ทนายพัฒน์ มองคดี ทราย สก๊อต ถูกแม่ฟ้องเอาคืนบ้านพันล้านได้ไหม พร้อมทิ้งท้ายโดนใจ

          ทนายพัฒน์ เปิดข้อกฎหมาย ดราม่า ทราย สก๊อต หลังถูกแม่ฟ้องคืนที่ดิน พร้อมกางอายุความคดีล่วงละเมิด พร้อมทิ้งท้ายประโยคสะเทือนใจ

ทราย สก๊อต
ภาพจาก เฟซบุ๊ก ทราย - Merman Ψ

          ดราม่าครอบครัวของ ทราย สก๊อต กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังเจ้าตัวออกมาโพสต์คลิปเสียงเปิดใจถึงบาดแผลในวัยเด็ก กล่าวอ้างว่าถูกพี่ชายล่วงละเมิดและกระทบต่อสภาพจิตใจจนต้องเข้ารับการบำบัดมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีเรื่องที่จะถูกแม่ฟ้องมรดกด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นบ้านที่ทรายบอกว่าได้จากคุณตา ซึ่งต่อมามีการกางโฉนด พบว่ามีการโอนเป็นชื่อแม่ ก่อนที่แม่จะโอนให้ลูกชาย 2 คน 

ทนายพัฒน์
ภาพจาก เฟซบุ๊ก ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026

          วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ เจ้าของฉายาทนายเมียหลวง ออกมาให้ความรู้ข้อกฎหมายจากดราม่า ทราย สก๊อต ทั้งกรณีมารดาฟ้องเอาที่ดินคืนจากบุตร หากพิสูจน์ได้ว่าผู้รับการให้มีพฤติกรรมเนรคุณต่อผู้ให้ รวมถึงการตีความเรื่องการโอนที่ดินว่าเป็นการให้จริงหรือเป็นเพียงนิติกรรมอำพราง ขณะเดียวกันยังมีการอธิบายหลักการนับ อายุความในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งกฎหมายกำหนดอายุความยาวถึง 20 ปี นับจากวันเกิดเหตุ โดยชี้ว่าการระบุวันกระทำผิดให้ชัดเจนถือเป็นหัวใจสำคัญของการต่อสู้คดีในชั้นศาล

การเพิกถอนการให้ มารดาจะเอาที่ดินคืนจากบุตรได้หรือไม่ ? 

          ที่ดินที่ให้นั้นพบว่าไม่ใช่การให้จากตาโดยตรง แต่ตาได้ยกให้แม่ก่อน แล้วแม่จึงมายกให้ลูก กรณีแบบนี้ถือว่า ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของแม่ก่อน แล้วแม่จึงโอนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกในภายหลัง ดังนั้น ที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของแม่ก่อน การที่แม่ยกที่ดินให้แก่ลูกในภายหลังจึงไม่เกี่ยวข้องกับตา แต่เป็นเรื่องระหว่างแม่กับลูกเท่านั้น

          เมื่อไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะแสดงให้เห็นได้เลยว่า ตาเป็นผู้ยกที่ดินให้แก่หลาน จึงต้องยึดถือข้อความ ถ้อยคำ หรือความหมาย ตามที่ระบุไว้ในสารบัญจดทะเบียนที่ดินที่ระบุว่า แม่ยกที่ดินให้แก่ลูก จึงต้องถือตามหลักฐานที่ปรากฏ คือ โฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนที่ดิน ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารราชการและเอกสารมหาชน โดยกฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องและแท้จริง หากมีผู้ใดโต้แย้งว่าตาไม่ได้ยกที่ดินให้แม่ แต่ยกที่ดินให้หลาน ก็ต้องเป็นฝ่ายนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างให้ได้

          แต่เมื่อดูจากสารบัญจดทะเบียนที่ดิน พบว่า เมื่อตาโอนให้แม่แล้ว แม่ไม่ได้โอนให้ลูกในทันทีทันใด แต่กลับถือกรรมสิทธิ์ไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงค่อยโอนที่ดินให้แก่ลูกทั้งสองคน พฤติการณ์อย่างนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ หรือไม่มีข้อเท็จจริงที่จะบ่งชี้ได้เลยว่า การโอนที่ดินจากตามาให้แม่นั้นเป็นการโอนที่ดินแบบเจตนาลวง หรือเป็นการโอนที่ไม่จริง หรือเป็นการโอนฝากไว้ก่อน เพราะถ้าเป็นการโอนแบบไม่จริง เมื่อรับโอนมาแล้วก็ต้องรีบโอนต่อไป แต่เมื่อไม่ได้มีลักษณะเร่งรีบ กลับถือกรรมสิทธิ์ไว้เป็นเวลานานแล้วค่อยโอน จึงต้องฟังว่า การโอนจากตามาให้แม่นั้นเป็นกรณีที่ ตายกที่ดินให้แก่แม่ ไม่ใช่กรณีที่ตายกที่ดินให้แก่หลาน

          และในทางปฏิบัตินั้น หากการโอนที่ดินมีลักษณะที่ไม่เป็นความจริง ผู้โอนกับผู้รับโอนมักจะทำเอกสารบางอย่างกันไว้ เพื่อแสดงหรือพิสูจน์ว่าการโอนที่ดินระหว่างกันนั้นทำขึ้นมาหลอก ๆ หรืออย่างน้อยก็จะมีความไม่จริงเกิดขึ้นในกระบวนการหรือขั้นตอนการโอน เช่น โอนที่ดินโดยอ้างว่า "มีค่าตอบแทน" แต่พอสืบสาวราวเรื่องไปแล้วพบว่าไม่ได้มีการจ่ายเงินกันจริง ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน ไม่มีหลักฐานการรับเงิน ไม่มีร่องรอยการเบิกหรือถอนเงิน กรณีแบบนี้ฟังได้ว่าเป็นการโอนที่ดินกันหลอก ๆ

          เมื่อที่ดินเป็นของแม่ และแม่ยกที่ดินให้แก่ลูก ดังนั้น ถ้าลูกมีการประพฤติต่อแม่ในลักษณะที่เข้าข่าย ประพฤติเนรคุณ แม่ในฐานะผู้ยกที่ดินให้แก่ลูก ย่อมฟ้องถอนคืนการให้ที่ดินดังกล่าวได้ ตามมาตรา 531 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บ้านหัวหิน
ภาพจาก ตีท้ายครัว

ย้ำการเนรคุณนั้นต้องเกิดขึ้นกับผู้ให้โดยตรงเท่านั้น

          คำว่า ประพฤติเนรคุณ ที่จะฟ้องถอนคืนการให้ได้ มี 3 ลักษณะ คือ

          - ประทุษร้ายหรือทำร้ายร่างกายหรือจิตใจของผู้ให้ในลักษณะเจตนากระทำผิด
          - ทำให้ชื่อเสียงของผู้ให้ได้รับความเสียหาย หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
          - ไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นสำหรับการเลี้ยงชีพแก่ผู้ให้ ทั้งที่สามารถให้ได้

          ส่วนใหญ่เหตุแห่งการถอนคืนการให้ มักเป็นเรื่องที่ผู้รับการให้ทำให้ชื่อเสียงของผู้ให้ได้รับความเสียหาย หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง ซึ่งกรณีแบบนี้สามารถฟ้องถอนคืนการให้ได้

          แต่การประพฤติเนรคุณนั้นต้องเกิดขึ้นกับผู้ให้โดยตรงเท่านั้น หากเกิดขึ้นกับคนอื่น แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับผู้ให้ ก็ไม่ถือว่าเป็นการประพฤติเนรคุณต่อผู้ให้ เช่น ผู้รับการให้หมิ่นประมาทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน กรณีแบบนี้ บิดามารดาจะอาศัยเหตุดังกล่าวฟ้องเพิกถอนการให้กับผู้รับการให้ไม่ได้ เพราะถือว่าไม่ได้หมิ่นประมาทตนเอง

          ฉะนั้นถ้าไม่ใช่การประพฤติเนรคุณโดยตรงต่อผู้ให้ ก็ย่อมไม่อาจฟ้องถอนคืนการให้ได้ และที่สำคัญ การประพฤติเนรคุณต้องมีเจตนาจริง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการน้อยใจ บ่น ถูกละเมิดสิทธิ หรือใช้สิทธิตามกฎหมาย ถ้าเหตุแห่งการกระทำนั้นไม่ได้เกิดจากการจงใจอย่างแท้จริง แม้จะมีลักษณะเข้าข่ายประพฤติเนรคุณ ก็จะฟ้องถอนคืนการให้ไม่ได้

          ดังนั้น ถ้าผู้รับการให้มีเหตุผลในการกระทำในลักษณะดังกล่าว ก็จะไม่ถือว่ามีเจตนาหรือจงใจประพฤติเนรคุณ กรณีแบบนี้จึงฟ้องถอนคืนการให้ไม่ได้

          ทั้งนี้ การจะรับฟังว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและคำวินิจฉัยของศาลที่ถึงที่สุดเท่านั้น

อายุคดี กรณีถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก

          ขณะเดียวกัน ทนายพัฒน์ ยังกล่าวถึงกรณีการเอาผิดกรณีถูกล่วงละเมิดตอนวัยเด็กไว้ ระบุว่า ชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี จึงมีอายุความ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 วรรคหนึ่ง (1)

          นอกจากนี้ยังโพสต์ทิ้งท้ายไว้ว่า "คนทำไม่เคยจำ คนถูกทำไม่มีวันลืม"

ทนายพัฒน์




เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ทนายพัฒน์ มองคดี ทราย สก๊อต ถูกแม่ฟ้องเอาคืนบ้านพันล้านได้ไหม พร้อมทิ้งท้ายโดนใจ โพสต์เมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 12:30:17 2,443 อ่าน
TOP
x close