HILIGHT NEWS

เด็กไทย ชอบ รังแก ติดอันดับ 2 ของ โลก

          ข่าว เผย นักวิชาการ ชี้ เด็ก ไทย ครอง แชมป์ อันดับ 2 มี นักเรียน ประถม และ มัธยม ถูก เพื่อน นักเรียน รังแก ถึงร้อยละ 40 รองจาก ญี่ปุ่น ที่มี นักเรียน ถูก รังแก สูงถึงร้อยละ 60 เผย เด็ก ที่ ถูกรังแก จะเสี่ยงต่อ โรคซึมเศร้า ขณะที่ นักเรียน ที่เป็นผู้ รังแก จะเคยชินกับการละเมิดกฎ โตขึ้นจะ เสี่ยง ต่อการเป็น อันธพาล

ทะเลาะวิวาท ตีกัน ตบกัน


           นักวิชาการชี้ ประเทศไทยครองแชมป์อันดับ 2 มีนักเรียนประถมและมัธยมถูกเพื่อนนักเรียนรังแกถึงร้อยละ 40 รองจากญี่ปุ่นที่มีนักเรียนถูกรังแกสูงถึงร้อยละ 60 เผยเด็กที่ถูกรังแกจะเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า ขณะที่นักเรียนที่เป็นผู้รังแกจะเคยชินกับการละเมิดกฎ โตขึ้นจะเสี่ยงต่อการเป็นอันธพาลเอาความรุนแรงไปใช้ในครอบครัว กลายเป็นวัฏจักรทำให้ลูกเคยชินกับความรุนแรงด้วย ครูจำนวนมากที่ยังไม่เห็นว่าการรังแกกันเป็นปัญหาใหญ่

           เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชุมปฏิบัติการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมนักเรียน โดยเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ อาทิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เข้าร่วมประชุมพร้อมผู้บริหารของ สพฐ.และผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยมีคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธาน

             ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ถ้าดูจากข้อมูลผลสำรวจพฤติกรรมรังแกกันใน โรงเรียนของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหานี้เช่นกัน พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 ที่มีสัดส่วนนักเรียนถูกรังแกถึงร้อยละ 40 รองจากประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศญี่ปุ่นมีนักเรียนร้อยละ 60 ถูกรังแก

              ถัดมาเป็นประเทศอังกฤษและอเมริกา ประมาณร้อยละ 20-25 ซึ่งมีปัญหานักเรียนรังแกกันได้ส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น ปัญหานักเรียนฆ่าตัวตายเพราะทนความกดดันที่ถูกรังแกไม่ไหว ในญี่ปุ่นมีนักเรียนฆ่าตัวตายจำนวนมาก เดือนที่แล้วมีประมาณ 4-5 รายขณะที่ประเทศอังกฤษมีนักเรียนฆ่าตัวตาย เพราะถูกรังแกทุกปี

              สำหรับผลสำรวจปัญหานักเรียนรังแกกันของประเทศไทยนั้น เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2549 โดยใช้แบบสอบถามถามความเห็นครู 1,300 คน และนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 3,047 คน โรงเรียนในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ลพบุรี ชลบุรี จันทบุรี ขอนแก่น สงขลา และเชียงใหม่ พบว่า

              ปัญหาการรังแกกันของนักเรียนในโรงเรียนระดับประถมปลาย และ ม.ต้น อยู่ในอันดับสูงทั่วประเทศ โดยนักเรียนร้อยละ 40 เคยถูกรังแก เดือนละ 2-3 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้น ซึ่งจะเกิดมากที่สุดในเด็กชั้น ป.4 และลดตามระดับชั้นที่สูงขึ้น และเกิดขึ้นกับทั้งเด็กชายและหญิงในอัตราที่ใกล้เคียงกัน เว้นในชั้น ป.5 และ ม.1 ที่เด็กชายจะถูกรังแกมากกว่า

