

คดีตัวอย่าง-ศาลสั่ง มาบตาพุด เขตควบคุมมลพิษ (ข่าวสด)
คดีตัวอย่าง-ศาลสั่ง มาบตาพุด เขตควบคุมมลพิษ 27 โจทก์ชาวบ้าน-เฮลั่น ศาลปกครองชี้นิคมอุตฯ แก้มลพิษภายใน60วัน! ฝ่ายรง.ดันรัฐยื่นอุทธรณ์
ศาลปกครองระยอง พิพากษาให้ "มาบตาพุด" และอีกหลายตำบลของระยอง เป็นเขตควบคุมมลพิษ ทางการต้องควบคุม-ขจัดมลพิษภายใน 60 วัน ระบุพบหลักฐานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ก่อมลพิษทั้งทางอากาศ ทางน้ำ จนมีผลกระทบต่อสุข ภาพประชาชนอย่างรุนแรง ป่วยเป็นมะเร็งมากกว่าคนในอำเภออื่น 3-5 เท่า สมควรประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษได้แล้ว ฝ่ายโจทก์ที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่รวม 27 คนเฮลั่น บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ วอนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่ายื่นอุทธรณ์ ทางด้านเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ในพื้นที่ จี้รัฐบาลอุทธรณ์ ชี้ผลของคำตัดสินจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของระยอง
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 มีนาคม ศาลปกครองระยอง โดยนางสายสุดา เศรษฐบุตร อธิบดีศาลปกครองระยอง ตุลาการเจ้าของสำนวน พร้อมด้วย นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ รองอธิบดีศาลปกครองระยอง และนายสรศักดิ์ มไหศิริโยดม ตุลาการศาลปกครองระยอง องค์คณะได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ นายเจริญ เดชคุ้ม โจทก์ผู้ยื่นฟ้องที่ 1 พร้อมด้วย พวกรวม 27 คน ที่ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรมควบคุมมลพิษ เมื่อเดือนตุลาคม 2550
คำฟ้องสรุปว่า การดำเนินการของการนิคมอุตสาหกรรม ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดอย่างรุนแรง ทั้งมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ และกากของเสียอันตราย จนทำให้ประชาชนในพื้นที่เจ็บป่วยจำนวนมาก แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กลับละเลยมิได้ประกาศกำหนดให้พื้นที่ที่มีปัญหา ทั้งเขตตำบลมาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีปัญหาจากมลพิษ เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 บัญญัติไว้
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ปรากฏตามรายงานของกรมควบคุมมลพิษ ในการประชุมของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 11/2548 เกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด พบว่ามีสารอินทรีย์ระเหยมากกว่า 40 ชนิด เป็นสารก่อมะเร็ง 20 ชนิด โดยพบสารอินทรีย์ระเหยก่อมะเร็งที่มีค่าก่อมะเร็งเกินระดับเฝ้าระวังคุณภาพทางอากาศในบรรยากาศ 19 ชนิด จึงสรุปว่าหากระบายออกมาเต็มที่ ก็จะมีค่าเกินมาตรฐานตามค่าที่ได้รับอนุญาต ซึ่งก็ตรงกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่ได้นำเสนอข้อมูลจากโครงการศึกษาระบาดวิทยาของโรคมะเร็งในประเทศไทยของ จ.ระยอง ปีพ.ศ.2540-2544 รายงานว่าสถิติการเกิดมะเร็งทุกชนิด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของ อ.เมืองระยอง สูงกว่าอำเภออื่นๆ ของจังหวัด 3 เท่าถึง 5 เท่า นอกจากนี้ แหล่งน้ำจืด แม่น้ำ คลอง รวมถึงทะเลและน้ำบาดาลในพื้นที่ ส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินมาตรฐาน คือ สังกะสี แมงกานีส สารหนู และพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายเกินมาตรฐาน
ศาลรับฟังว่า เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด เป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหามลพิษ ซึ่งมีแนวโน้มที่ร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงสมควรที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ซึ่งเท่าที่ผ่านมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ก็ได้ประกาศเขตควบคุมมลพิษไปแล้ว 17 พื้นที่ ใน 12 จังหวัด โดยไม่ปรากฏว่าจะต้องมีการตรวจวัดหาค่าต่างๆ เช่นเดียวกับในพื้นที่มาบตาพุด และยังไม่ได้ประกาศการควบคุมมลพิษในพื้นที่ที่ถูกฟ้อง
ศาลจึงมีคำพิพากษา ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ประกาศให้ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดทั้งหมด รวมทั้ง ต.มาบตาพุด ต.ห้วยโป่ง ต.เนินพระ ต.ทับมา และต.มาบข่า อ.เมืองระยอง ตลอดจนท้องที่ ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ทั้งตำบลเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 60 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษา
หลังฟังคำตัดสิน ชาวบ้านที่มารอฟังคำพิพากษาชูมือแสดงความดีใจ บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นายเจริญ เดชคุ้ม ผู้ฟ้องร้อง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลได้เห็นถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องต่อสู้มายาวนานนับ 10 ปี จนมาถึงวันนี้ ก็ต้องขอบคุณศาล ขอวิงวอนผ่านไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติว่าอย่าได้อุทธรณ์ต่ออีกเลย เพราะชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จนบางคนต้องป่วยจนเสียชีวิตไปแล้วหลายรายจากมลพิษที่เกิดขึ้น ซึ่งหากจะอุทธรณ์ ทางชาวบ้านก็จะลุกขึ้นสู้ต่อไป และจะทวีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น เพราะถือว่าเป็นการฆ่าประชาชนทางอ้อม
ทางด้านน.ส.สุรีรัตน์ ชูวาพิทักษ์ ตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ กล่าวเพียงว่า จะนำผลการตัดสินส่งต่อให้กับทางผู้ใหญ่เป็นผู้พิจารณาต่อไป มาในวันนี้ก็มีหน้าที่เพียงตัวแทนที่เข้ามารับฟังคำพิพากษา จึงไม่สามารถให้คำตอบใดๆ ได้
ส่วนนายสุรชัย โตงาม ผู้ประสานงานด้านกฎหมายภาคประชาชน กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่าง ชาวบ้านลุกขึ้นมาเรียกสิทธิของตัวเองที่เกิดผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองจนได้รับชัยชนะ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงก้าวแรก เพราะหากมีการอุทธรณ์ ผลบังคับของคำพิพากษาที่ต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันก็ถือเป็นสิ้นสุด จึงต้องรอว่าทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่วันนี้ส่งเพียงตัวแทนเข้ามารับฟัง จะอุทธรณ์ต่อไปหรือไม่
นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก แกนนำที่ต่อสู้เรื่องนี้ กล่าวว่า อยากฝากไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ไม่ใช่ชุดเก่า เป็นคณะกรรมการชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับเลือกเข้ามา ว่าไม่ควรจะอุทธรณ์ต่ออีก เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก และเตรียมนำเรื่องเสนอต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยประสานไปทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้อุทธรณ์ ซึ่งหากไม่มีการอุทธรณ์ ตนเองก็จะมีการประชุมร่วมกับชาวบ้านทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาข้อสรุปว่าจะหามาตรการที่ดีในการติดตามประเมินผลการทำงานในการควบคุมมลพิษต่อไป
"หลังจากนี้เครือข่ายจะเดินหน้าต่อเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับแผนลดและขจัดมลพิษ รวมทั้งการเตรียมขยายปิโตรเคมีเฟส 3 ซึ่งชาวบ้านต้องการให้ทบทวนโครงการด้วย นอกจากนี้ กำลังปรึกษากับนักกฎหมายว่าจะสามารถฟ้องอาญาและแพ่งกับบอร์ดชุดนี้เกี่ยวกับความรับผิดชอบด้วย" นายสุทธิกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การยื่นฟ้องของชาวบ้านครั้งนี้ สืบเนื่องจากรัฐบาลมีโครงการขยายปิโตรเคมี ระยะที่ 3 แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบมาบตาพุด ประสบปัญหาความเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งและระบบทางเดินหายใจมานานกว่า 20 ปี จากการมีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยมีผลการยืนยันจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่าคนระยองเป็นมะเร็งมากขึ้น รวมทั้งหลักฐานชัดเจนจาก ดร.เรณู เวชรัตน์พิมล เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการด้านพลังงาน เป็นต้น แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กลับชะลอการประกาศเขตควบคุมมลพิษตาม มาตรา 59 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
ทางด้านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือถึงคำตัดสินของศาล ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด คงต้องพิจารณาดูว่าคำตัดสินดังกล่าวจะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง ซึ่งเห็นว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออก และทุกเรื่องสามารถเจรจากันได้
