บทเรียนจากนิรโทษกรรม สู่การเมืองปัจจุบัน ในประเทศฟิลิปปินส์



   
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Zhengquanzhi Top

            จากกรณีที่ สภาฯ ผ่าน วาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายออกมาคัดค้าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ จนเกิดเป็นพลังมวลชนขนาดใหญ่ ร่วมกันเป่านกหวีดเพื่อแสดงจุดยืนไม่เอา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับดังกล่าว จนกระทั่งล่าสุด นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และวอนให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม

            อย่างไรก็ตาม แม้ทางรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยจะแถลงย้ำแล้วว่าจะไม่นำ พ.ร.บ.ดังกล่าวมาพิจารณา แต่หลายฝ่ายก็ยังไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลจะทำตามที่พูดหรือไม่ ทำให้ยังมีม็อบแสดงจุดยืนที่จะคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมต่อไป ขณะที่ทางกลุ่มเสื้อแดงก็ได้เชิญชวนประชาชนออกมาต้านม้อบที่คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกิดการปะทะกันขึ้น และวันนี้ (9 พฤศจิกายน 2556) ทางกระปุกดอทคอม จึงขอนำบทความของ Zhengquanzhi Top ที่ได้เขียนไว้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เกี่ยวกับบทเรียนของการนิรโทษกรรม ที่ประเทศฟิลิปปินส์ มาให้อ่านกัน เพื่อจะเป็นข้อคิดดังนี้

"บทเรียน #นิรโทษกรรม ที่ฟิลิปปินส์"


            เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ชาวฟิลิปปินส์ได้ลุกฮือขึ้นขับไล่ผู้นำเผด็จการ เฟอร์ดินาน มาร์กอส จนเป็นที่มาของ "ขบวนการพลังประชาชน" ที่เป็นต้นแบบให้กับหลายชาติอาเซียน หลังจากนั้นในปี 2001 ชาวฟิลิปปินส์ก็ได้ลุกฮือขึ้นอีกครั้งเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราด้า ในข้อหาคอร์รัปชั่น แต่วันนี้ "ขบวนการพลังประชาชน" แทบแทรกแผ่นดินด้วยความอดสู เมื่อตระกูลนักการเมืองฉ้อราษฎร์อย่างมาร์กอสกลับเข้าสู่รัฐสภาอย่างสง่าผ่าเผย ส่วนนายโจเซฟ เอสตราด้า ก็ได้รับการ "นิรโทษกรรม" ซ้ำยังชนะเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศ

             เฟอร์ดินาน มาร์กอส ปกครองฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1965 ถึง 1986 ในช่วงแรกในตำแหน่งประธานาธิบดี เขาใช้นโยบายซื้อใจชาวรากหญ้าจนได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มอำนาจกองทัพเพื่อให้ค้ำจุนบัลลังก์อำนาจของตัวเอง

             รัฐบาลมาร์กอสกู้เงินจากต่างชาติเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อนำมาใช้ในนโยบายประชาชานิยม หนี้สินของรัฐบาลเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัวในระยะเวลาเพียงกว่า 20 ปีที่มาร์กอสเป็นผู้นำประเทศ ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุดในเอเชีย และจนถึงทุกวันนี้ชาวฟิลิปปินส์ยังต้องแบกรับหนี้สินของอดีตรัฐบาล รายได้ของประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่ง ต้องถูกนำไปจ่ายดอกเบี้ยจากหนี้สินที่รัฐบาลมาร์กอสก่อขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน

             รัฐบาลมาร์กอสอยู่ได้ด้วยการค้ำจุนของสหรัฐอเมริกา มาร์กอสเปิดทางให้ทหารสหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศเพื่อสกัดกั้นคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งเกิดเหตุลอบสังหารนายเบนนินโย่ อาคิโน่ ผู้นำฝ่ายค้าน ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ลุกขึ้นประท้วง และมาร์กอสต้องขอให้สหรัฐฯ ช่วยเหลือให้เขาไปลี้ภัยที่เกาะฮาวายจนสิ้นชีวิตที่นั่น

             ในระหว่างลี้ภัยออกนอกประเทศ มาร์กอสและครอบครัวได้นำทองคำแท่งและเพชรพลอยบรรจุเต็มกระเป๋าเดินทาง 24 ใบ ขณะที่ในตู้เสื้อผ้าในทำเนียบประธานาธิบดีพบว่า ภรรยาของท่านประธานาธิบดีมีรองเท้ามากถึง 2700 คู่ ประเมินกันว่า ตระกูลมาร์กอสฉ้อราษฎร์บังหลวงไปมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ทุกวันนี้เงินทุจริตยังคงถูกซุกซ่อนอยู่ในต่างประเทศ และนางอีเมลด้า ภรรยาของมาร์กอส ก็ยังคงรั้งตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ของฟิลิปปินส์

             ผู้คนไม่น้อยแปลกใจที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่กระตือรือร้นในการไล่ล่าเงินทุจริตของมาร์กอส แต่นั่นไม่เท่ากับที่ชาวฟิลิปปินส์เลือกให้ นางอีเมลด้า ภรรยาของอดีตผู้นำโกงชาติ กลับมาเป็น ส.ส. ถึง 2 สมัย ส่วนลูกชายและลูกสาวของเธอก็ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี และสมาชิกวุฒิสภาด้วย

             น้ำมือนักการเมืองทำให้ฟิลิปปินส์ตกต่ำจนถูกนิยามว่าเป็น "คนป่วยแห่งอาเซียน" เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทำให้ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมหาศาลต้องเร่ร่อนไปขายแรงงานในต่างแดน สาวใช้ฟิลิปปินส์เป็นที่รู้จักกันกันดีในฮ่องกงและสิงคโปร์ ทุกวันนี้เงินที่แรงงานฟิลิปปินส์ในต่างแดนส่งกลับบ้านเกิดถือเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของประเทศ

             เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เพิ่งฟื้นฟูเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นเพราะอานิสงค์จากความเข้มแข็งของอาเซียนมากกว่าการพัฒนาภายในประเทศ กรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง แต่ทุกวันนี้กลับรกร้าง และเต็มไปด้วยอาชญากรรม...นี่อาจเป็นสาเหตุให้ชาวฟิลิปปินส์เลือกอดีต "พระเอก" อย่างนายโจเซฟ เอสตราด้า ให้เป็นผู้นำประเทศ

             นายเอสตราด้า อดีตพระเอกภาพยนตร์ที่เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน เป็นประธานาธิบดีได้ไม่ถึง 3 ปีก็ถูกประชาชนประท้วงขับไล่ในข้อหาคอร์รัปชั่น จากนั้นก็ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

             นางกลอเรีย อาโรโย่ รับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีหญิงต่อจากเอสตราด้า ท่ามกลางข้อครหาว่าบริหารประเทศภายใต้เงาของสามี จนถูกแซวว่า "เธอชอบกินทุเรียน แต่สามีกินเงินหลวง" นางอาโรโย่ยังได้ใช้สิทธิพิเศษในฐานะประธานาธิบดีประกาศ "นิรโทษกรรม" ให้กับอดีตประธานาธิบดีเอสตราด้า โดยอ้างว่าต้องการ "เซ็ต ซีโร่" เพื่อให้ประเทศ "นับหนึ่งใหม่"

             เอสตราด้าไม่เพียงหลุดพ้นจากโทษทั้งหมด แต่ยังได้คืนสิทธิทางการเมือง ล่าสุด เขาชนะเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีกรุงมะนิลา โดยลูกชายและญาติของเขาได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วย ขณะที่อดีตประธานาธิบดีอาโรโย่ ก็ถูกดำเนินคดีคอร์รัปชั่น และต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลจนถึงขณะนี้ ก็ยังได้รับเลือกตั้งเป็น สส. พร้อมกับลูกชายของเธอ

             การเมืองฟิลิปปินส์กลายเป็นเรื่องตลกร้าย นักการเมืองผู้โกงชาติจนถูกประชาชนโค่นล้ม แต่ประชาชนกลับเลือกคนเหล่านี้กลับเข้ามาปกครองประเทศ ส.ส. ส.ว. มากกว่า 2 ใน 3 ของสภาเป็นญาติพี่น้องของตระกูลการเมือง อดีตประธานาธิบดี 3 คนถูกดำเนินคดีคอร์รัปชั่น แต่ต่อมาก็ได้รับการอภัยโทษ และกลับเข้าสู่สภาได้อย่างทรงเกียรติ


             ทำไมชาวฟิลิปปินส์ถึงเลือกผู้นำที่ไร้ความสามารถให้บริหารประเทศ ? ทำไมจึงนิรโทษกรรมให้กับผู้นำที่โกงชาติ ? ทำไมประชาชนต้องเดือดร้อนเพราะความไร้วิสัยทัศน์ของผู้นำ ? เป็นคำถามที่ชาวฟิลิปปินส์อาจจะไม่อยากตอบ เพราะเพื่อนบ้านบางประเทศก็กำลังทำเช่นเดียวกัน.

             *** Zhengquanzhi Top ผู้เขียนยินดีอย่างยิ่งและขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันแชร์บทความนี้ออกไป เพื่อไม่ให้ ประเทศไทยต้องเดินซ้ำรอยกรรมด้วยน้ำมือของผู้นำไร้ความสามารถและฉ้อราษฎร์
ปกติแล้วเรามักจะเขียนบทความเกี่ยวกับ "ภาษาจีน" และ "ประเทศจีน" แต่เรื่องนี้ถูกเขียนอย่างฉุกเฉิน เพื่อชาติและบ้านเมือง หากมีคำแนะนำอะไร เรายินดีน้อมรับอย่างยิ่ง"






เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
บทเรียนจากนิรโทษกรรม สู่การเมืองปัจจุบัน ในประเทศฟิลิปปินส์ โพสต์เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2556 เวลา 16:57:10 83,938 อ่าน
TOP
x close