วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านแผนเพิ่มเพดานหนี้ 74 ต่อ 26




 
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          วุฒิสภาสหรัฐผ่านแผนเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะด้วยคะแนนเสียง 74 ต่อ 26 ซึ่งจะทำให้เพดานการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีก 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันที่ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 2 ส.ค. แบบหวุดหวิด ซึ่งประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ลงนามเรียบร้อย

          สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วุฒิสมาชิกสหรัฐ ลงมติด้วยคะแนนเสียง 74 ต่อ 26 เห็นชอบผ่านร่างกฎหมาย หรือร่างแผนปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาลกลาง และปรับลดรายจ่ายภาครัฐ ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 2 ส.ค. แบบหวุดหวิด

          ขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ผู้นำสหรัฐ ลงนามรับรองประกาศใช้แผนดังกล่าวทันที ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลโอบามาเพิ่มเพดานหนี้เพิ่มอีก 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ชนเพดานเต็มพิกัดอยู่ที่ระดับ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์ การรับรองแผนดังกล่าวของวุฒิสมาชิกสหรัฐตามหลังสภาผู้แทนฯ สหรัฐ จะช่วยให้รัฐบาลโอบามาสามารถไปกู้เงินเพื่อนำมาชำระหนี้พันธบัตรต่าง ๆ ได้ โดย ประธานาธิบดี โอบาม่า บอกกับผู้สื่อข่าวหลังร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา เรียกร้องให้สมาชิกสภาครองเกรสพุ่งเป้าไปที่การส่งเสริมเศรษฐกิจของสหรัฐฯเป็นลำดับต่อไปด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยธุรกิจต่างๆกลับมาจ้างงานอีกครั้ง โดยกล่าวว่า เรามิอาจถ่วงงบประมาณไว้บนหลังของประชาชนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะถดถอยอยู่ก่อนแล้ว ทุกคนควรมีส่วนร่วม มันคือความยุติธรรม นั่นคือหลักการที่ตนจะต่อสู้ในขั้นตอนต่อไปของกระบวนการนี้





ปูตินจวกสหรัฐ ฯ เป็นกาฝากเศรษฐกิจโลก
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ครอบครัวข่าว 3

           นายกรัฐมนตรีปูตินของรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้ออกมาวิจารณ์ว่า สหรัฐฯ เป็นกาฝากของเศรษฐกิจโลก
 
           เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ได้กล่าวกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวเยาวชน ที่ค่ายฤดูร้อนริมทะเลสาบเซลีเกอร์ ว่า สหรัฐ ฯ นั้นเป็นเสมือนประเทศกาฝากของเศรษฐกิจโลก จากการกระทำที่ใช้จ่ายเกินตัว และที่อยู่ได้ก็เพราะเครดิต พร้อมทั้งบอกว่า หากปล่อยให้เงินดอลลาร์ครอบงำการเงินโลกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  ภายภาคหน้าอาจเป็นภัยต่อตลาดการเงินโลกได้

           ปูติน กล่าวอีกว่า ทั้งรัสเซียและจีนเองก็เป็นประเทศมหาอำนาจของโลก ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็ควรมีเงินสกุลอื่นสำรองไว้ด้วย ไม่ใช้ปล่อยให้ยึดแต่เงินดอลลาร์อย่างทุกวันนี้ แต่ก็ยังดีที่นักการเมืองสหรัฐ ฯ ยังมีความรับผิดชอบพอที่สามารถพาประเทศ หลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่มีกำหนดเส้นตาย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม มาได้อย่างหวุดหวิด ด้วยการผ่านข้อตกลงปรับเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาลกลาง และปรับลดรายจ่ายภาครัฐ ที่นายโอบา ผู้นำสหรัฐ ฯ ได้ลงนามผู้รับรองประกาศใช้แผนดังกล่าวทันที


ข่าวเศรษฐกิจ



[2 สิงหาคม] วิกฤติหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กับการขยายเพดานหนี้

          ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการปรับ "เพดานหนี้สหรัฐฯ" กลายเป็นข่าวร้อนในวงการเศรษฐกิจโลก ซึ่งสื่อไทยเองก็รายงานใกล้ชิดติดขอบ เพราะเมื่อประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมส่งผลกระทบไปทั่วโลกอย่างแน่นอน

          สำหรับปัญหาของสหรัฐฯ ในขณะนี้คือ มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย และไม่สามารถกู้เงินมาเพิ่มได้อีก เนื่องจาก หนี้สาธารณะ หรือหนี้ของรัฐบาลสูงเกินเพดานที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด จึงมีการเสนอให้ปรับเพดานหนี้ (debt ceiling) ซึ่งในแต่ละประเทศ จะมีกฎหมายกำหนดเพดานหนี้ไว้ว่าจะสามารถเป็นหนี้ได้สูงสุดเท่าไร คล้ายกับวงเงินบัตรเครดิต ซึ่งเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ในปัจจุบันคือ 14.294 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (สภาอนุมัติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2010)

          โดยก่อนหน้านี้ทั้ง 2 พรรคการเมืองใหญ่อย่าง รีพับลิกัน และเดโมแครต ต่างก็เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวกันคนละทิศคนละทาง โดยฝ่ายรีพับลิกัน ระบุว่า ปัญหาใหญ่อยู่ที่รายจ่าย จึงต้องลดรายจ่ายเป็นหลัก ขณะที่เดโมแครต เห็นว่าปัญหาหลักอยู่ที่รายได้ จึงต้องเพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มภาษีต่าง ๆ พร้อมทั้งชี้ว่าการลดรายจ่ายเป็นหลักนั้นไม่ควรทำ ทำให้การพิจารณาเรื่องดังกล่าวยืดเยื้อเรื่อยมา จนในท้ายที่สุดทั้ง 2 สภา ก็ยอมรับข้อตกลงร่างกฎหมายดังกล่าวทันตามกำหนดเส้นตายพอดิบพอดี (2 สิงหาคม)

          ทั้งนี้ สภาล่างสหรัฐฯ มีมติ 269 : 161 เสียง รับรองร่างกฎหมายปรับเพิ่มเพดานหนี้ เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลกู้ยืม 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยจะทยอยขึ้นทีละขั้น แบ่งเป็น 3 ขั้น ไปจนถึงปี 2012 และนับจากนี้สหรัฐฯ จะดำเนินการตามแผนลดการขาดดุลงบประมาณลง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐระยะยาว 900,000 ล้าน ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ตลอด 10 ปีข้างหน้า และหารายได้ที่ขาดอยู่อีก 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ จากการปรับวิธีเก็บภาษี และปรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ

          โดยทาง จอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาล่างฝ่ายรีพับลิกัน ได้เคาะตัวเลขการลดค่าใช้จ่ายที่แน่นอนอยู่ที่ 917,000 ล้านดอลลาร์ แบ่งการตัดรายจ่ายออกเป็น 2 รอบ รอบแรกเป็นโครงการแผนงานประเภทที่รัฐสภาอนุมัติให้เป็นรายปี ไล่ตั้งแต่งบประมาณทางทหาร ไปจนถึงโครงการตรวจสอบเฝ้าระวังด้านอาหาร ซึ่งในยอด 917,000 ล้านดอลลาร์นี้ ประมาณ 350,000 ล้านดอลลาร์ มาจากโครงการด้านกลาโหมและด้านความมั่นคงอื่น ๆ ซึ่งมียอดรวมเท่ากับกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการประเภทที่รัฐสภาอนุมัติให้เป็นรายปีทั้งหมด เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะถอนตัวออกจากอิรักและอัฟกานิสถานมากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้น่าจะลดต่ำลงมาเรื่อย ๆ แต่ทว่าทางฝั่งรีพับลิกันก็ยังคงต่อต้านแนวความคิดนี้

          ส่วนการตัดลดงบประมาณรายจ่ายรอบสอง ถูกกำหนดไว้ที่ราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 10 ปีเช่นกัน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดพิเศษ 12 คน จากทั้ง 2 สภา ทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันฝ่ายละเท่า ๆ กัน แล้วทำหน้าที่ศึกษาหาวิธีประหยัดงบประมาณด้วยการยกเครื่องระบบการจัดเก็บภาษี และปรับโครงสร้างโครงการด้านสวัสดิการสังคมต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 23 พฤศจิกายนปีนี้ ก่อนจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติ ภายในวันที่ 23 ธันวาคม ซึ่งไม่ว่าสภาจะมีมติรับหรือไม่รับ ก็ไม่สามารถแปรญัตติแก้ไขรายละเอียดของแผนนั้นได้


ข่าวเศรษฐกิจ


          อย่างไรก็ดี มีการวิเคราะห์ถึงการปรับเพดานหนี้ดังกล่าวกันไปต่าง ๆ นานา แน่นอนมันเป็นทางออกที่อาจจะดีที่สุดที่ทำให้หนี้ของสหรัฐฯ ไม่กลายเป็นหนี้เสีย โดยมีเงินมาชำระหนี้ได้ทันตามกำหนด และเงินดอลลาร์อาจไม่อ่อนค่าลงมากตามคาดการณ์จนฉุดตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ก็ยังต้องดูกันต่อไปยาว ๆ เพราะปัญหาหนี้สาธารณะ เกิดการก่อตัวเรื้อรังมานาน ยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้นง่าย ๆ และอย่าลืมว่า หนี้สาธารณะ หรือเงินที่รัฐบาลกู้มาในแต่ละปีนั้น อาจใช้ให้หมดไปได้ แต่ในความจริงแล้ว ประเทศที่กู้ยืมก็มักจะเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นตัวเลขมหาศาล สังเกตได้จากประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ มักมีตัวเลขหนี้สาธารณะอยู่ในเปอร์เซ็นต์สูง เมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศ

          ...ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การขยายเพดานหนี้ในภาวะความเสี่ยงเช่นนี้ จะเป็นทางออกที่ดีสุดในระยะยาวด้วยหรือไม่ หากองค์กรด้านความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ปรับระดับความน่าเชื่อถือด้านการเงินของอเมริกาลง ซึ่งนั่นจะส่งผลต่อการประเมินมูลค่าและทรัพย์สินต่าง ๆ อีกมาก








เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านแผนเพิ่มเพดานหนี้ 74 ต่อ 26 อัปเดตล่าสุด 3 สิงหาคม 2554 เวลา 10:23:51 15,252 อ่าน
TOP
x close