
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า ทางการญี่ปุ่นจำเป็นต้องฆ่าปศุสัตว์ในพื้นที่รังสีอันตราย เพื่อความปลอดภัยของคนหมู่มาก ขณะที่คณะกรรมการความปลอดภัยทางนิวเคลียร์เชื่อ ปริมาณรังสีจากโรงไฟฟ้าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
รายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากทางการญี่ปุ่นจำนวน 6 คน ได้สวมชุดป้องกันรังสีเข้าไปในเขตรังสีอันตราย รัศมี 20 กิโลเมตร รอบโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ เพื่อตรวจสอบปศุสัตว์และฆ่าวัว ไก่ และสุกร ในฟาร์ม 370 แห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยทางการญี่ปุ่นได้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องฆ่าปศุสัตว์ทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยของคนหมู่มาก เนื่องจากปศุสัตว์เหล่านี้ ถูกทิ้งให้อยู่ในพื้นที่ที่มีรังสีระดับสูงมากว่า 1 เดือน และจากการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พบว่า ปศุสัตว์จำนวนไม่น้อยต้องอดตาย และแย่งอาหารกันกิน บางแห่งถึงขั้นกินกันเองเลยทีเดียว และที่สำคัญคือ สัตว์เหล่านี้ต่างได้รับสารกัมมันตรังสีในปริมาณมากซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์ เจ้าหน้าที่จึงต้องฆ่าปศุสัตว์เหล่านี้ ซึ่งจำนวนปศุสัตว์ทั้งหมดในพื้นที่อันตรายนี้ สามารถจำแนกเป็นวัว 4,000 ตัว ม้า 100 ตัว หมู 30,000 ตัว และไก่อีกประมาณ 630,000 ตัว
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกษตรกรเจ้าของฟาร์มที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจาย ของสารกัมมันตรังสี รวมตัวกันกว่า 200 คน ประท้วงบริษัทเทปโก ด้วยการจูงวัว 2 ตัว เข้าประท้วงและชูป้ายที่มีข้อความระบุว่า Stop Nuclear อยู่บริเวณหน้าบริษัทเทปโกในโตเกียว เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เกษตรกรก็ต้องมาเผชิญกับปัญหารังสีรั่วไหล จนทำให้ผัก ปลา นม และน้ำมีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจนถึงทุกวันนี้
ขณะที่ทางด้านพื้นที่ที่เสียหายบริเวณอื่น ๆ เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งเข้าค้นหาร่างผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเล ซึ่งจำนวนผู้สูญหายทั้งหมดในขณะนี้ยังคงมีจำนวนถึงกว่า 12,000 คน และอีกส่วนหนึ่งได้เข้าเก็บซากบ้านเรือน และเรือกว่า 30 ลำที่ถูกคลื่นพัดขึ้นฝั่งแล้ว





