อุทาหรณ์ สาวใช้ยาระบาย 4 ปี กินถึงวันละ 800 เม็ด สุดท้ายการทำงานของลำไส้พัง ต้องผ่าตัดลำไส้ ตัดบางส่วนทิ้ง เตือนใจการใช้ยาแบบผิด ๆ
![ผ่าตัดลำไส้ ผ่าตัดลำไส้]()
รายงานเผยว่า ผู้ป่วยหญิงรายนี้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง รวมถึงมีความกังวลด้านการควบคุมน้ำหนัก ดังนั้น เมื่อ 4 ปีก่อน เธอจึงเริ่มใช้ยาเม็ดลดน้ำหนักตัวหนึ่ง ซึ่งมีส่วนผสมหลักเป็น บิซาโคดิล ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบายที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
ในช่วงแรก ๆ ยาเพียงแค่ 1 เม็ดก็ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลจากยาก็เริ่มลดลง เธอจึงเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อย ๆ จากวันละ 1 เม็ด กลายเป็นวันละ 5 เม็ด 10 เม็ด ไปจนถึง 100 เม็ด กระทั่งช่วงก่อนเข้าโรงพยาบาล เธอใช้ยาระบายดังกล่าวมากถึงวันละประมาณ 800 เม็ด
เมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์พบว่าผู้ป่วยไม่เพียงแค่ต้องพึ่งยาระบายอย่างหนักเท่านั้น แต่ยังมีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติขั้นรุนแรง มีภาวะทุพโภชนาการ ค่า BMI เหลือแค่ 16.5 และมีภาวะเสียสมดุลของเกลือแร่ โดยมีระดับโพแทสเซียมและโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติ
ทั้งนี้ จากความเสียหายต่อไตและอวัยวะอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ นพ.เฉิน ฉีอี้ พร้อมทีมศัลยกรรมลำไส้ ตัดสินใจผ่าตัดลำไส้ใหญ่ผ่านกล้อง โดยจะตัดลำไส้ใหญ่ส่วนที่มีปัญหาออก และมีการต่อลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเข้ากับไส้ตรง เนื่องจากเครือข่ายเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเรียบบริเวณดังกล่าวเสื่อมสภาพไปอย่างมาก จนแทบจะสูญเสียความสามารถในการบีบตัวเพื่อขับเคลื่อนอุจจาระ
ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูการขับถ่ายด้วยตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่าการทำงานของไตเริ่มดีขึ้น และยังต้องฟื้นฟูร่างกายต่อไป

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ Sina รายงานกรณีเตือนใจเกี่ยวกับผู้ป่วยหญิงชาวจีน วัย 27 ปี จากเซี่ยงไฮ้ ที่ใช้ยาแบบผิด ๆ นานต่อเนื่องถึง 4 ปี โดยมีการกินยาระบายสูงสุดถึงวันละ 800 เม็ด จนสุดท้ายการทำงานของลำไส้พัง เกิดปัญหาต้องลงเอยด้วยการผ่าลำไส้ใหญ่บางส่วนทิ้ง
รายงานเผยว่า ผู้ป่วยหญิงรายนี้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง รวมถึงมีความกังวลด้านการควบคุมน้ำหนัก ดังนั้น เมื่อ 4 ปีก่อน เธอจึงเริ่มใช้ยาเม็ดลดน้ำหนักตัวหนึ่ง ซึ่งมีส่วนผสมหลักเป็น บิซาโคดิล ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบายที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
ในช่วงแรก ๆ ยาเพียงแค่ 1 เม็ดก็ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลจากยาก็เริ่มลดลง เธอจึงเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อย ๆ จากวันละ 1 เม็ด กลายเป็นวันละ 5 เม็ด 10 เม็ด ไปจนถึง 100 เม็ด กระทั่งช่วงก่อนเข้าโรงพยาบาล เธอใช้ยาระบายดังกล่าวมากถึงวันละประมาณ 800 เม็ด
การใช้ยาแบบผิด ๆ ทำให้ร่างกายของเธอเสียสมดุลอย่างรุนแรง ผู้ป่วยไม่สามารถขับถ่ายได้หากไม่ใช้ยา แถมยังมีอาการบวมน้ำทั่วร่างกาย อ่อนเพลีย ปัสสาวะลดลง และมีค่าครีอะตินีน (Creatinine) ในเลือดสูงเกิน 300 ไมโครโมล/ลิตร บ่งบอกถึงการทำงานของไตที่เสื่อมลงอย่างรุนแรง
เมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์พบว่าผู้ป่วยไม่เพียงแค่ต้องพึ่งยาระบายอย่างหนักเท่านั้น แต่ยังมีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติขั้นรุนแรง มีภาวะทุพโภชนาการ ค่า BMI เหลือแค่ 16.5 และมีภาวะเสียสมดุลของเกลือแร่ โดยมีระดับโพแทสเซียมและโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติ
ทั้งนี้ จากความเสียหายต่อไตและอวัยวะอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ นพ.เฉิน ฉีอี้ พร้อมทีมศัลยกรรมลำไส้ ตัดสินใจผ่าตัดลำไส้ใหญ่ผ่านกล้อง โดยจะตัดลำไส้ใหญ่ส่วนที่มีปัญหาออก และมีการต่อลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเข้ากับไส้ตรง เนื่องจากเครือข่ายเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเรียบบริเวณดังกล่าวเสื่อมสภาพไปอย่างมาก จนแทบจะสูญเสียความสามารถในการบีบตัวเพื่อขับเคลื่อนอุจจาระ
ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูการขับถ่ายด้วยตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่าการทำงานของไตเริ่มดีขึ้น และยังต้องฟื้นฟูร่างกายต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก Sina





