ไขข้อสงสัยดราม่ากะเพรา 4 สายพันธุ์ที่เอกชนจดคุ้มครองสิทธิ พบเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ด้าน รมว.เกษตรฯ เคลียร์ชัด ยังปลูกกินเองได้ปกติ

กำลังเป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกจับตา หลังมีข้อมูลว่าบริษัทเอกชนได้ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ โดยได้รับสิทธิคุ้มครองเป็นเวลา 12 ปี จนถึงปี 2579 ทำให้เกิดคำถามและความกังวลว่า การคุ้มครองดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ปลูกกะเพราไว้กินเองในครัวเรือน รวมถึงเกษตรกรที่ปลูกเพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพหรือไม่
วันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชตามกฎหมายไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะไม่สามารถปลูกกะเพราไว้รับประทานเองได้ โดยยังสามารถปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ตามปกติ ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่การนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ภาพจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กฎหมายเปิดทางเอกชนคุ้มครองพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้น
นายสุริยะ กล่าวว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ สามารถยื่นจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นได้ โดยมีลักษณะคล้ายกับการคุ้มครองสิทธิในผลงานวิจัยด้านยา
สำหรับกรณีพันธุ์กะเพราที่เป็นประเด็นในขณะนี้ การได้รับความคุ้มครองจึงเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นกับพันธุ์พืชที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่ากะเพราทั่วไปที่ประชาชนปลูกอยู่จะถูกห้ามปลูกหรือห้ามบริโภค
ประชาชนทั่วไปยังปลูกกะเพรากินเองได้
ประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด คือการปลูกกะเพราที่ได้รับความคุ้มครองจะผิดกฎหมายหรือไม่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันว่า ประชาชนสามารถนำพันธุ์กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองมาปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ตามปกติ รวมถึงสามารถนำผลผลิตมาใช้ประกอบอาหารและรับประทานเองได้ ดังนั้น สำหรับการปลูกไว้ใช้ในบ้านเพื่อการบริโภค ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายห้ามแต่อย่างใด
สิ่งที่แตกต่างจากการปลูกกินเอง คือกรณีที่นำพันธุ์กะเพราซึ่งได้รับสิทธิคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นายสุริยะระบุว่า ไม่สามารถนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิได้
กล่าวให้เข้าใจง่าย คือ ปลูกเพื่อกินในครัวเรือนได้ แต่หากนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อขาย จะต้องได้รับอนุญาตก่อน
เปิดรายละเอียด 4 สายพันธุ์

ภาพจาก เฟซบุ๊ก BIOTHAI
ภาพจาก เฟซบุ๊ก BIOTHAI
ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า บริษัทเอกชนได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ "แก้วจุรี 01" ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 และ "แก้วจุรี 02, 03 และ 04" ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567
พันธุ์กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ได้รับความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 12 ปี และสิทธิจะสิ้นสุดในปี 2579 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
จากเอกสารประกาศคำขอจดทะเบียนของกรมวิชาการเกษตร ระบุว่ากะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์พัฒนามาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมือง โดยใช้วิธีชักนำให้จำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นด้วยสารเคมี ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
การดำเนินงานเริ่มต้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ก่อนมีการทดลองปลูกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และบริษัทเอกชนในจังหวัดปทุมธานี เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะเหมาะสมสำหรับนำไปใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร

ภาพจาก เฟซบุ๊ก BIOTHAI

ภาพจาก เฟซบุ๊ก BIOTHAI
รัฐย้ำยังมีการพัฒนาพันธุ์พืชสำหรับเกษตรกร
นายสุริยะกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตรยังมีนักวิจัยดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำพันธุ์พืชที่ได้รับการพัฒนาไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้
ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ให้มาระบุว่า ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ หรือคัดเลือกพันธุ์ได้
สรุปแล้ว ประชาชน ได้รับผลกระทบไหม
สำหรับประชาชนทั่วไป ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การถูกห้ามปลูกกะเพราเพื่อรับประทานเอง เพราะสามารถปลูกและนำมาประกอบอาหารในครัวเรือนได้ตามปกติ
แต่หากเป็นการนำ พันธุ์กะเพราที่ได้รับสิทธิคุ้มครอง ไปขยายพันธุ์เพื่อนำไปจำหน่ายเชิงพาณิชย์ จะไม่สามารถดำเนินการได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ
ขณะที่ภาครัฐยังระบุว่า กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีพันธุ์พืชที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ต่อไป
ทั้งนี้ อีกประเด็นเรื่องสิทธิของเกษตรกรและข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 เป็นอีกข้อกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง หากประเทศไทยเข้าร่วม ซึ่งยังต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก






