้างและร้านค้า

วันที่ 3 เมษายน 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานสถานการณ์ในประเทศบังกลาเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านพลังงานอย่างรุนแรง จนอาจจะกลายเป็นประเทศแรกที่เชื้อเพลิงหมดประเทศ อันเป็นผลกระทบมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อตลาดเชื้อเพลิงโลก และทำให้เกิดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจทั่วโลก
โดยประเทศบังกลาเทศ มีประชากรราว 175 ล้านคน และนำเข้าพลังงานมากถึงประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้รัฐบาลได้เร่งหาแนวทางต่อสู้กับวิกฤต หลังจากต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพยายามหาแหล่งนำเข้าเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องพึ่งพาตลาดซื้อขายด่วนที่มีราคาสูง ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินสำรองระหว่างประเทศ
รายงานของอินดิเพนเดนท์ สื่อของสหราชอาณาจักร รายงานอ้างอิงจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลรายหนึ่งในบังกลาเทศ (ไม่เปิดเผยชื่อ) กล่าวว่า "สถานการณ์เลวร้ายมาก ปัจจุบันเงินในคลังของเราร่อยหรอลง แต่รัฐบาลก็ช่วยอะไรไม่ได้ เรามีเงินสำรองเหลือไม่ถึง 10 วัน หากสงครามยืดเยื้อต่อไป บังกลาเทศอาจต้องหยุดชะงักลงภายในไม่กี่สัปดาห์"
ล่าสุด บังกลาเทศได้ออกมาตรการใหม่ เพื่อ "รัดเข็มขัด" ลดการใช้พลังงาน ลดรายจ่ายสาธารณะที่ไม่จำเป็น และลดการใช้จ่ายภาครัฐ ดังนี้
1. ลดชั่วโมงการทำงานในสำนักงาน โดยสำนักงานรัฐบาลจะเปิดทำการตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. ลดจากเดิม 1 ชั่วโมง
2. ตลาดและศูนย์การค้าต้องปิดทำการภายในเวลา 18.00 น.
3. ทำธุรกรรมทางการเงินได้ตั้งแต่เวลา 9.00 น.-15.00 น. ธนาคารจะปิดทำการเวลา 16.00 น.
4. ควบคุมการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น
5. กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาออกแนวทาง ได้แก่ การปรับตารางเรียนและการเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์
6. อนุญาตให้มีการนำเข้ารถบัสไฟฟ้าสำหรับโรงเรียนโดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร
รายงานเผยว่า ประชาชนในบังกลาเทศต่างตื่นตระหนก พากันไปต่อคิวยาวเหยียดข้ามวันข้ามคืนเพื่อการกักตุนเชื้อเพลิง จนทำให้เกิดการขาดแคลน ก่อนหน้านี้ ทางรัฐบาลได้จำกัดปริมาณการจำหน่ายเชื้อเพลิง และลดเวลาทำการของสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงจำกัดการขายรถยนต์ และปิดมหาวิทยาลัยบางแห่ง





