
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก pepsi
เป๊ปซี่ ปรับกลุยุทธ์ ทุ่ม 1.8 หมื่นล้าน ลุยตลาดน้ำดำ บุกทำตลาดแบบกระป๋อง และขวดพีอีทีเต็มสูบ เผยยังเป็นที่ 1 ครองใจผู้บริโภค ขณะที่รายงานระบุ ตลาดน้ำอัดลมมีมูลค่าสูงถึง 38,800 ล้านบาท แบ่งเป็นน้ำดำ 80% น้ำสี 20%
นายจา-กรูท โคเตชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลมเป๊ปซี่ มิรินด้า และเซเว่นอัพ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่บริษัทหมดสัญญาให้บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ บริษัทจะหยุดการจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมในรูปแบบขวดแก้วทันที และจะหันมาเน้นการจำหน่ายสินค้าในรูปแบบขวดพีอีที (PET) และกระป๋อง (CAN) มากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก หันมานิยมบริโภคสินค้าในรูปแบบขวดพีอีทีและกระป๋องมากกว่ารูปแบบขวดแก้วคืนขวด
นอกจากนี้ การหันมาทำตลาดขวดพีอีทีมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของการทำตลาด เพราะจะทำให้บริษัทสามารถแข่งขันในด้านของราคาได้มากขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของกลยุทธ์ในด้านของราคาที่จะนำเข้ามาทำตลาดในอนาคตได้ ว่าจะออกมาในรูปแบบใด
สำหรับการจัดจำหน่ายสินค้านั้น นับตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นไป บริษัทได้มอบหมายให้บริษัท ดีเอชแอล เป็นผู้จัดจำหน่ายและทำตลาดให้ ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมของบริษัทได้ครอบคลุมทุกช่องทางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าทั่วไป ร้านอาหาร โรงหนัง และร้านค้าส่งทั่วประเทศ เพราะปัจจุบันบริษัทมีศูนย์กระจายสินค้าหลักทั้งหมด 50 จุดใน 5 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้
"การแข่งขันของตลาดน้ำอัดลมในปีนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงอย่างมากโดยเฉพาะตลาดน้ำดำ ซึ่งในช่วงปลายปีนี้เชื่อว่าจะมีความตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ในส่วนของบริษัทเองในอีก 2-3 สัปดาห์ ก็มีแผนที่จะออกมาเปิดตัวกิจกรรมการตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายเช่นกัน เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำและเพิ่มยอดขายในตลาดน้ำดำ ซึ่งปัจจุบันเรามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ครึ่งหนึ่งของตลาดน้ำดำ" นายจา-กรูท กล่าว
ปัจจุบันโรงงานผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมของบริษัทที่ นิคมอมตะซิตี้ จ.ระยอง ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 96 ไร่ ภายใต้งบลงทุน 5,200 ล้านบาท ขณะนี้เฟสที่ 1 แล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องผลิตสินค้าในรูปแบบขวดพีอีทีและกระป๋องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าเฟสที่ 2 จะแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องผลิตสินค้าได้เต็มกำลังการผลิตภายในเดือนมิถุนายน 2556 ซึ่งโรงงานแห่งดังกล่าว ถือเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเป๊ปซี่ทั่วโลก
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะใช้งบประมาณ 18,400 ล้านบาท สำหรับการลงทุนต่อเนื่องในอีก 3 ปีนับจากนี้ (2555-2558) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและการเติบโตให้กับธุรกิจ ซึ่งในส่วนของการลงทุนบริษัทจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้..
รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันตลาดน้ำอัดลมในประเทศไทย มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 38,800 ล้านบาท แบ่งเป็น ตลาดน้ำอัดลมสีดำ 80% ส่วนที่เหลือ เป็นตลาดน้ำอัดลมสีต่าง ๆ 20% คาดว่าในปีนี้ ตลาดน้ำอัดลมในไทย จะเติบโต 10% ซึ่งผู้นำในตลาดน้ำอัดลมรวมของไทย จะเป็น โค้ก มีส่วนแบ่งการตลาด 54% รองลงมาเป็น เป๊ปซี่ 35-37% ส่วนตลาดน้ำดำ ผู้นำตลาดยังคงเป็นเป๊ปซี่ ด้วยการมีส่วนแบ่งการตลาด 50% อันดับ 2 เป็นของแบรนด์โค้ก ซึ่งปัจจุบันยังไม่เปิดเผยส่วนแบ่งการตลาด ขณะที่อันดับ 3 เป็นของแบรนด์ บิ๊ก โคล่า ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 16.6% และสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาด 18%
ขอขอบคุณข้อมูลจาก






