ชายเก็บเงินได้ 14 ล้าน ลาออกทันที มั่นใจมีชีวิตอิสระ พึ่งรายได้จากการลงทุนชิล ๆ ก่อนเจอชีวิตจริงกระแทกหน้า แค่ 2 ปีต้องซมซานกลับมาหางาน
.jpg)
วันที่ 21 เมษายน 2569 เว็บไซต์ ETtoday รายงานเรื่องราวของ มาสุดะ ชายชาวญี่ปุ่น ที่ตัดสินใจขอเกษียณก่อนกำหนดขณะอายุ 42 ปี หลังเก็บเงินได้ถึง 70 ล้านเยน (ราว 14 ล้านบาท) เขามั่นใจว่าสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้ด้วยรายได้จากการลงทุน ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีกต่อไป แต่ใครจะคิดว่าผ่านไปแค่ 2 ปี เขากลับต้อง "หนี" กลับมาทำงาน โดยบอกว่า "ที่จริงชีวิตมนุษย์เงินเดือนนี่แหละ มีความสุขมาก ๆ แล้ว"
ชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่อยากหลุดพ้น
จากรายงานของสื่อญี่ปุ่น มาสุดะเป็นพนักงานฝ่ายขายในบริษัทผู้ผลิตขนาดใหญ่มานานถึง 18 ปี ในทุก ๆ วันต้องตื่นตั้งแต่ 06.00 น. ขึ้นรถไฟนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อไปทำงาน และมักจะอยู่ล่วงเวลาจนเกือบจะขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายไม่ทัน แม้แต่วันหยุดเขาก็ยังวุ่นกับการเข้าสังคมและดูแลลูกค้า ทำให้แทบไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว
ชีวิตแบบนี้ทำให้เขาถามตัวเองว่า เขาจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนตายหรือไม่
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 38 ปี และสามารถเพิ่มสินทรัพย์จนทะลุ 70 ล้านเยนได้ตอนอายุ 42 ปี ขณะที่ภรรยาของเขาเองก็เป็นพนักงานเต็มเวลา ทั้งคู่แชร์ค่าใช้จ่ายในบ้านและจัดการทรัพย์สินของตัวเองแยกกัน ทำให้เขามั่นใจว่า ถึงเวลาลาออกจากงานแล้ว
ที่จริงแล้ว มาสุดะตั้งใจมาหลายปีแล้ว ว่าจะเก็บเงินและลงทุนถึง 70 ล้านเยนเมื่อไหร่ ก็จะเกษียณก่อนกำหนดมาใช้ชีวิตสบาย ๆ โดยยึดกฎ 4% นั่นคือจะถอนสินทรัพย์อกมาใช้แค่ปีละ 4% แล้วนำส่วนที่เหลือไปลงทุนต่อ เขาเชื่อว่าด้วยวิธีนี้เขาจะมีเงินใช้เดือนละประมาณ 230,000 เยน (ราว 46,000 บาท)
แม้ว่ากฎ 4% นี้จะเป็นสิ่งที่เขาศึกษามาจาก YouTube มาสุดะก็เชื่ออย่างจริงจังและคิดว่าไม่ต้องถูกบริษัทผูกมัดอีกแล้ว และก็ยื่นใบลาออก
ชีวิตหลังเกษียณที่ฝัน ก่อนความจริงกระแทกใส่
ในช่วงแรกชีวิตหลังเกษียณของเขาสมบูรณ์แบบมาก ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ เขาปล่อยให้ตัวเองนอนจนตื่นโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก ยามเช้ามาศึกษาเรื่องการลงทุน ตอนเที่ยงออกไปเดินเล่น จากนั้นก็กลับมากินมื้อเย็นกับครอบครัว เรียกว่าเป็นชีวิตในฝัน
แต่แล้วภรรยาก็เริ่มบ่นเรื่องภาระงานที่หนัก และหวังว่าสามีจะช่วยทำงานบ้านมากขึ้น มาสุดะตอบตกลงอย่างง่ายดาย แต่เมื่อมาทำจริงกลับพบว่า การเป็นพ่อบ้านเต็มเวลานั้นยากกว่าที่คิดมาก เขาต้องทิ้งขยะ เตรียมอาหารเช้าให้ลูก ไปส่งลูกที่โรงเรียนอนุบาล และทำอาหารเย็น เวลาในแต่ละวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาเรียนรู้เรื่องการลงทุนเลย
เขาบ่นว่า "ตอนเป็นมนุษย์เงินเดิน แม้งานจะหนักแค่ไหน เมื่อเลิกงานก็ยังมีชีวิตส่วนตัว แต่งานบ้านไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะลาออกแล้ว ก็ยังไม่มีเวลาอิสระเลยสักวินาทีเดียว"
เขาเริ่มตระหนักว่า งานในบริษัทยังมีการให้ค่าตอบแทน แต่งานบ้านเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอยู่แล้ว ตลอดเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ภรรยาของเขาทำงานไปพร้อมรับภาระเหล่านี้โดยไม่บ่นอะไร มาถึงจุดนี้เขาจึงรู้ว่า "ตอนที่ผมยังทำงาน ผมคิดว่าตัวเองก็ช่วยงานเธอบ้าง แต่พอมาทำทุกอย่างจริง ๆ ถึงรู้ว่าสิ่งที่ผมทำยังห่างไกลจากคำว่าช่วย ผมรู้สึกผิดกับภรรยามาก เลยไม่มีอะไรจะพูด"
ภาระที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ที่แย่ไปยิ่งกว่านั้นคือ แม่ของเขาเป็นสโตรกจนล้ม โชคดีที่ผลข้างเคียงไม่มาก แต่ไม่สามารถใช้ชีวิตตัวคนเดียวได้อีก พี่สาวของเขาโทร. มาแล้วพูดตรง ๆ ว่า "ตอนนี้นายไม่ได้ทำงานแล้วนี่ งั้นก็กลับบ้านไปดูแลแม่ซะ" รวมถึงชี้ว่า "การลงทุกนก็แค่อยู่บ้านมองจอคอมพิวเตอร์ไม่ใช่หรือไง"
มาสุดะเถียงไม่ออก จึงเริ่มกลับไปบ้านเกิดทุก ๆ สัปดาห์เพื่อช่วยดูแลแม่
จากนั้นค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดก็งอกมาอีกเรื่อย ๆ ทั้งค่าติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านให้แม่ ราว 3.5 ล้านเยน (ราว 706,000 บาท) รถเก่าพังต้องเปลี่ยนรถใหม่อีก 3 ล้านเยน (ราว 605,000 บาท) เมื่อคำนวณอัตราเงินเฟ้อไปอีก มาสุดะรู้แล้วว่ากฎ 4% ที่เขาเคยเชื่อมั่น เป็นเพียงทฤษฎีบนหน้ากระดาษ กลายเป็นว่าด้วยเงินที่มีอยู่ อีกแค่ 5 ปีก็จะถึงจุดวิกฤตอย่างแน่นอน ทำให้เขาวิตกกกังวลอย่างมาก
ในช่วงเวลานั้น ภรรยาตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 โดยไม่ได้ตั้งใจ แม้จะเป็นข่าวดี แต่การนำลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลในญี่ปุ่น จะมีคะแนนที่ต้องพิจารณา หากมีพ่อหรือแม่ที่ว่างงาน จะถูกมองว่าสามารถดูแลเด็กที่บ้านได้ และถูกตัดคะแนนดังกล่าวไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อลูกคนโตเช่นกัน สุดท้ายมาสุดะก็ต้องตัดสินใจ ขอกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือน
วนลูปกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือน
สุดท้ายหลังใช้ชีวิตอิสระได้ 2 ปี มาสุดุก็ต้องหนีกลับมาทำงานอีกครั้ง โชคดีที่เขาสามารถหางานใหม่ได้อย่างราบรื่น เริ่มต้นทำงานฝ่ายขายที่บริษัทอื่น ณ จุดนี้แม้แต่ความอึดอัดบนรถไฟที่เคยรู้สึกทรมาน ตอนนี้กลับทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและมั่นคง และคิดว่า "การเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นมีความสุขมากนะ"
เขามองว่า ชีวิตอิสระที่เขาคิดไว้ก่อนหน้า แท้จริงแล้วเป็นเพียงอิสระจากบริษัทเท่านั้น ไม่ใช่อิสระจากการใช้ชีวิต ตอนนี้เขาไม่ต้องแบกรับงานบ้านและการเลี้ยงลูกเพียงคนเดียว ส่วนการดูแลแม่ก็แบ่งงานกับพี่สาวได้ และชีวิตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้เขารู้ซึ้งว่าภรรยาทำอะไรให้เขามากมายแค่ไหน
คืนวันแรกที่กลับไปทำงาน เขายังพูดกับภรรยาว่า "ขอบคุณสำหรับ 18 ปีที่ผ่านมา" ภรรยาของเขาแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มให้ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็คุยเรื่องการแบ่งงานบ้านได้อย่างเป็นธรรมชาติขึ้น และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
ขอบคุณข้อมูลจาก ETtoday





