
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม ที่ สน.ประชาชื่น พ.ต.อ.กิตติคุณ พูลสมบัติ ผกก.สน. ประชาชื่น กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี ร.ต.ต.อัฏฐะพันธ์ ใจเที่ยง อายุ 42 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ น.ส.อารีวรรณ สาธรรม อายุ 43 ปี แฟนสาว เข้าแจ้งความร้องทุกข์กรณีถูกร้าน "เมโลดี้" คาราโอเกะย่านงามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ เรียกเก็บค่าบริการแพงเกินเหตุ เป็นจำนวนเงินกว่า 30,000 บาท ทั้งยังข่มขู่ไม่ยอมให้ออกจากร้านหากไม่จ่ายเงินว่า เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา ทางพนักงานสอบสวนเรียกตัวนายธนากร ไปป่า อายุ 27 ปี, นายอำไพ นามใน อายุ 22 ปี และน.ส.รัชนี ดัสดีทอง อายุ 28 ปี เป็นพนักงานของร้านคาราโอเกะ มาสอบปากคำ
เบื้องต้นทั้งหมดให้การว่า ในคืนวันเกิดเหตุพวกตนเข้าไปรุมล้อมผู้เสียหายจริง เพื่อต้องการทวงค่าบริการเท่านั้น โดยไม่มีเจตนาข่มขู่หรือต้องการจะทำร้ายแต่อย่างใด จากนั้นผู้เสียหายก็ให้บัตรเดบิตวีซ่า ไปรูดเงินมาให้จำนวน 8,000 บาท ก่อนจะปล่อยตัวผู้เสียหายไป จากการสอบสวนเบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์กับพนักงานร้านคาราโอเกะทั้ง 3 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เพิ่มเติม ก่อนส่งสำนวนฟ้องดำเนินคดี
พ.ต.อ.กิตติคุณกล่าวต่อว่า ในส่วนของร้านคาราโอเกะดังกล่าว จากการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ พนักงานสอบสวนก็เชิญตัวนายอภิเชษฐ์ ทวีลาภ ผู้จัดการร้าน มารับทราบข้อกล่าวหาเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับราคาค่าอาหารที่ทางร้านคิดเกินราคานั้น ขณะนี้ก็ทำหนังสือถึง สคบ.เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบ เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องนี้
ต่อมาเวลา 14.00 น. นายประยูร พงษ์ประยูร อายุ 40 ปี ตำแหน่งผู้จัดการแผนกธุรการ ห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.ประกอบ อินทร์เกศ พงส.(สบ 1) สน.ประชาชื่น เพื่อแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับร้านเมโลดี้ คาราโอเกะ โดยถือเป็นเหยื่ออีกคนที่ถูกทางร้านคิดค่าบริการแพงกว่าความจริง เจ้าหน้าที่จึงสอบปากคำไว้เป็นหลักฐาน
นายประยูรกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 22.00 น. ตนกับน้องชายเข้าไปนั่งดื่มกินกันที่ร้านดังกล่าว โดยมีมาม่าซังพาขึ้นไปนั่งที่ห้องวีไอพี ชั้นที่ 2 จากนั้นก็สั่งเหล้า 1 ขวด พร้อมมิกเซอร์ ก่อนจะเรียกเด็กดริงก์มา 2 คน พร้อมกับสั่งลูกอมมา 1 จาน จากนั้นก็นั่งร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นก็มีเด็กดริงก์สลับกันเข้ามาในห้อง โดยบอกกับตนว่าขอเข้ามานั่งทานผลไม้เฉย ๆ โดยที่ไม่ขอค่าดริงก์ ตนก็ไม่ได้คิดอะไรจึงให้เข้ามานั่งได้
