เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก democrat.or.th
อภิรักษ์ โกษะโยธิน เจ้าของฉายา "หล่อเล็ก" แห่งประชาธิปัตย์ ปาร์ตี้ลิสต์หมายเลข 8 ของประชาธิปัตย์ อดีตผู้ว่ากทม. 2 สมัย
อภิรักษ์ โกษะโยธิน เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2504 ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นบุตรชายคนโตของ บุญลักษณ์ โกษะโยธิน และ อมรา จามรมาน มีน้องสาว 1 คนคือ อภิสรา โกษะโยธิน
ทางด้านการศึกษา อภิรักษ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, จบการศึกษาระดับปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิตทางบริหารธุรกิจ (การบริหารการตลาด) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า และจบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการพัฒนาการปกครอง จากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
ทางด้านการศึกษา อภิรักษ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, จบการศึกษาระดับปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิตทางบริหารธุรกิจ (การบริหารการตลาด) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า และจบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการพัฒนาการปกครอง จากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
สำหรับชีวิตครอบครัว อภิรักษ์ โกษะโยธิน สมรสกับ นางปฏิมา พงศ์พฤกษทล มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน คือ อนรรฆ โกษะโยธิน
ก่อนหน้าที่ อภิรักษ์ จะเข้ามาทำงานทางด้านการเมือง เขามมีชื่อเสียงในการบริหารงานบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยหลายแห่ง เช่น บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์, บริษัท ฟริโต-เลย์ ไทยแลนด์, บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น ทรูมูฟ)
และเมื่อปี พ.ศ.2547 ชื่อของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็ถูกนำเสนอเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง อภิรักษ์ ก็ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น จนได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่ 2 กันยายน พ.ศ.2547 เป็นต้นมา
จนกระทั่งหมดวาระการเป็นผู้ว่าฯ กทม.ลง อภิรักษ์ ก็ลงสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกเป็นครั้งที่ 2 และเช่นเคย เขาไม่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ผิดหวัง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวกรุงเทพมหานครให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.อีกเป็นสมัยที่ 2
แต่หลังจากรับตำแหน่งไม่นาน อภิรักษ์ ก็โดนขุดคุ้ยเรื่องการอนุมัติซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงที่ส่อแววทุจริต อภิรักษ์ ยืดอกรับผิดชอบข้อหานี้ด้วยการพักงานเป็นเวลา 15 วัน และหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดในคดีดังกล่าว อภิรักษ์ จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 ทันที ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่การเมืองไทย และเข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีให้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2552 เป็นต้นมา
จนกระทั่งหมดวาระการเป็นผู้ว่าฯ กทม.ลง อภิรักษ์ ก็ลงสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกเป็นครั้งที่ 2 และเช่นเคย เขาไม่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ผิดหวัง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวกรุงเทพมหานครให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.อีกเป็นสมัยที่ 2
แต่หลังจากรับตำแหน่งไม่นาน อภิรักษ์ ก็โดนขุดคุ้ยเรื่องการอนุมัติซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงที่ส่อแววทุจริต อภิรักษ์ ยืดอกรับผิดชอบข้อหานี้ด้วยการพักงานเป็นเวลา 15 วัน และหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดในคดีดังกล่าว อภิรักษ์ จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 ทันที ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่การเมืองไทย และเข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีให้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2552 เป็นต้นมา





