พ่อเมแกน มาร์เคิล ถูกสอบหนัก ฟิลิปปินส์ชี้ส่อเป็นผู้กระทำผิดทางเพศขั้นร้ายแรง หลังพบภาพล่วงละเมิดเด็กในบ้านเก่า เก็บไว้เป็นคลัง ด้านเจ้าตัวปฏิเสธ
![พ่อเมแกน มาร์เคิล ส่อเป็นผู้กระทำผิดทางเพศ พ่อเมแกน มาร์เคิล ส่อเป็นผู้กระทำผิดทางเพศ]()
รายงานเปิดเผยว่า โทมัส มาร์เคิล จูเนียร์ พี่ชายต่างมารดาของเมแกน ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เขาพบภาพการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก "หลายร้อยหรืออาจถึงหลายพันภาพ" ในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือที่เก็บไว้ในกล่องใหญ่ 4 ใบในบ้านหลังดังกล่าว และยังได้ติดต่อ FBI ในสหรัฐฯ ด้วย
ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ได้เข้าตรวจค้นบ้าน และพบคลังสื่อลามกอนาจารเด็ก รวมถึงแล็ปท็อปอีก 1 เครื่อง
รมว.มหาดไทยฟิลิปปินส์ ระบุว่า "ในคดีที่มีข้อพิพาทในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เราต้องพิจารณาทุกแง่มุม ตอนนี้ทุกสัญญาณบ่งชี้ว่าอาจเป็นผู้กระทำผิดทางเพศในขั้นเลวร้ายที่สุด เราต้องทำให้แน่ใจก่อนเปิดเผยผลการตรวจสอบ"
โดยข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์จะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนจะออกแถลงการณ์ต่อไป พร้อมระบุว่าตำรวจฟิลิปปินส์จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามตัวและดำเนินการทางกฎหมายต่อพ่อเมแกน หากพบว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะตั้งข้อหา
"นี่มันไร้สาระ เป็นแค่คำโกหกทั้งนั้น มันวิปริต ผมไม่รู้เลยว่าทำไมทอมพยายามทำลายผมด้วยคำโกหกพวกนี้"
นอกจากนี้ในการให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษ เขายังยืนยันว่าตัวเองไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครที่อายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ยอมรับว่าตอนที่ยังโสด เคยเดินทางไปฟิลิปปินส์อย่างน้อย 2 ครั้ง และจ่ายเงินซื้อบริการทางเพศ
ทั้งนี้ มีรายงานว่าปัจจุบันพ่อเมแกนอยู่ในศูนย์ฟื้นฟูแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดา หลังถูกตัดขา
ด้าน เมแกน มาร์เคิล ซึ่งบาดหมางกับพ่อมานาน ได้ตัดการติดต่อกับพ่อทุกช่องทางเมื่อปีที่แล้ว โดยในจดหมายฉบับสุดท้ายที่ส่งไปขณะที่เขาอยู่ในโรงพยาบาลที่ฟิลิปปินส์ เธอระบุชัดว่าเขาจะไม่มีวันได้พบหลาน ๆ และเธอจะไม่ติดต่อเขาอีก
ล่าสุด เมแกนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม ยอมรับว่า เธอเป็นทุกข์อย่างยิ่งกับข่าวที่เกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และขอส่งใจไปถึงเด็ก ๆ ทุกคนที่อาจได้รับอันตราย พร้อมเผยว่าเคยได้รับจดหมายที่มีข้อกล่าวหาที่น่ากังวลต่อบิดา และได้รับการยืนยันว่ากำลังมีการสอบสวน
"ฉันหวังว่าตอนนี้ทุกคนจะเข้าใจแล้วว่า แม้สื่อบางสำนักจะบิดเบือนมาตลอดหลายปี แต่การที่ฉันเว้นระยะห่างจากพ่อ และเลือกไม่ให้เขาติดต่อกับลูก ๆ ของเรา มีเพียงเหตุผลเดียว คือเพื่อปกป้องพวกเขา ฉันเชื่อใจว่าเจ้าหน้าที่ก็กำลังทำแบบเดียวกันเพื่อครอบครัวอื่น ๆ"
ขณะที่ตำรวจนครบาลลอนดอนออกมายืนยันว่า ได้ส่งต่อจดหมายที่มีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นนอกสหราชอาณาจักรให้แก่เมแกนและเจ้าชายแฮร์รี่ในปี 2562 จริง แต่ไม่ได้แบ่งปันรายละเอียดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ขณะเดียวกันแหล่งข่าวเผยว่า เมแกนไม่พอใจและหงุดหงิดมาก ที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการตามข้อกล่าวหาในจดหมายฉบับนั้น
โดยขณะนี้สกอตแลนด์ยาร์ดกำลังพิจารณาว่าจะส่งเรื่องให้สำนักงานอิสระด้านการกำกับดูแลตำรวจ (IOPC) ตรวจสอบการดำเนินการของตนเองหรือไม่
ด้าน FBI ระบุว่า รับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว และจะให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ตามความเหมาะสม รวมถึงจะสอบสวนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ด้วย

วันที่ 25 ตุลาคม 2569 เว็บไซต์เดอะการ์เดี้ยน รายงานว่า จอนวิค เรมูลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฟิลิปปินส์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทุกสัญญาณบ่งชี้ว่า โทมัส มาร์เคิล ซีเนียร์ (Thomas Markle Sr.) บิดาของ เมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซ็กส์ อาจเป็นผู้กระทำผิดทางเพศขั้นเลวร้ายที่สุด หลังมีการค้นพบไฟล์ภาพดิจิทัลที่อ้างว่าเป็นของเขา เก็บไว้ในบ้านหลังเดิมที่เมืองเซบู โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังทำการวิเคราะห์เพื่อสรุปภาพที่ชัดเจน
รายงานเปิดเผยว่า โทมัส มาร์เคิล จูเนียร์ พี่ชายต่างมารดาของเมแกน ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เขาพบภาพการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก "หลายร้อยหรืออาจถึงหลายพันภาพ" ในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือที่เก็บไว้ในกล่องใหญ่ 4 ใบในบ้านหลังดังกล่าว และยังได้ติดต่อ FBI ในสหรัฐฯ ด้วย
ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ได้เข้าตรวจค้นบ้าน และพบคลังสื่อลามกอนาจารเด็ก รวมถึงแล็ปท็อปอีก 1 เครื่อง
รมว.มหาดไทยฟิลิปปินส์ ระบุว่า "ในคดีที่มีข้อพิพาทในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เราต้องพิจารณาทุกแง่มุม ตอนนี้ทุกสัญญาณบ่งชี้ว่าอาจเป็นผู้กระทำผิดทางเพศในขั้นเลวร้ายที่สุด เราต้องทำให้แน่ใจก่อนเปิดเผยผลการตรวจสอบ"
โดยข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์จะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนจะออกแถลงการณ์ต่อไป พร้อมระบุว่าตำรวจฟิลิปปินส์จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามตัวและดำเนินการทางกฎหมายต่อพ่อเมแกน หากพบว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะตั้งข้อหา
ขณะที่ โทมัส มาร์เคิล ซีเนียร์ ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านในเซบูจนกระทั่งเดินทางกลับสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นปีนี้ ได้ออกมาปฏิเสธผ่านเดลี่เมล โดยระบุว่า เขาไม่ได้ครอบครองภาพดังกล่าว พร้อมชี้ว่าคอมพิวเตอร์เหล่านั้นไม่ได้อยู่ในความครอบครองของเขา นับตั้งแต่ออกจากเม็กซิโกพร้อมลูกชายเมื่อปี 2568 แล้วย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ฟิลิปปินส์
"นี่มันไร้สาระ เป็นแค่คำโกหกทั้งนั้น มันวิปริต ผมไม่รู้เลยว่าทำไมทอมพยายามทำลายผมด้วยคำโกหกพวกนี้"
นอกจากนี้ในการให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษ เขายังยืนยันว่าตัวเองไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครที่อายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ยอมรับว่าตอนที่ยังโสด เคยเดินทางไปฟิลิปปินส์อย่างน้อย 2 ครั้ง และจ่ายเงินซื้อบริการทางเพศ
ทั้งนี้ มีรายงานว่าปัจจุบันพ่อเมแกนอยู่ในศูนย์ฟื้นฟูแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดา หลังถูกตัดขา
ด้าน เมแกน มาร์เคิล ซึ่งบาดหมางกับพ่อมานาน ได้ตัดการติดต่อกับพ่อทุกช่องทางเมื่อปีที่แล้ว โดยในจดหมายฉบับสุดท้ายที่ส่งไปขณะที่เขาอยู่ในโรงพยาบาลที่ฟิลิปปินส์ เธอระบุชัดว่าเขาจะไม่มีวันได้พบหลาน ๆ และเธอจะไม่ติดต่อเขาอีก
ล่าสุด เมแกนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม ยอมรับว่า เธอเป็นทุกข์อย่างยิ่งกับข่าวที่เกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และขอส่งใจไปถึงเด็ก ๆ ทุกคนที่อาจได้รับอันตราย พร้อมเผยว่าเคยได้รับจดหมายที่มีข้อกล่าวหาที่น่ากังวลต่อบิดา และได้รับการยืนยันว่ากำลังมีการสอบสวน
"ฉันหวังว่าตอนนี้ทุกคนจะเข้าใจแล้วว่า แม้สื่อบางสำนักจะบิดเบือนมาตลอดหลายปี แต่การที่ฉันเว้นระยะห่างจากพ่อ และเลือกไม่ให้เขาติดต่อกับลูก ๆ ของเรา มีเพียงเหตุผลเดียว คือเพื่อปกป้องพวกเขา ฉันเชื่อใจว่าเจ้าหน้าที่ก็กำลังทำแบบเดียวกันเพื่อครอบครัวอื่น ๆ"
ขณะที่ตำรวจนครบาลลอนดอนออกมายืนยันว่า ได้ส่งต่อจดหมายที่มีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นนอกสหราชอาณาจักรให้แก่เมแกนและเจ้าชายแฮร์รี่ในปี 2562 จริง แต่ไม่ได้แบ่งปันรายละเอียดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ขณะเดียวกันแหล่งข่าวเผยว่า เมแกนไม่พอใจและหงุดหงิดมาก ที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการตามข้อกล่าวหาในจดหมายฉบับนั้น
โดยขณะนี้สกอตแลนด์ยาร์ดกำลังพิจารณาว่าจะส่งเรื่องให้สำนักงานอิสระด้านการกำกับดูแลตำรวจ (IOPC) ตรวจสอบการดำเนินการของตนเองหรือไม่
ด้าน FBI ระบุว่า รับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว และจะให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ตามความเหมาะสม รวมถึงจะสอบสวนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก The Guardian






