
"บัวขาว"พึ่งศาล ขอโอกาสหากิน ถูกประมุขฟ้อง (ไทยโพสต์)
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา นายสมบัติ บัญชาเมฆ (บัวขาว ป.ประมุข) ได้มอบหมายให้ ดร.เทพปกรณ์ อินทรพัฒน์ ทนายความ ไปยื่นคำให้การในคดีที่ ค่าย ป.ประมุข ฟ้องต่อศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 100 ล้าน จากกรณีที่บัวขาวขึ้นชกมวยศึกไทยไฟต์ ที่พัทยา เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555
โดยบัวขาวยื่นคำให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้กระทำผิดต่อค่ายมวย เพราะเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2553 นายธีรพัฒน์ โรจนตัณฑ์ หัวหน้าค่าย ได้ไปเซ็นสัญญากับ บริษัท สปอร์ต อาร์ต ให้ขึ้นชกในศึกไทยไฟต์ เป็นเวลา 2 ปี จนถึงเดือนธันวาคม 2555 โดยนายธีรพัฒน์ได้ลงชื่อเป็นพยานในสัญญา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเท่ากับค่ายมวยยอมรับว่า ภายในกำหนดสัญญา 2 ปี ค่ายมวยยินยอมหรืออนุญาตให้บัวขาวขึ้นชกในศึกไทยไฟต์ได้ และค่ายมวยได้ยินยอมมอบสิทธิ์ในขึ้นชกมวยของบัวขาวให้สปอร์ต อาร์ตแล้ว ซึ่งในสัญญาถ้าบัวขาวไม่ยอมขึ้นชกศึกไทยไฟต์ ก็ถือว่าผิดสัญญากับสปอร์ต อาร์ต บัวขาวจะต้องถูกปรับ 1 ล้าน 5 แสนบาท
นอกจากนี้ การที่ค่ายมวยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้าม บัวขาว ชกมวยหรือถ่ายโฆษณาใด ๆ ก่อนคดีถึงที่สุด ซึ่งศาลนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 2 กรกฎาคม 55 นั้น บัวขาวก็ได้ยื่นคัดค้านแล้ว รวมทั้งบัวขาวได้ยื่นหนังสือขอยกเลิกการเป็นนักมวยไทยไปแล้ว เมื่อ 31 พ.ค.2555 เมื่อบัวขาวไม่มีสถานะเป็นนักมวยแล้ว ก็ย่อมขึ้นชกมวยไทยอีกไม่ได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนการถ่ายโฆษณาหรือโชว์ตัวนั้น ไม่เกี่ยวกับการชกมวย บัวขาวย่อมมีสิทธิ์ทำได้ เพราะเป็นเสรีภาพในการประกอบอาชีพ และเป็นสิทธิส่วนบุคคล และบัวขาวจำเป็นต้องทำงานหารายได้เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และดูแลพ่อ พี่น้อง แต่ทั้งนี้อยู่ที่ศาลจะให้ความเป็นธรรม "ถ้าผมไปเปิดร้านขายลาบ ส้มตำ ต้องให้ค่ายอนุญาตก่อนใช่ไหม และต้องแบ่งรายได้ให้ค่ายด้วยหรือ" บัวขาวกล่าวในที่สุด
ทั้งนี้ ในโลกไซเบอร์ได้มีผู้นำสัญญาของค่าย ป.ประมุข ที่บัวขาวไม่ยอมเซ็นมาเผยแพร่ ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เห็นเนื้อหาในสัญญาฉบับนี้ต่างพากันวิจารณ์ว่า หากสัญญาที่เผยแพร่กันอยู่นี้เป็นของจริง ก็มีหลายข้อที่ดูไม่ค่อยเป็นธรรมกับบัวขาวเท่าไหร่ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้บัวขาวต้องประกาศแขวนนวมในที่สุด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก






