ชูวิทย์ แขวะลูกพรรคน่ารังเกียจ หลังโหวตไว้วางใจรัฐบาล


ชูวิทย์ โว มีบิ๊กเซอร์ไพรส์ เตรียมคลิป-ภาพถ่าย ซักฟอกรัฐบาล

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ I'm No.5

          ชูวิทย์ แขวะลูกพรรค โหวตไว้วางใจรัฐบาล เป็นสิ่งน่ารังเกียจ เพราะทรยศวิชาชีพที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ทั้ง ๆ ที่หลักฐานเห็นชัดว่ารัฐบาลทำไม่ถูกต้อง พร้อมสาบาน จะไม่มีลูกพรรคคนใดทรยศประชาชนอีก
 
          เมื่อวานนี้ (1 ธันวาคม) เวลาประมาณ 22.00 น. เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ I'm No.5 ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ส.ส.พรรครักประเทศไทย มีการโพสต์ข้อความ เกี่ยวกับการลงคะแนน ส.ส. ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า การลงมติในสภาฯ โดยการนำผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมาก่อนผลประโยชน์ของประเทศชาติ ถือว่าเป็นการทรยศต่อวิชาชีพ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและยอมรับไม่ได้ เพราะนักการเมืองมีหน้าที่รับใช้ประชาชน เงินเดือนที่ได้รับก็มาจากประชาชน ดังนั้นก็ควรทำงานเพื่อประชาชน แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญ จะระบุไว้ว่า สามารถลงคะแนนได้อย่างอิสระก็ตาม
 
          ดังนั้น ในการอภิปรายในสภาฯ ที่ผ่านมา ตนจึงยอมรับว่า มองคนผิดไป ไม่เชื่อว่าผลประโยชน์ที่อยู่ข้างหน้าจะสามารถทำให้ นายชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ และนายโปรดปราน โต๊ะราหนี ส.ส.พรรครักประเทศไทย หวั่นไหว จนยอมทรยศต่อวิชาชีพ โหวตให้ฝ่ายรัฐบาลในที่สุด แม้ว่าสิ่งที่อภิปรายจะบ่งชี้ว่า รัฐบาลมีปัญหาจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ตนขอสาบานว่า จะไม่มี ส.ส.พรรครักประเทศไทยคนอื่น ทรยศประชาชนอีกแล้ว
 


สำหรับข้อความฉบับเต็มของนายชูวิทย์ มีดังนี้
 
          ทรยศ
 
          การปฏิบัติหน้าที่ในทุกวิชาชีพจะต้องมีความเคารพต่อวิชาชีพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ ทนายความ วิศวกร หรือแม้กระทั่งคนขายกล้วยแขกริมถนน การทรยศต่อวิชาชีพหรือหน้าที่ของตัวเองเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและน่าอัปยศอดสู ลองคิดดูหากเป็นนักการเมืองที่อาสามารับใช้ประชาชน มีเงินเดือนมาจากภาษีอากรของประชาชน รวมทั้งสวัสดิการและผลประโยชน์จากตำแหน่งมากมายจะยิ่งน่ารังเกียจแค่ไหน การทรยศที่มาจากการลงมติในสภาฯ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐธรรมนูญให้ความเป็นอิสระเพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้บังคับของใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะลงคะแนนเข้าข้างคนใดคนหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
 
          ผมมีลูกพรรคซึ่งลงคะแนนสวนทางกับผม ทั้ง ๆ ที่ผมได้อภิปรายทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านซึ่งมีจำนวนคะแนนอยู่แค่ 150 กว่าเสียง ไม่สามารถล้มรัฐบาลด้วยคะแนนเท่านี้ได้อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่อภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจเพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่การที่ไปลงคะแนนเพื่อเอาใจ ทอดสะพาน เพื่อหวังผลประโยชน์ที่จะตามมา ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ทรยศต่ออุดมการณ์ของตัวเอง หากเป็นเพียงแพทย์ ทนายความ หรือวิศวกร ก็อาจจะส่งผลในกลุ่มคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่การเป็นนักการเมืองจะส่งผลถึงประชาชนและระบอบประชาธิปไตย การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่ได้ประสงค์ที่จะให้ประโยชน์กับใครยกเว้นตัวเอง ทั้งยังเป็นการ "ขายตัวเอง" อีกด้วย
 
          การทรยศมีหลายประเภท การทรยศต่อวิชาชีพของตัวเองอาจจะเทียบไม่ได้เลยเมื่อเปรียบเทียบกับการทรยศต่ออุดมการณ์ คนขายกล้วยแขกอาจจะใช้น้ำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อต้องการประหยัดต้นทุนในการทอดกล้วย แพทย์อาจจะไม่ได้รักษาคนไข้อย่างเต็มความสามารถ หรือทนายความอาจจะว่าความโดยไม่เตรียมข้อมูลอย่างเต็มที่ แต่หากใครเอาอุดมการณ์ในการทำงานเพื่อประเทศชาติไปทรยศ เช่น เอาข้อมูลของประเทศชาติไปให้ประเทศคู่แข็ง หรือเป็นทหารมีหน้าที่ป้องกันประเทศชาติแล้วทรยศโดยการเอาข้อมูลทางการทหารไปบอกแก่ข้าศึก อันนี้มันหนักกว่า มันเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์และประเทศชาติ เรียกว่าเอาไว้ไม่ได้
 
          ประชาชนย่อมได้เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง จะส่งผลให้เห็นโดยการแสดงตัวตนออกมาในการลงคะแนนไม่ไว้วางใจ จึงถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่ ส.ส. ทุกคนจะต้องแสดงในสภาฯ การปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้ความเป็นอิสระโดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นสำคัญ แต่คนบางคนเลือกเอาผลประโยชน์ของตัวเองโดยใช้ประชาชนและประเทศมาบังหน้า ผมรู้สึกเศร้าเสียใจและต้องขอยอมรับกับประชาชนว่าผมมองคนผิดไป เพราะผลประโยชน์มันมหาศาลจริง ๆ คนบางคนมันมองผลประโยชน์ตรงนี้ เรียกว่าครั้งเดียวในชีวิตเกิดมาไม่เคยพบ ไม่เคยสัมผัส เลยทำได้แม้กระทั่งทรยศต่อประชาชน คนอย่างชูวิทย์เจ็บแล้วจำ โบราณเขาบอก "ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน" ผมขอสาบานว่าจะไม่มีใครในพรรคผมมาทรยศกับประชาชนได้อีก ครั้งนี้ผมยอมรับจริง ๆ ว่าผมพลาดไป ผมไม่คิดว่าคนบางคนจะยอมแม้กระทั่งขายตัวเอง




เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ชูวิทย์ แขวะลูกพรรคน่ารังเกียจ หลังโหวตไว้วางใจรัฐบาล โพสต์เมื่อ 2 ธันวาคม 2555 เวลา 10:06:40 1,011 อ่าน
TOP