ฉาวระดับโลก แฉไกด์-ลูกหาบ วางยากลุ่มนักปีนเขาเอเวอเรสต์ จงใจทำให้ป่วย จนต้องเรียก ฮ. กู้ภัย สูบกว่า 652 ล้านใน 3 ปี นักปีนเขาเกือบ 4.8 พันราย ฝันสลายก่อนพิชิตยอดเขา
.jpg)
ในขณะที่การพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นเป้าหมายสูงสุดของบรรดานักปีนเขาจำนวนมาก ล่าสุดกลับมีกรณีอื้อฉาว เกี่ยวกับการเปิดโปงพฤติกรรมของไกด์และลูกหาบ ที่แอบวางยาในอาหารของคณะนักปีนเขา จงใจทำให้ป่วยเพื่อเรียกใช้บริการอพยพฉุกเฉินโดยเฮลิคอปเปอร์ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเผนฉ้อโกงเงินประกันกว่า 20 ล้านดอลลาร์ (ราว 652 ล้านบาท)
จากรายงานของเว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุว่า ขณะนี้มีผู้ดำเนินการบริษัททัวร์และบริษัทกู้ภัยบนภูเขาในเนปาลถูกจับกุมแล้ว 11 ราย และจะมีผู้ถูกแจ้งหากล่าวหาทั้งสิ้น 32 ราย
เครือข่ายฉ้อโกงขนาดใหญ่
ข้อมูลจากทางตำรวจชี้ว่า การฉ้อโกงที่เกิดขึ้นบนเทือกเขาเอเวอเรสต์นี้เป็นคดีใหญ่ที่มีนักปีนเขาชาวต่างชาติได้รับผลกระทบถึง 4,782 คน ระหว่างปี 2565 - 2568 โดยมีมากกว่า 300 เคสที่ถูกเปิดโปงว่าเป็นคดีการกู้ภัยปลอม ๆ ซึ่งมีการเรียกเก็บเงินทั้งจากนักปีนเขาและบริษัทประกันภัย
เจ้าหน้าที่สืบสวนชี้ว่า แผนการฉ้อโกงเงินประกันนี้เป็นเครือข่ายใหญ่ที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายระดับ นับตั้งแต่กลุ่มลูกหาบ ไกด์ เจ้าของบริษัทเทรคกิ้ง ผู้ให้บริการเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ไปจนถึงกลุ่มผู้บริหารโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ ของเนปาล
โดยผู้กระทำผิดกลุ่มแรก 6 คน ที่ถูกจับเมื่อวันที่ 25 มกราคม เป็นผู้ประกอบการและผู้จัดการของบริษัทกู้ภัย ในข้อหาเรียกร้องเงินประกันจากการกู้ภัยปลอม ๆ กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งพบว่าเป็นการกู้ภัยที่ไม่จำเป็น หรือบางกรณีก็เป็นการสร้างเรื่องขึ้นทั้งหมด
ชุดสืบสวนระบุว่า ไกด์จะใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อบีบให้มีการใช้เฮลิคอปเปอร์อพยพนักปีนเขา เช่น แอบใส่เบกกิ้งโซดาปริมาณมาก ๆ ในอาหาร เพื่อทำให้นักปีนเขาปวดท้อง ซึ่งดูคล้ายกับอาการจากโรคแพ้ที่สูง บางรายยังถูกให้ยาและน้ำปริมาณมากเพื่อทำให้เกิดอาการป่วย
บางรายงานยังระบุว่านอกจากเบกกิ้งโซดา สิ่งที่ถูกใส่ลงไปในอาหารเพื่อทำให้นักปีนเขาป่วย ยังอาจจะเป็นของอื่น ๆ เช่น ไก่ที่ไม่สุก หรือแม้กระทั่งขี้หนู
จนเมื่อนักปีนเขาเกิดอาการเช่น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือปวดเมื่อตามร่างกาย พวกเขาก็จะได้รับคำแนะนำให้ถอนตัว และจำต้องยอมเรียกใช้บริษัทกู้ภัยให้ทำการอพยพฉุกเฉินโดยเฮลิคอปเตอร์
จากนั้นคนในขบวนการก็จะนำเอกสารทางการแพทย์ที่ปลอมแปลง ตลอดจนบันทึกการบินไปเรียกร้องเงินสินไหมจากบริษัทประกันเดินทางต่างชาติ แถมบางกรณีบริษัทกู้ภัยยังเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้โดยสารแต่ละคนที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์มา ราวกับพวกเขาเดินทางมาคนละเที่ยวบิน ทั้ง ๆ ที่นั่งมาพร้อมกันหลายคน
บันทึกการบินปลอม ๆ ตลอดจนรายงานทางการแพทย์ปลอม จะถูกใช้เพื่อเรียกร้องเงินสินไหม้ที่เกินจริง และในบางกรณีที่นักปีนเขาไม่ได้รับการรักษาจริง ทางโรงพยาบาลก็จะเป็นฝ่ายจัดฉากการรับตัวผู้ป่วยตลอดจนรายงานการรักษาปลอม เพื่อเรียกร้องเงินประกัน
เหตุอื้อฉาวนี้นำมาสู่การตรวจสอบผู้ประกอบการทัวร์และไกด์อย่างเข้มงวด ในช่วงฤดูกาลปีนเขาฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกเปิดโปง แต่การฉ้อโกงยังคงมีอยู่
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการเปิดโปงเครือข่ายกู้ภัยลวงโลก โดย Kathmandu Post เคยมีรายงานเชิงสอบสวนเรื่องนี้เมื่อปี 2561 นำมาสู่การจัดการของรัฐบาลเนปาล พร้อมคำสัญญาว่าจะมีการปฏิรูป แต่ดูเหมือนว่าขบวนการฉ้อโกงจะยังคงดำเนินต่อไป
ขณะที่หัวหน้าหน่วยงานสอบสวนกลาง ของกรมตำรวจเนปาล ยอมรับว่าสาเหตุเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน โดยเมื่อไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อต่อต้านอาชญากรรม อาชญากรรมก็จะเพิ่มขึ้น รวมถึงการฉ้อโกงบริษัทประกันภัยเช่นกัน
อนึ่ง ก่อนหน้านี้บริษัทประกันเดินทางต่างชาติบางแห่ง เคยขู่จะถอนความคุ้มครองออกจากเนปาลแล้ว หากยังมีการฉ้อโกงต่อไป
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าตกใจว่าไม่เพียงแค่ทางไกด์ ลูกหาบ จะมีส่วนร่วมกับขบวนการ บางครั้งนักปีนเขาบางคนยังเป็นฝ่ายให้ความร่วมมือด้วย โดยแกล้งทำเหมือนป่วยโรคแพ้ที่สูงอย่างรุนแรงจนต้องใช้เฮลิคอปเตอร์อพยพ ทั้งนี้ เพื่อแลกกับส่วนลดค่าเดินทาง โดยคนเหล่านี้จะมีการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการประกันภัยก่อนที่จะเข้าร่วมการเดินทาง เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งบริษัทกู้ภัยและนายหน้าบริษัททัวร์จะได้รับเงิน
ทั้งนี้ ไซมอน แคลเดอร์ ผู้สื่อข่าวด้านการเดินทางของอินดิเพนเดนท์ ชี้ว่า ใครก็ตามที่โชคดีได้มาเยือนเนปาล ได้พบปะผู้คนที่น่าทึ่งและสัมผัสการเทรกกิ้งที่ดีที่สุดในโลก คงตกใจเมื่อทราบข่าวเกี่ยวกับการฉ้อโกงนี้ อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าผู้คนและองค์กรส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในเนปาลนั้นซื่อสัตย์ และมุ่งมั่นจะมอบประสบการณที่ดีที่สุดให้ สิ่งที่สำคัญคือนักเดินทางต้องค้นหาคำแนะนำดี ๆ ที่น่าเชื่อถือได้ก่อนและบริษัทสำหรับการเดินทาง
ขอบคุณข้อมูลจาก Independent