จนเวลาผ่านไปประมาณ 02.00 น. เด็กเสิร์ฟก็บอกว่าเหล้าจะหมดแล้วต้องการสั่งอีกขวดไหม ตนก็บอกว่าทานเหล้าไม่เก่ง แต่เอามาอีกขวดก็ได้แต่เป็นขวดที่ 2 ใช่หรือเปล่า เด็กเสิร์ฟตอบกลับมาว่าไม่ใช่ครับพี่ เป็นขวดที่ 3 แล้ว ตนจึงแปลกใจ เพราะจำได้ว่าเพิ่งนั่งดื่มไปแค่ขวดเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นจึงหันไปมองดูที่ข้าง ๆ โต๊ะก็พบว่ามีลังที่ใส่มิกเซอร์วางอยู่ 3 - 4 ลัง และทุกขวดก็เปิดฝาออกหมดแล้ว ตนเห็นท่าไม่ดีจึงเรียกเช็กบิล ก็ปรากฏว่าเด็กเสิร์ฟนำบิลมาให้เป็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ มีเพียงตัวเลขราคาเขียนว่า 47,000 บาท และไม่มีการลงรายละเอียดในส่วนค่าใช้บริการใด ๆ เลย ตนถึงกับอึ้งว่าทำไมถึงแพงอย่างนี้
นายประยูรกล่าวอีกว่า จากนั้นตนจึงเรียกมาม่าซังมาพูดคุยเพื่อต่อรองราคา มาม่าซังก็ลดให้เพียง 1 หมื่นบาท แต่ก็ยังแพงอยู่ดี ตนจึงเริ่มโวยวายและเรียกผู้จัดการร้านเข้ามาต่อรองราคาอีกครั้ง ระหว่างนั้นก็มีพนักงานชาย 4 - 5 คนเข้ามาในห้องยืนกันไม่ให้ตนออกไป หลังจากนั้นตนจึงต่อรองราคาเหลือ 15,000 บาท แต่ทางผู้จัดการร้านก็ตอบว่าไม่ได้ ตนจึงอ้างว่ารู้จักกับนายตำรวจคนหนึ่งใน สน.ประชาชื่น จะขอออกไปโทรศัพท์หา ทางผู้จัดการร้านก็มีท่าทีอ่อนลงและยอมให้ออกมาโทรศัพท์ ระหว่างนั้นตนก็แกล้งคุยโทรศัพท์คนเดียวโดยที่พนักงานร้านไม่ทราบ จากนั้นก็กลับเข้ามาพูดคุยกับผู้จัดการร้านอีกทีเพื่อต่อรองราคา
ระหว่างนั้นก็ต่อรองราคาจนจบลงที่ 25,000 บาท เพราะดึกมาแล้วและเป็นห่วงรถยนต์ที่กุญแจอยู่กับพนักงานรับรถ เกรงว่าจะได้รับอันตราย จึงยอมจ่ายเงินค่าบริการที่ตกลงกันไว้ ก่อนที่ทางร้านจะปล่อยตัวตนและน้องชายออกมา ระหว่างที่กำลังออกจากร้านพวกเด็กนั่งดริงก์ที่ร้านยังมาพูดขึ้นว่า ก่อนหน้านี้ยังมีลูกค้ามานั่งกินหมดไปเป็นแสนเขายังยอมจ่ายเลย หลังตนออกจากร้านกลับบ้านก็ไม่กล้าเข้ามาแจ้งความเนื่องจากเกิดความอับอายและเกรงว่าจะถูกเยาะเย้ย จนทราบข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันและเป็นร้านเดียวกัน จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ
และเมื่อเวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบที่ร้าน "เมโลดี้ คาราโอเกะ" พบว่าร้านดังกล่าวปิดบริการไปแล้ว โดยสังเกตเห็นว่าช่องหน้าต่างที่เคยติดแอร์ทุกชั้นถูกถอดออกไปหมด จากการสอบถามชาวบ้านแถวนั้นทราบว่า เห็นช่างมารื้อถอดแอร์ตั้งแต่ช่วงสาย อีกทั้งไม่เห็นมีใครเข้าออกนอกจากช่างและเด็กที่มาเฝ้าตึกอยู่เพื่อดูแลการขนย้ายของ โดยที่หน้าร้านจะเปิดแผงเหล็กไว้ประมาณครึ่งเมตร เพื่อไว้เรียกติดต่อกับคนด้านใน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก






