
แค่เปลี่ยนชื่อ 'เคน ภูภูมิ' ก็ดังเปรี้ยง (ภาพยนตร์บันเทิง)
Cover Story เรื่อง : Nancy
ถ้าจะพูดถึงพระเอกหน้าใหม่มาแรงตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น "เคน" ภูภูมิ พงศ์ภาณุ หรือชื่อเดิมคือ "เบลล์" อดิพงษ์ พันละแหง เด็กในสังกัดของ "เอ" ศุภชัย ศรีวิจิตร แต่หลายคนคงจะรู้ว่าหนุ่มเคนเคยฝากผลงานในภาพยนตร์มาก่อนหน้านี้แล้ว 2
เรื่อง คือ "หอแต๋วแตก 2" และ "เขี้ยวอาฆาต" ของพจน์ อานนท์
ซึ่งตอนนั้นเคนยังใช้ชื่อเดิมในการแสดงหนังทั้ง 2 เรื่องนี้
หลังจากนั้นเคนก็จับพลัดจับผลูมาเป็นเด็กในสังกัดของพี่เอ
และหลังจากที่ได้เปลี่ยนชื่อแล้ว เคนก็ดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมาทันที
เราคงต้องยกความดีนี้ให้กับนักปั้นมือทอง
ที่จริงน่าจะเรียกว่าพ่อมดมากกว่านะ หรือจะเป็นแม่มดดี
เคน ภูภูมิ : ก็
ไม่ค่อยมีอะไร ตอนเด็ก ๆ ผมอยู่ต่างจังหวัดเป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี
พอโตหน่อย ประมาณขึ้นชั้นมัธยม 1 ก็เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ เรียนแถว ๆ
บ้านย่านรัชดาฯ ชื่อโรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคม
ส่วนมหาวิทยาลัยตอนนี้เรียนอยู่หอการค้าไทย คณะบริหารการเงิน ปี 3
เคน ภูภูมิ : เพราะ
ว่ามันเรียนต่อได้หลายทางดีครับ
คืออย่างถ้าเรียนจบแล้วก็สามารถไปต่อเศรษฐศาสตร์อะไรอย่างนี้ได้
(อย่างนั้นทำไมไม่เรียนเศรษฐศาสตร์ไปเลยล่ะ ?)
เหมือนผมไปจำจากใครมาไม่รู้ว่า รุ่นพี่คนนึงที่คณะการเงินนี่แหละ
เขาก็ไปต่อเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน แล้วก็ได้ไปทำงานในตลาดหลักทรัพย์ด้วย
ผมว่ามันก็ดีนะ คณะบริหารการเงินนี่มันก็คือพวกไฟแนนซ์นั่นแหละ
เคน ภูภูมิ : ไม่
มีเลยครับ เพราะว่าตอนนี้ผมให้แม่เป็นคนเก็บเงินทั้งหมดเลย คือ
ได้มาก็ให้แม่ พอจะใช้ค่อยไปเอาที่แม่ง่ายกว่า
(อย่างนี้เราพกเงินติดตัววันละเท่าไหร่ ?) ก็ไม่กี่ร้อยครับ
ไว้เป็นค่ารถค่าเดินทาง อย่างนั่งแท็กซี่หรือไม่ก็รถไฟฟ้าใต้ดินครับ
เคน ภูภูมิ : ปกติ
ผมจะกลับประมาณเดือนละ 2 ครั้ง คือถ้าว่างก็กลับเลย
ผมก็จะขับรถกลับไปคนเดียวประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว ก็กลับไปเยี่ยมญาติ ๆ
เพราะพี่ป้าน้าอาของผมอยู่ที่โน่นกันหมดเลย แล้วก็ไปหาเพื่อน ๆ

เคน ภูภูมิ : ภู
ภูมิ แปลว่า ภูและแผ่นดิน ครับ พี่เอ เขาไปดูหมอมา เดิมผมชื่อ อดิพงษ์
พันละแหง ผมรู้สึกว่าพอเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้แล้วอะไร ๆ มันก็ดีขึ้นเลย
ตอนแรกผมไม่อยากเปลี่ยนเลยนะ แต่พี่เขาบอกว่าถ้าเปลี่ยนแล้วจะดีนะ
เราก็เลยยอมเปลี่ยน ตอนนี้เลยเป็นชื่อในบัตรประชาชนด้วย
แต่นามสกุลไม่ได้เปลี่ยน แต่เปลี่ยนแล้วมันดีขึ้นจริง ๆ นะ ดีมากด้วย
(ไปดูที่ไหนเนี่ย ?) อันนี้ต้องไปถามพี่เอครับ
เคน ภูภูมิ : ตอน
นั้นผมไปดูหนังที่เอสพลานาดแล้วก็เจอกับผู้ช่วยของพี่เอ
พี่เขาก็ขอเบอร์โทรศัพท์ของผมไป จากนั้นพี่เอก็โทร. มาคุยกับผม
แล้วก็เรียกผมเข้าไปคุยกัน ผมก็ตกลงเซ็นสัญญา (ตัดสินใจทันทีเลย ?) ครับ
พอดีช่วงนั้นผมว่าง ๆ อยู่ก็เลย อยากจะลองทำงานตรงนี้ดูครับ
เคน ภูภูมิ : ให้
ไปเดินแบบครับ เป็นงาน Fashion Week ของ ICC ครับ
ก็เดินกับพวกณเดชน์นี่แหละครับ งานนั้นก็เจอ ณเดชน์ กับ พี่กาย
ตอนนั้นตื่นเต้นมากแล้วเจอคนเยอะด้วย พอออกไปหน้าเวทีนี่ โอ้โห ! คือ
มันเป็น Fashion Week แล้วแบบมันคนเยอะมากกล้องก็เยอะมาด้วย
ผมงี้ตื่นเต้นมากเดินแล้วสั่นไปหมดเลย
เดินเสร็จเข้ามาหลังเวทีก็ยังตื่นเต้นไม่หาย
โชคดีที่งานนั้นผมเดินแค่ชุดเดียว
แต่ทุกครั้งที่ทำงานก็ยังตื่นเต้นอยู่แต่ก็มีเพื่อนมีคนรู้จักมากขึ้น
ก็เริ่มสนุก
เคน ภูภูมิ : ก็
มีคนแนะนำตลอดครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพี่ ๆ โฟโต้กราฟ เขาก็จะเข้ามาคุยกับเรา
เพราะว่าเขาจะสนิทกับพวกพี่ผู้จัดการของผม ก็จะคุยกันได้ตลอด
เขาก็จะสอนตลอดครับ
เคน ภูภูมิ : ตอน
นี้ก็ยังงง ๆ อยู่เหมือนเขาเล่นกันมาก่อนแล้วอ่ะ ผมก็ต้องมาค่อย ๆ
เก็บทีละมุข ถ้าเล่นซ้ำผมก็จะตามทันแต่ถ้าเป็นมุขใหม่ ๆ
มาก็ต้องดูครับว่าเป็นมุขอะไร
เคน ภูภูมิ : ไม่อายครับ ผมว่าก็ดีนะ ตลกดี
เคน ภูภูมิ : มี
อยู่วันหนึ่งผมใส่กางเกงตัวที่ซิปแตกไปโรงเรียน
ซึ่งผมรู้ว่ากางเกงตัวนี้มันซิปแตก แต่ก็จะใส่เพราะผมมั่นใจว่าตอนที่ใส่
ตอนเดิน ตอนนั่ง มันไม่มีใครเห็นแน่นอนเพราะผมจะปล่อยเสื้อออก
แล้วผมก็ลืมว่าตอนเคารพธงชาติจะมีอาจารย์มาตรวจ
เราก็ต้องเหน็บเสื้อไว้ข้างใน ทีนี้เสื้อมันก็ปริออกมาตรงซิปที่แตก
(หัวเราะ) อาจารย์ก็มาเห็นเขาก็ร้อง "อ้าว ! เธอไม่ได้รูดซิปเหรอ"
แล้วคือ อาจารย์เขาพูดเสียงดังมาก ทุกคนในแถวที่เงียบ ๆ
เพราะกำลังสวดมนต์อยู่ก็หันมามองผมคนเดียวเลย ผมก็เลยตามเลยก็แล้วกันเลย
บอกไปว่า "ซิปแตกครับ" แก้เขินไป ทีนี้ทุกคนก็เลยมาขอดูของผมกันหมดเลย (หัวเราะ) ผมหมายถึงซิปนะ ไม่รู้จะดูกันทำไมสุดท้ายเลยเอาเสื้อมาปิดไว้
เคน ภูภูมิ : ดีใจครับ ก็ตกใจมากกว่าว่าเราไปอยู่ในนั้นได้ยังไง ต้องขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ครับ
เคน ภูภูมิ : คงเป็นฟันของผมมั้ง แต่บางคนก็บอกว่าฟันผมเยอะ หรืออาจจะเป็นรอยยิ้ม แต่ส่วนใหญ่คนจะโฟกัสที่ฟันมากกว่า (หัวเราะ)
เคน ภูภูมิ : จริง
ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรก็แล้วแต่เรานะ ถ้าเราอยากทำเขาก็สนับสนุน
ก็มีแต่ช่วงแรก ๆ ที่เรายังปรับตัวไม่ได้ เขาก็จะถามว่าเราเหนื่อยมั้ย
ถ้าเหนื่อยมากก็ไม่ต้องทำ แต่เราก็แบบไหน ๆ ก็ทำแล้วก็อยากจะทำต่อไป
ในเมื่อเรามีโอกาสแล้วก็ต้องคว้าไว้ก่อน

เคน ภูภูมิ : ผม
ไปทำฟันมาอย่างเดียว ก็มีจัดฟันแล้วก็ถอนฟันด้วย แล้วก็อยากทำเพิ่มอีกด้วย
คือผมยังทำไม่เรียบร้อย ยังมีฟันคุดตรงฟันล่างยังไม่ได้ผ่าอีก 2 ซี่
แล้วรู้สึกว่ามันจะขึ้นมาดันแล้วมันก็จะทำให้ฟันล้ม
อีกอย่างผมรู้สึกว่าฟันหน้ามันเยอะไปเวลายิ้มมันทำให้ดูแล้วไม่สวย
เรื่องฟันเนี่ยก็จะโดนคนถามบ่อยมาก ตอนนี้ก็เลยอยากไปทำอีก อยากทำมาก
แต่ว่ายังกลัวอยู่ คือใจนึงก็อยากทำอีกใจนึงก็กลัว
เพราะว่าถ้าทำใหม่มันก็ต้องถอนฟันคุด 2 ซี่นี้ออกพร้อมกัน
เพราะว่าถ้าถอนทีละซี่มันจะเว้นระยะเวลารักษานาน แต่ถ้าถอนทีเดียว
เลยก็พักครั้งเดียวเลย แต่ผมก็กลัวเจ็บอยู่ดี (หัวเราะ)
ตอนแรกผมไม่เคยคิดอยากจะจัดฟันเลย
แต่คือคุณแม่บังคับให้ไปทำเพราะว่าฟันเราเยอะหรือมันใหญ่
หรือยังไงไม่รู้แล้วมันก็ทำให้ฟันเนี่ยมันเบียดกันมาก ตอนนี้ขนาดถอนออกไป 4
ซี่แล้วยังดูเยอะอยู่เลย
เคน ภูภูมิ : ก็
ซ้อมกันบ่อยครับ มีเต้น มีร้อง มีการแสดงบนเวที มีทุกอย่างเลยครับ
เพราะจะให้มาร้องอย่างเดียวคงจะไม่ไหว (หัวเราะ)
ตอนซ้อมพวกเราก็จะมีเกเรแอบอู้กัน ส่วนใหญ่ก็จะนอนกัน
แล้วทุกคนก็จะปวดเข่ามากเพราะเต้นเยอะมาก ต้องบิดตัวต้องโน่นต้องนี่
กลับบ้านนี่เมื่อยไปหมดเลย (กลับบ้านไปแล้วมีซ้อมต่อมั้ย ?)
ถ้าเต้นที่บ้านนี่ผมไม่เต้นอยู่แล้ว ผมจะซ้อมร้องเพลงมากกว่า
เคน ภูภูมิ : จะ
มีแขกรับเชิญพิเศษแล้วก็จะได้เห็นเคนทำอะไรที่ไม่เคยทำ
อย่างร้องเพลงแล้วก็เต้น ผมเป็นคนที่ไม่ชอบร้องเพลงไม่ชอบเต้นมากอๆ เลย
แล้วคอนเสิร์ตนี้จัดเต็มก็ต้องไปดูกันว่าจะเต็มแค่ไหน การที่ "คอนเสิร์ต 4+1" เลื่อนไปเป็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ มันทำให้พวกเราได้มีเวลาหายใจให้ทั่วท้องมากขึ้นอีกนิดนึง (หัวเราะ)
ผมตื่นเต้นมาก ๆ สำหรับคอนเสิร์ตนี้
ผมยังหาวิธีที่จะทำให้หายตื่นเต้นไม่ได้เลยนะ
คือผมเป็นคนที่เวลาเจออะไรใหม่ ๆ เข้ามาก็จะตื่นเต้นทุกครั้งเลย
แล้วก็เป็นคนขี้อายมาก ๆ ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะมาทำงานตรงนี้ด้วย
ขนาดแม่ผมยังบอกเลยว่า ขี้อายอย่างนี้จะไปทำอะไรได้
เคน ภูภูมิ : ผม
ชอบคนที่เข้าใจผมมากกว่าว่าเราต้องทำงาน เราไม่ค่อยมีเวลาให้
ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกที่ชอบคนที่ไม่มีเวลาให้
ส่วนเรื่องหน้าตาหรือว่าจะผมยาวผมสั้นมันบอกไม่ได้นะ
บางทีคนที่เราชอบเขาอาจจะไปตัดผมมาก็ได้หรืออาจจะไปต่อผมมาก็ได้
ผมดูที่นิสัยมากกว่า ผมไม่ชอบคนที่จู้จี้จุกจิก ง้องแง้งอะไรอย่างงี้ไม่ชอบ
ผมชอบคนที่เข้าใจในเรื่องการทำงานของเรา เป็นคนที่ดูแลเราได้
(แต่จู้จี้จุกจิกกับห่วงใยเทกแคร์นี่มันต่างกันนิดเดียวนะ) ใช่
ก็ถ้าเป็นช่วงเวลาที่เราว่างก็โอเค
แต่ถ้าเราทำงานอยู่ก็อย่ามาจู้จี้จุกจิกเยอะ
เพราะมันจะทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน (อย่างนี้ก็เข้าทางสาวอายุมากกว่าสิ
?) ก็ไม่จำเป็นว่าต้องอายุมากกว่านะ ขอแค่เข้าใจเราก็พอ แต่หายากมาก ๆ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
ปีที่ 37 วันที่ 28 ธันวาคม 2554 -10 มกราคม 2555 Vol.1818





