เปิดขุมข่ายธุรกิจ - หนี้ 120 ล้าน ศิริโชค โสภา wallpaper นายกฯ จนจริงหรือแกล้งจน? (ประชาชาติธุรกิจ)
เปิดตัวตน ศิริโชค โสภา เจ้าของสมญานาม วอลเปเปอร์ ของ นายกฯ อภิสิทธิ์ และโด่งดังหลังออกมาขย่มวงการสีกากี 10 ปีที่แล้ว เขาคือนักธุรกิจหนุ่ม แต่วันนี้เขามีหนี้เฉียด 120 ล้าน อยากรู้ว่าเขาจนจริง หรือ แกล้งจน ??
กล่าวกันว่า ถ้าเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นภาพข่าว ฉากหลังของนายกฯ จะต้องมี "ศิริโชค โสภา" เป็นแบล็คกราวน์ อยู่เสมอๆ จน ส.ส. สงขลา ได้รับสมญาว่า เป็น wallpaper ของผู้นำ ทว่า เจ้าตัวบอกว่า ไม่สนใจ ใครจะเรียกอย่างไร วอลเปเปอร์ อื่น คือยืนเพื่อออกทีวีอย่างเดียว แต่ผมยืนเพื่อฟังและรับข้อมูล มันก็เลยได้มุมโดยไม่ตั้งใจ... ศิริโชค กล่าว แต่ใครจะเชื่อว่า ฤทธิ์เดช วอลเปเปอร์ ที่ชื่อ ศิริโชค สามารถขย่มวงการสีกากี ด้วยการแฉเรื่องการเซ็งลี้เก้าอี้ตำรวจ 2 ครั้งซ้อน จนทำเอาวงการสีกากี ปั่นป่วน
ล่าสุด ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดสงครามน้ำลาย กับ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เมื่อ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้ตรวจสอบภูมิหลัง นายศิริโชค โดยอ้างว่าบริษัทพี่ชาย นายศิริโช คมีคดีความเกี่ยวกับการทุจริตรวมทั้งขอให้ตรวจสอบสัญชาติบิดาของนายศิริโชคอีกด้วย
ขณะที่เจ้าตัวออกมาโต้ว่าเป็นเรื่องเก่า ไร้สาระ หากทำให้เสียหายก็จะฟ้องดำเนินคดี และบอกทำนองว่านายพร้อมพงศ์ไปเล่นหนังโป๊ หากเป็นนักการเมืองที่ไม่มีคุณธรรมก็คงเอาซีดีที่นายพร้อมพงศ์แสดงเป็นพระเอกออกมาแจกแล้ว ศิริโชค ร้องท้าว่า ถ้าการทำธุรกิจของพี่ชาย จะเกิดปัญหาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและคดีดังกล่าวก็เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย
นายศิริโชค กับ นายพร้อมพงศ์ จึงกลายเป็นมวยคู่ล่าสุด ก่อนหน้านี้ ศิริโชค เคยปะฉะดะกับ จักรภพ เพ็ญแข มาแล้ว แต่หาก ย้อนกลับไป วีรกรรมของ ศิริโชค คือ การลอกคราบ บริษัทในเครือชินคอร์ปของ ตระกูลชินวัตร เมื่อ ส.ส. สงขลา เปิดโปงการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ และบริษัท ซีเอส คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เขาถูกเครือข่ายอดีตนายกฯขุดคุ้ยละเอียดยิบทั้งเรื่องส่วนตัวและครอบครัว

ศิริโชค โสภา
ล่าสุด ศิริโชค ถูกลูบคม อีกครั้งหลังจากเปิดโปงกรณีซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและออกมาเล่นบทพระเอกกรณีคลิปฉาวตัดต่อของนายกฯ อย่างไรก็ตาม นอกจากมีความสามารถในเชิงตรวจสอบแล้ว กระบวนยุทธ์ในการทำธุรกิจและการสะสมทุน ก็มีความน่าสนใจ ไม่ใช่น้อย
ทั้งนี้ นายศิริโชค ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตอนรับตำแหน่ง ส.ส.วันที่ 22 มกราคม 2551 ระบุว่ามีทรัพย์สินเพียง 2 รายการ คือเงินฝากแบงก์ 1.1 ล้านบาทเศษ ที่ดินใน ต.ปากพลี จ.นครนายก 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่เศษ มูลค่า 3 แสนบาท รวม 1.4 ล้านบาทเศษ ไม่มีทรัพย์สินอื่น ถ้าเทียบกับ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จำนวน 172 คน ทรัพย์สินของ นายศิริโชค รั้งท้ายอยู่อันดับ 165
นายศิริโชค ระบุว่า มีหนี้สิน 119.2 ล้านบาท จำแนกเป็นหนี้ธนาคารไทยธนาคาร 27.5 ล้านบาท บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน 31.8 ล้านบาท กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง 4 รายการ 59.8 ล้านบาท หักลบกลบหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 117.8 ล้านบาท (เป็น 1 ใน 6 ส.ส. ประชาธิปัตย์ที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน) หนี้ทั้งหมดเป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลตัดสินตั้งแต่ปี 2543 - 2546 ซึ่งนายศิริโชคเป็นจำเลยร่วมกับ บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น บริษัท สหะโสภา นางเสาวรส โสภา (นามสกุลเดิม จันทนะปุญญา) นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย และเครือญาติ รวม 6 ราย ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบพบว่าครอบครัวนายศิริโชคมีธุรกิจกว่า 10 บริษัท

ศิริโชค โสภา
- ปี 2508 ก่อตั้งหจก.บัวไล ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ขายส่งสินค้า เช่น ข้าว แร่ ยาง ไม้ ข้าวโพดออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
- ปี 2516 ก่อตั้งบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์ จำกัด (ปิดกิจการแล้ว) ทุน 1 ล้านบาท
- ปี 2524 ก่อตั้งบริษัท สหะโสภา จำกัด ทุน 8 ล้านบาท ขายอาหารทะเล ที่อยู่เดียวกับบริษัท โอเวอร์ซี เมอร์แคนไทล์
- ปี 2530 ก่อตั้ง บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ทุน 100 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล อยู่ในซอยทรงสะอาด ถนนวิภาวดีรังสิต
- ปี 2535 ก่อตั้ง บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทุน 10 ล้านบาท
- ปี 2536 ก่อตั้งบริษัท ระยองพรอน จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท และบริษัท ปราณบุรี จำกัด (ปิดกิจการปี 2547) ทุน 1 ล้านบาท ส่งออกอาหารทะเล
- ปี 2538 ก่อตั้งบริษัท อินโด-ไทย ฟู้ด เทรด จำกัด ทุน 10 ล้านบาท ขายสินค้าอุปโภค บริโภค อยู่ในซอยเอกมัย, บริษัท โอแมค ปิโตเลี่ยม จำกัด (ปิดกิจการปี 2546) ทุน 1 ล้านบาท ขายน้ำมันเชื้อเพลิง และ บริษัท ไอพีดี แลนด์ จำกัด ทุน 46 ล้านบาท รับเหมาก่อสร้าง (ล้มละลาย 29 พ.ค.2551)
กิจการเกือบทั้งหมดนายศิริโชคถือหุ้นร่วมกับแม่คือนางเสาวรส โสภา น.ส.นุชนาฎ โสภา พี่สาว และ นายศิริพจน์ โสภา พี่ชาย ที่น่าสนใจคือนายศิริโชคเริ่มผ่องถ่ายหุ้นให้แม่และพี่ชายตั้งแต่ปี 2541 (เป็น ส.ส.ครั้งแรกปี 2544)
วันที่ 10 สิงหาคม 2541 โอนหุ้นบริษัท สหะโสภา จำกัด ให้นางเสาวรส 40 หุ้น และ นายศิริพจน์ 39 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10,000 บาท รวม 790,000 บาท และ โอนหุ้น บริษัท โอเวอร์ซีส์ มารีนและห้องเย็น จำกัด ให้นางเสาวรส และ นายศิริพจน์คนละ 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท รวม 10 ล้านบาท
วันที่ 10 เมษายน 2545 โอนหุ้นบริษัท โอแมค ปิโตรเลี่ยม ให้นางเสาวรส 2,800 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 280,000 บาท, โอนหุ้นบริษัท ระยองพรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท และ โอนหุ้น บริษัท ปราณบุรี พรอน ให้นางเสาวรส 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวม 1 แสนบาท นายศิริโชคจึงไม่มีหุ้นในธุรกิจอีกต่อไป และ แจ้ง ป.ป.ช.ว่า ไม่มีแม้กระทั่งรถยนต์
อย่างไรก็ตาม นักข่าวสายการเมือง ต่างเคยเห็น ศิริโชค ควบ รถปอร์เช่ Porsche สุดเท่ห์ ประชันกับ "ชายภิ" อภิมงคล โสณกุล ลูกชายหม่อมเต่า ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล แต่ล่าสุด หนุ่มศิริโชค เปลี่ยนมาควบ มินิ คูเปอร์สีแดง บาดตาสาวๆ ในวงเม้าท์ของนักข่าว เคยมีการเปรียบเทียบความเค็มระหว่าง นายกฯมาร์ค กับ wallpaper ใครจะเข้มข้นกว่ากัน ?
คำตอบคือ wallpaper น่าจะเหนือกว่านายกฯ เพราะนายกฯ ยอมควักกระเป๋าตังค์จ่ายค่ากาแฟ ก่อน wallpaper แค่เสี้ยวนาที (ฮา)
บริษัท โสภา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
วันเดือนปีที่จดทะเบียน 25 มีนาคม 2535
สถานภาพกิจการ ยังดำเนินกิจการอยู่
ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน (บาท) 10,000,000
ที่ตั้ง (กระทรวง) 43/3 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ที่ตั้ง (สบช.3) 43/3 อาคารศูนย์การค้าเฉลิมโลก ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ประเภทธุรกิจ 1. ขายทรัพย์สิน - บริการ (65990)
ขนาดธุรกิจ ขนาดเล็ก
ผู้มีอำนาจทำการ 1 (สบช.3) นาย ศิริพจน์ โสภา
อำนาจกรรมการ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ ของบริษัท
ข้อมูลรายชื่อกรรมการ
1. นาย สุวัฒน์ โสภาเสถียรพงศ์
2. นาย ศิริพจน์ โสภา
วันที่ประชุมผู้ถือหุ้น 30 เมษายน 2549 ราคาหุ้นละ 100.00 บาท
รายชื่อผู้ถือหุ้น
1. นาย ศิริพจน์ โสภา
2. นางสาว นุชนาฏ โสภา
3. นาย พยนต์ สุวรรณพูล
4. นาง วิไล พรวิไลโชติกิจกุล
5. นางสาว เสาวรส จันทนปุณญา
6. นาย แสงชัย จันทนะเจริญสุข
7. นางสาว อาพร ทับทิม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ประชาชาติธุรกิจ, กรุงเทพธุรกิจ, เดลินิวส์







