
"ศิรินาถ ถาวรสุข" เล่าความทรงจำ อันโหดร้ายที่ยังเจ็บปวด
หลังจากต่อสู้กับความตายมาตลอด 7 เดือน ในที่สุด น.ส.จูหลิง ปงกันมูล ครูอัตราจ้างโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ หมู่ 4 ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เหยื่อแห่งความทารุณได้สิ้นลมอย่างสงบที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ด้วยอาการปอดติดเชื้อ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 8 มกราคม ทั้งนี้ แถลงการณ์โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จำนวน 234 ฉบับ ยืนยันได้อย่างดีว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา ครูจูหลิงต้องต่อสู้กับความบอบช้ำภายในที่ถูกทิ้งไว้จากฝีมือผู้ไม่หวังดีตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2549 ท่ามกลางการเฝ้ารอของคนไทยทั้งประเทศ หวังเห็นแม่พิมพ์คนนี้กลับมาทำหน้าที่อีกหน แต่ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง เมื่อคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก 18 สาขาไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้กระทั่งจากไปอย่างสงบ
โศกนาฏกรรมเลือดครั้งนี้ไม่ได้มีเพียง น.ส.จูหลิง ที่เผชิญชะตาชีวิตที่เจ็บปวดเพียงลำพัง น.ส.ศิรินาถ ถาวรสุข ครูอัตราจ้างโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ คืออีกคนที่ยังไม่ลืมความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำชนิดยากลืมเลือนในวันนั้น และ ณ วันนี้ ครูศิรินาถ ทรุดตัวลงนั่งข้างร่างไร้วิญญาณของครูจูหลิง พร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวขณะอยู่ในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเพื่อนรัก เมื่อครั้งหนึ่งเคยผ่านนาทีเป็นนาทีตายมาด้วยกัน
วันนี้ครูศิรินาถย้ายตัวเองออกมาช่วยราชการนอกพื้นที่ชั่วคราว และยอมรับว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะหวนกลับไปยังจุดเริ่มต้นแห่งความสะเทือนใจที่สุดในชีวิตอีกครั้ง พร้อมย้ำว่า ตลอด 7 เดือนได้อยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนรักมาตลอด และภาวนาว่าขอผลบุญจากการทำความดีที่เคยทำไว้ช่วยหนุนส่งให้ ครูจูหลิงลืมตากลับมามองหน้าเพื่อนที่เคยผ่านพ้นมรสุมครั้งสำคัญในชีวิตด้วยกันอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ไร้ปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยเพื่อนคนนี้ก็ไม่ต้องทรมานอีกแล้ว
ครูศิรินาถ เริ่มต้นบทสนทนาย้อนเหตุการณ์นาทีเป็นนาทีตายให้ฟังอีกครั้ง แม้จะมีท่าทางที่ไม่เต็มใจนักก็ตามว่า ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงวันของวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งตอนนั้นออกจากโรงเรียนและนั่งซ้อนท้ายรถจักยานยนต์เพื่อนครูเพื่อไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านไม่มีชื่อหน้าโรงเรียน และขณะรับประทานอาหารสังเกตเห็นชาวบ้านออกมารวมกลุ่มประมาณ 50 คน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้หญิงแทบทั้งหมด โดยห่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวไม่ถึง 100 เมตร แต่เพราะเชื่อว่าคงเป็นการรวมตัวเพื่อทำภารกิจทางศาสนาในช่วงวันศุกร์ตามปกติเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ต่อมาจึงรู้ว่าสาเหตุชาวบ้านรวมกลุ่ม เพราะทหารเข้าไปจับคนในหมู่บ้านคดีความมั่นคง และขณะที่รับประทานก๋วยเตี๋ยวในชามเหลือก้นถ้วย เพื่อนครูที่นั่งด้วยกันบอกว่า ชาวบ้านตะโกนเป็นภาษามลายูโดยจะจับครูไทยพุทธเป็นตัวประกันเพื่อแลกกับผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้ จึงใช้วิธีการทำตัวให้กลมกลืนด้วยการยืมผ้าคลุมศีรษะ แต่กลับถูกสตรีคนหนึ่งในหมู่บ้าน กระชากผ้าคลุมพร้อมลากแขนออกนอกร้าน
"ขณะที่ถูกลากดิฉันยังถูกฝ่ามือของใครบางคนตบตีอีกหลายครั้ง ก่อนนำตัวไปบนชั้น 2 ของโรงเรียน และพบกับครูจูหลิงที่มีสภาพบอบช้ำไม่ต่างกัน จากนั้นเราทั้งสองถูกลากลงมาชั้นล่างอีกครั้งพร้อมกัน" ครูศิรินาถเล่าถึงเหตุการรณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเศร้า พร้อมเล่าต่อว่า จากนั้นกลุ่มชาวบ้านก็นำตัวเธอและครูจูหลิงกักขังไว้ในห้องเก็บของที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหมู่บ้าน ห่างจากโรงเรียนประมาณ 400 เมตร โดยต่างคนต่างอยู่ในสภาพหวาดกลัว ได้แต่มองหน้าปลอบใจให้กำลังใจกัน และหวังว่าคงจะไม่มีอะไรรุนแรงไปกว่านี้
ครูศิรินาถ เล่าถึงเหตุการณ์อันเป็นฝันร้ายของชีวิต ต่อว่า เราทั้งคู่อยู่ในห้องมืดไม่ถึง 10 นาที มีเพื่อนครูมุสลิมเข้ามางัดหน้าต่าง แต่สตรีกลุ่มหนึ่งที่มีหน้าที่คุมเชิงอยู่บอกว่า ให้เวลาคุยกันได้ไม่นาน จึงร้องบอกไปว่า ขอให้คนมาช่วยชีวิต ต่อมาไม่นานนักมีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งงัดประตูเข้ามาภายใน จากนั้นลงมือทุบตีเราสองคน ขณะที่จูหลิงกัดฟันป้องกันตัว จึงถูกทำร้ายจนแขนหัก และมีบาดแผลบริเวณศีรษะเลือดอาบ ส่วนตนเองก็ถูกกระทืบจนล้มฟุบด้วยความกลัว จึงพยายามกระเสือกกระสนพาร่างเข้าไปหลบใต้เตียง
"ตอนนั้นมีเสียงวัยรุ่นคนหนึ่งอ้างว่าต้องการจับครูเป็นตัวประกันเพื่อแลกให้ปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับกุม โดยให้ทั้งคู่เป็นคนเจรจากับเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจให้ปล่อยตัวคนที่ต้องการ" ครูศิรินาถ กล่าว
ครูศิรินาถ บอกว่า นาทีนั้นกลุ่มวัยรุ่นที่รุมทำร้ายได้แยกย้ายหนีออกไปหมดแล้ว จึงหันไปเห็นครูจูหลิง นอนแน่นิ่งจึงพยายามเรียก และเห็นอาการตอบรับในขณะที่ศีรษะมีเลือดไหลออกมาเป็นลิ่ม จึงรวบรวมกำลังกายทั้งหมดลุกขึ้นอีกครั้งเพื่อยกศีรษะเพื่อนมาแนบกับอกพร้อมใจว่า