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร บริษัท สยามยูไนเต็ดสตีล (1995) จำกัด ที่ตั้งอยู่ในต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.ระยอง กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลว่าคำสั่งศาลฯ ในครั้งนี้ จะมีปัญหาต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทใหญ่ๆ ในเขตมาบตาพุด และจ.ระยอง ทำตามมาตรฐานมลพิษอย่างเข้มงวด แต่การประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ อาจส่งผลต่อความรู้สึกทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อจ.ระยอง และจะทำให้ภาพพจน์ของจ.ระยองเสียไป อาจกระทบต่อการท่องเที่ยว และพืชผักผลไม้จากพื้นที่ดังกล่าว เพราะคนอาจกลัวที่จะมาเที่ยว หรือซื้อผลไม้ใน จ.ระยอง
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า การลงทุนในเขตจ.ระยองเข้มงวดมานานแล้ว ส่วนการลงทุนใหม่ๆ ดำเนินตามแผนควบคุมมลพิษทุกโครงการ ซึ่งการมาประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ อาจกระทบต่อการลงทุนที่ยังไม่เริ่มต้นที่อาจทำให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน ส่วนการลงทุนต่อเนื่องจากโครงการเดิมคงต้องพิจารณากันใหม่ เพราะการลงทุนหลังจากนี้ไป ต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาที่มากขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการลงทุน เพราะในเขตมาบตาพุดถือเป็นหัวใจหลักในการลงทุนของประเทศ หวังว่าผู้ที่เป็นจำเลย คือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินของศาล
นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผู้บริหารบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ในต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง กล่าวว่า กำลังศึกษาคำตัดสินของศาลฯ ที่ออกมาว่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างไรบ้าง และต้องดูในเรื่องของกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตาม ก่อนหน้านี้การลงทุนใหม่ๆ ในเขตมาบตาพุดต้องลดมลพิษในเขตดังกล่าวให้ได้ก่อนจึงจะลงทุนได้ หากลดมลพิษได้ 100% จะสามารถลงทุนได้เพียง 80% โครงการที่จะลงทุนต้องผ่านแผนการรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
นายชายน้อย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน และกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ได้ลงทุนปรับลดมลพิษที่มาบตาพุดไปมากแล้ว และดำเนินตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ก็คงต้องติดตามว่าหลังประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษแล้ว จะมีกฎระเบียบใหม่ๆ อะไรที่ต้องปฏิบัติตามเพิ่มอีก ขณะนี้ฝ่ายเอกชนกำลังเตรียมข้อมูลให้พร้อม หากภาครัฐจะเรียกไปหารือถึงเรื่องดังกล่าว ส่วนเรื่องของการอุทธรณ์คงเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการพิจารณา
นายศุภชัย วัฒนางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เมื่อศาลตัดสินออกมาคงต้องว่ากันไปตามนั้น เอกชนพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำตัดสิน โครงการใหญ่คงไม่มีปัญหาเพราะดูแลในเรื่องการควบคุมมลพิษให้เป็นไปตามมาตรฐานอยู่แล้ว แต่เป็นห่วงว่าคำตัดสินของศาลจะกระทบต่อการท่องเที่ยว เพราะนอกจากในเรื่องอุตสาหกรรมแล้ว จ.ระยองเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่ง
นายศุภชัย กล่าวว่า ต้องขอดูก่อนว่าจะมีกฎระเบียบอะไรออกมาให้ต้องปฏิบัติตามเพิ่มเติมหรือไม่ ในส่วนตัวคิดว่าผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ควรอุทธรณ์ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนอื่นๆ อาทิ ฝ่ายราชการ เอกชน และผู้กำกับดูแล ได้ชี้แจงข้อมูล แต่การอุทธรณ์คงไม่ใช่หน้าที่ของเอกชน ซึ่งเอกชนยินดีที่จะทำตามคำสั่งศาล คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในการปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมาอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ลงทุนในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากันพอสมควร เพราะโครงการลงทุนใหญ่ๆ ระดับหมื่นล้านคงไม่กล้าเสี่ยงที่จะถูกปิดจากปัญหามลพิษ
นายศุภชัย กล่าวว่า การประกาศเขตควบคุมจะกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ขณะนี้เองประเทศเพื่อนบ้านของไทย พยายามดึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปลงทุนยังประเทศของตน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่อาจจะต้องชะลอออกไป หรือย้ายฐานไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก





