ได้เหรอ ? หญิงวัย 37 นอนดูดนมขวด ดัดเสียง เนียนเป็นเด็กหญิงอายุ 12 จนมีครอบครัวรับเลี้ยง ไม่เคยสงสัยแม้หน้าแก่ คนทึ่งหน้าขนาดนี้ไม่รู้ได้ยังไง

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซ็นทรัล รายงานคดีสุดประหลาดที่เกิดขึ้นในประเทศบราซิล เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐซานตากาตารีนา เพิ่งจะพบกับคดีปลอมแปลงตัวตนสุดอึ้ง หญิงวัย 37 ปี แอบปลอมตัวเป็นเด็กหญิงป่วยออทิสติก อายุ 12 ปี เพื่อหลอกให้ครอบครัวหนึ่งรับเธอไปเลี้ยงนานถึง 14 เดือน
รายงานเผยว่า อแมนดา มาเรีย โซซา เดอ โอลิเวรา เริ่มแผนปลอมแปลงตัวตนด้วยการไปหลอกบาทหลวงที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ให้เชื่อว่าตัวเองเป็นเด็กหญิงอายุ 12 ปี ชื่อ กาเบรียลา ซึ่งหนีออกจากบ้านมาหลังถูกครอบครัวกระทำทารุณกรรม จนเมื่อบาทหลวงและสมาชิกในโบสถ์ให้ความไว้วางใจ เธอก็ได้รับทั้งความช่วยเหลือทางการเงิน รวมถึงได้รับการแนะนำให้รู้จักกับครอบครัวหนึ่ง ที่รับเธอไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
ระหว่างอยู่กับครอบครัวใหม่ อแมนดา ในคราบ กาเบรียลา จงใจทำตัวเป็นเด็กน้อย ทั้งดูดนมขวด ใช้จุกนมหลอก รวมถึงขอผ้าห่มนุ่ม ๆ มานอนตอนกลางคืน เธอยังดัดเสียงแหลมสูงและแกล้งทำเป็นฝันร้ายเพื่อให้พ่อแม่บุญธรรมเชื่อว่า นี่คือเด็กน่าสงสารที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจริง ๆ

แม้สังคมจะสงสัยว่าครอบครัวนี้เชื่อคำโกหกของเธอได้อย่างไร ในเมื่อรูปร่างหน้าตาของอแมนดาก็ค่อนข้างจะสะท้อนอายุจริง หรือแก่กว่าวัยด้วยซ้ำ แต่เธอก็จะอ้างว่าถูกบังคับให้รับฮอร์โมนตั้งแต่เล็ก จึงกระทบต่อลักษณะภายนอก รวมถึงเป็นผลกระทบจากการถูกพ่อทารุณมานานหลายปี
ครอบครัวนี้เชื่อทุกอย่างที่เธอบอก พวกเขามอบความรักให้เธออย่างมาก โดยมีการจัดงานฉลองวันเกิดครบ 12 ปีให้ จ่ายค่ายาลดความอ้วนให้ รวมถึงมีแผนจะรับเธอเป็นลูกบุญธรรมตามกฎหมาย โดยไม่เคยสงสัยอะไรเลย แต่คนรอบข้างกลับสังเกตเห็นความผิดปกติ กระทั่งญาติคนหนึ่งไปขอให้ทางตำรวจตรวจสอบประวัติของเด็กปลอมรายนี้
ในที่สุดความก็แตกว่า กาเบรียลา แท้จริงเป็นผู้หญิงวัย 37 ปี ซึ่งเคยก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ในหลาย ๆ รัฐของบราซิล ด้วยการสร้างภาพลักษณ์น่าสงสารเพื่อหลอกเอาเงินจากครอบครัวต่าง ๆ โดยเมื่อปี 2566 เธอปลอมเป็นเด็กหญิงวัย 12 ปี ที่ถูกทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ซึ่งเธอลงทุนแทงเข็ม 100 เล่มเข้าผิวหนัง เพื่อหลอกให้คนเชื่อว่าเป็นเหยื่อการทำคุณไสยด้วย
ทั้งนี้ ผู้ต้องสงสัยยอมสารภาพระหว่างการสอบสวน พร้อมถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง และขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ก่อนจะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ อย่างไรก็ตาม ทนายของเธอยังพยายามขอศาลให้ประเมินสภาพทางจิตของเธอ โดยอ้างว่าเธออาจจะป่วยทางจิต ซึ่งจะทำให้เธอไม่ต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ ต่อการกระทำใด ๆ





