

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก nattha komolvadhin สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม
ลูกพี่ลูกน้อง อัลรูไวลี่ เปิดใจคดีน้องชาย มูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ ลั่นเดินหน้าทุกช่องทางจนหาตัวคนผิดมารับโทษได้ เผยมีความคืบหน้าได้ฟังให้การเบิกความจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก พยานปากสำคัญ
จากกรณีที่ นายอาทิก และ นายมาทรูก อัลรูไวลี่ พี่ชายของ มูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย หายตัวไปในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2533 ได้เดินทางมาประเทศไทย เพื่อเดินหน้าติดตามคดีของน้องชายหลังจากที่รอมานาน 23 ปี เพราะยังมีความหวังว่าจะนำคนผิดมารับโทษได้ ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและซาอุดิอาระเบียอยู่ในระดับที่ไม่ปกติมาอย่างยาวนาน โดยนักการทูตที่มาประจำที่เมืองไทยก็จะเป็นอุปทูต ไม่มีศักดิ์เป็นเอกอัครราชทูต แรงงานไทยที่เคยไปทำงานที่ซาอุฯ จากหลักแสน ปัจจุบันเหลือแค่หลักพัน
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 ผู้สื่อข่าวได้ทำการสัมภาษณ์ เปิดใจความรู้สึกของสองพี่น้องอัลรูไวลี่ต่อคดีดังกล่าว โดยเริ่มต้นถามถึงบรรยากาศในครอบครัวว่าเป็นอย่างไรในช่วง 23 ปี หลังจากน้องชายถูกฆาตกรรม ด้าน อาทิก อัลรูไวลี่ พี่ชาย มูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ เล่าว่า ความรู้สึกแย่ลงทุกวัน เพราะว่าเวลาเนิ่นนานออกไป สมาชิกในครอบครัวต่างคาดหวังคดีจะสิ้นสุด ซึ่งแม่ของตน ไม่อยากให้มาเมืองไทย กลัวว่าจะเกิดอันตราย เพราะระบบรักษาความปลอดภัยที่ไม่ดี เมื่อแม่รู้ แม่ไม่ยอมให้เรามาเลย แต่เรารู้ดีว่าเราต้องมาเพื่ออะไร
ขณะที่ มาทรูก อัลรูไวลี่ ญาติของ มูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ เผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องความรู้สึก แต่ทั้งครอบครัวถูกกระทบทุกเรื่อง แรงกดดันทางจิตใจตลอดเวลาที่ผ่านมา สมาชิกในครอบครัวมีปัญหาสุขภาพ สุขภาพพ่อแย่ลง พี่ชายคนโตก็ย่ำแย่ เพราะโดนแรงกดดันมากในฐานะที่เป็นเสมือนผู้นำครอบครัว สมาชิกในบ้านต่างรอคอยที่จะได้ยินข่าวคืบหน้า ในที่สุดพี่ชายก็มีปัญหาเรื่องความดันเลือด หัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด เช่นเดียวกับพ่อที่รู้สึกว่าควบคุมเรื่องนี้ไม่ได้เครียดมากและเสียเสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ มูฮัมหมัดเป็นคนหารายได้หลักให้กับครอบครัว ตอนมาเมืองไทย เขาหวังว่าจะได้ทำธุรกิจ เขารู้จักคนไทยมากมาย และบอกว่าชอบเมืองไทยมาก

เมื่อถามว่า ต้องการติดตามคดีนี้ไปอีกนาน หรือว่ามีกำหนดเส้นตายไหมว่า ถ้าไม่ได้จริง ๆ จะล้มเลิกและลืมเรื่องนี้ อาทิก รีบตอบเลยว่า "ไม่ ไม่ ไม่มีทาง เราจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป จนกว่าทุกอย่างจะได้รับความยุติธรรม" นักข่าวถามว่า ในขั้นต่อไป คือ การรับฟังการให้ถ้อยคำจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก ซึ่้งเป็นพยานคนสำคัญ จึงอยากถามอาทิกว่า คิดว่าจะคืบหน้าหรือไม่ ที่จะต้องไปฟังที่ศาลที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ ซึ่ง มาทรูก กล่าวต่อเรื่องนี้ว่า "ต้องถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำเร็จ เพราะว่าพยานจะได้โอกาสให้ถ้อยคำ เรื่องนี้เป็นความหวังของเรามากขึ้น เราตัดสินอะไรไม่ได้ และเราพิพากษาไม่ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับศาล ถ้าคุณถามว่าเรายังมีความหวังหรือไม่ ตลอดมาหลายปีเราติดตามเรื่องนี้ตลอด เราจะคงความหวังต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะตามจนกว่าจะได้ผลที่เราพอใจ"
มาทรูก กล่าวต่อว่า ถ้าคดีนี้หมดอายุความ ตามต่อในไทยไม่ได้ เขาจะเดินหน้าทุกช่องทางผ่านสถานฑูต ผ่านเวทีระหว่างประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชน และเมื่อถามว่า ตอนนี้พี่น้องอัลรูไวลี่อยู่เมืองไทยแล้ว ได้มีการเตรียมพบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาล หรือตำรวจหรือไม่ มาทรูก ตอบว่า สถานทูตที่นี่จัดการให้อยู่แล้ว กระทรวงต่างประเทศคอยดูแลเราทุกอย่าง เราจะพยายามพบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทุกช่องทางที่เป็นไปได้
"คุณมาเมืองไทยครั้งนี้ ต้องการมากดดันตำรวจไทยและรัฐบาลไทยหรือไม่" มาทรูก บอกว่า ไม่ใช่การกดดัน แต่อยากมาบอกว่ามีคดีนี้ที่ยังไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควร และเราต้องการให้คืบหน้า คดีนี้กระทบทุกคน กระทบรัฐบาลของ 2 ประเทศ ความสัมพันธ์ไม่ดีเหมือนในอดีต ดังนั้น เราจึงมีความหวังว่า ปัญหาของเราจะได้รับการแก้ไขและความสัมพันธ์ทางการทูตจะกลับสู่ปกติ
เมื่อนักข่าวถามว่า ถ้าสมมุติว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเที่ยวซาอุดิอาระเบีย คนที่นั่นจะต้อนรับหรือไม่ คิดอย่างไรกับประเทศไทย มาทรูกตอบว่า คุณจำได้หรือไม่ ช่วงที่มูฮัมหมัดหายตัวไป เป็นช่วงที่มีนักการทูตหลายคนถูกสังหาร ถูกลักพาตัว คุณจะให้คนซาอุฯ มองประเทศไทยอย่างไร แน่นอนว่าคนซาอุฯ จะต้องกังวลถ้ามาเมืองไทย กลัวว่าจะถูกฆ่า หรือถูกลักพาตัว ความคิดแบบนี้อยู่ในใจคนซาอุฯ สิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางหายไปถ้าคดีนี้ยังไม่จบ
มาถึงช่วงสุดท้าย นักข่าวถามว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะลืมอดีตและมองอนาคตแทน อาทิก หันมาตอบด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า คนเราจะลืมได้ง่าย ๆ หรือ? ขณะที่ มาทรูก เสริมว่า เราจะเดินหน้าต่อไปจนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม ถ้าเราถอดใจในคดีนี้ ก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้คนก่ออาชญากรรมต่อคนอื่น และคดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเดียว แต่เกี่ยวข้องกับคนมากมาย เราจึงต้องติดตามต่อไป อนาคตคือติดตามความคืบหน้าจนกว่าจะได้ทางออกที่สันติ เราต้องตามต่อไป





