รวบขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ ขนลูกเสือดำผ่านไทยไปเมียนมา อ้างป็นแมวดำ แต่พิรุธไม่ยอมกินอาหารแมว พบค่ามูลค่าทะลุ 5 แสน

วันที่ 9 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการจับกุมขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ก่อนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวเมียนมาได้ 2 ราย พร้อมตรวจยึด ลูกเสือดำ เพศเมีย อายุประมาณ 7 เดือน ซึ่งถูกลักลอบขนย้ายเพื่อเตรียมส่งต่อไปยังปลายทางในประเทศเมียนมา
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยเข้าจับกุมได้บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งบนถนนสายเอเชีย ตำบลแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พร้อมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองอย่าง เสือดำ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
ต้นทางของคดี เสือดำ นี้ เริ่มจากเจ้าหน้าที่ได้รับการประสานข้อมูลว่า มีการว่าจ้างขนส่งสัตว์ที่ถูกระบุว่าเป็น แมวดำ จากแนวชายแดนกัมพูชาผ่านประเทศไทย มุ่งหน้าไปยัง อ.แม่สอด จ.ตาก แต่ต่อมาพลเมืองดีสังเกตเห็นความผิดปกติของสัตว์ตัวดังกล่าว เนื่องจากมีพฤติกรรมดุร้ายและไม่กินอาหารแมว จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอย่างละเอียด
ภาพจาก ThaiPBS
หลังตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบว่าสัตว์ดังกล่าวไม่ใช่แมวตามที่แจ้ง แต่เป็น ลูกเสือดำ เพศเมีย อายุประมาณ 7 เดือน ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหายาก และอยู่ในข่ายที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจวางแผนขยายผลทันที เพื่อสาวไปถึงเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องทั้งต้นทางและปลายทางของขบวนการค้า เสือดำ ข้ามชาติ
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ใช้ยุทธวิธี ส่งมอบภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) ในการติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่าย เสือดำ ดังกล่าว โดยปล่อยให้การขนส่งดำเนินต่อไปภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ก่อนนัดหมายส่งมอบสัตว์ที่บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งถูกใช้เป็นจุดรับมอบสำคัญของขบวนการ
ภาพจาก ThaiPBS
ภาพจาก policetv
กระทั่งถึงวันเข้าจับกุม เจ้าหน้าที่พบรถยนต์เป้าหมายทะเบียนต่างประเทศขับเข้ามายังจุดนัดหมาย ก่อนที่ผู้ต้องหาชาวเมียนมา 2 รายจะลงจากรถเพื่อตรวจสอบและยกกรง ลูกเสือดำ ขึ้นรถ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที พร้อมยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน
สำหรับของกลางในคดี เสือดำ ครั้งนี้ ประกอบด้วย ลูกเสือดำ เพศเมีย อายุประมาณ 7 เดือน จำนวน 1 ตัว ซึ่งมีมูลค่าประเมิน 532,873 บาท รถยนต์ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และกรงใส่สัตว์ป่า 1 กรง รวมมูลค่าของกลางทั้งหมดกว่า 1.3 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าของกลางบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับการติดต่อประสานงานของเครือข่ายลักลอบค้า เสือดำ และสัตว์ป่าคุ้มครองอื่น
ภาพจาก policetv
ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ เสือดำ โดยอ้างว่าเข้าใจว่าเป็น แมวดำ และรับจ้างขนส่งสัตว์ดังกล่าวไปส่งต่อให้บุคคลรู้จักในพื้นที่เมียวดี หรืออีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าเป็นการรับคำสั่งจากหญิงชื่อ นางมายู เพื่อนำสัตว์ไปยังพื้นที่ชเวโก๊กโก ประเทศเมียนมา แลกกับค่าจ้าง 25,000 บาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การดังกล่าว เนื่องจากลักษณะการกระทำมีความซับซ้อนและมีรูปแบบเป็นเครือข่าย
จากการสืบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่พบว่าขบวนการลักลอบค้า เสือดำ ครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีผู้บงการกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา โดยมีการติดต่อประสานงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก เพื่อหาผู้รับช่วงขนส่งสัตว์ป่าคุ้มครองจากชายแดนกัมพูชาผ่านประเทศไทย ก่อนมุ่งหน้าไปยังปลายทางสำคัญที่ชเวโก๊กโก ประเทศเมียนมา
ในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับชนิดสัตว์ เจ้าหน้าที่ระบุว่า เสือดำ หรือ Panthera pardus แท้จริงแล้วคือเสือดาวชนิดเดียวกัน เพียงแต่มีลักษณะเม็ดสีดำมากกว่าปกติ จนทำให้มองเห็นลวดลายได้ไม่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีความสำคัญและต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวดตามกฎหมาย ทั้งยังเป็นสัตว์ที่ถูกจับตาอย่างมากในมิติการลักลอบค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ
สำหรับ ลูกเสือดำ ของกลาง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการขออนุมัติพนักงานสอบสวนเพื่อส่งมอบไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 3 (ประทับช้าง) จังหวัดราชบุรี เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมต่อไป ภายใต้การเฝ้าระวังและฟื้นฟูตามขั้นตอนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ภาพจาก ThaiPBS
ภาพจาก ThaiPBS
ภาพจาก ThaiPBS