             พฤติกรรมการรังแกกันของทุกภูมิภาค จะอยู่ในรูปของการทำร้ายด้วยวาจามากที่สุด เช่น ล้อเลียนให้อับอาย การแสดงความเหยียดหยามดูถูกเชื้อชาติหรือผิวพรรณ ยกเว้นในภาคตะวันออก ส่วนรองลงมา คือ การรังแกด้วยการแย่งเงินและของใช้ และการข่มขู่บังคับ ซึ่งนักเรียนชายจะมีพฤติกรรมการรังแกใน 2 เรื่องนี้มากกว่านักเรียนหญิง ทั้งนี้ได้จัดอันดับสถานที่และเวลาที่มักเกิดการรังแก 5 อันดับ คือ 1.ในห้องเรียนเวลาที่ครูไม่อยู่ 2.เวลานักเรียนอยู่ตามทางเดินหน้าห้องเรียนหรืออยู่บนบันได 3.บริเวณสนามโรงเรียน 4.โรงอาหาร และ 5.ในห้องเรียนต่อหน้าครู

             ทั้งนี้ ปัญหาเด็กรังแกกันมีผลกระทบอย่างลึกกับเด็ก เด็กที่ถูกรังแกจะเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า ขณะที่นักเรียนที่เป็นผู้รังแก จะเคยชินกับการละเมิดกฎ โตขึ้นจะเสี่ยงต่อการเป็นอันธพาลเอาความรุนแรงไปใช้ในครอบครัวกลายเป็นวัฏจักร ทำให้ลูกเคยชินกับความรุนแรงด้วย อย่างไรก็ตาม ครูจำนวนมากที่ยังไม่เห็นว่าการรังแกกันเป็นปัญหาใหญ่

            ผลสำรวจข้างต้นพบว่า ครูร้อยละ 89 เคยเห็นนักเรียนมีพฤติกรรมรังแก เพื่อน โดยร้อยละ 25 บอกเคยเห็นมากกว่า 10 ครั้ง แต่เมื่อถามว่า “เมื่อนักเรียนถูกรังแก ครูประจำชั้นเคยพยายามห้ามหรือหยุดการกระทำเช่นนั้นบ่อยแค่ไหน” ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 41.2 ตอบว่า ช่วยเหลือ “ค่อนข้างน้อย” หรือ “แทบจะไม่เคยทำอะไร” เพื่อหยุดการรังแก ขณะที่ผู้ปกครองเองจะไม่ค่อย ตระหนักหรือสนใจ เพิกเฉย หรือไม่ให้ความช่วยเหลือ

            "ควรจะมีนโยบายเฉพาะเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง และในห้องเรียนควรจะมีกฎห้ามใช้ความรุนแรง ห้ามรังแกกัน สร้างวัฒนธรรมไม่ยอมรับการข่มเหง รังแก เพื่อให้คนที่รังแกอยู่ไม่ได้ แต่ครูและผู้ปกครองในปัจจุบันไม่สนใจเรื่องนี้และไม่ตระหนักว่านี่คือปัญหาใหญ่” ผศ.ดร.สมบัติ กล่าว

            นพ.ประเวศ ตันติพิวัฒนสกุล ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต สธ. กล่าวว่า จริงๆ แล้วระบบดูแลและช่วยเหลือนักเรียน เป็นวิธีการแก้ปัญหาพฤติกรรมนักเรียนที่ดีแล้ว แต่โรงเรียนยังนำมาใช้ไม่ครอบคลุม และมักทำแบบแยกส่วน ซึ่งถ้าเราแยกส่วนทำจะไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นนำเด็กไปเข้าค่าย อบรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรม แม้กระทั่งเข้าค่ายทหาร พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล และอาจจะทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้น

              ในกรณีอยู่ค่ายทหาร รวมทั้งการพาเด็กไปเยี่ยมนักโทษ แม้จะดูเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ไม่ได้ผลหากจะให้เด็กปรับพฤติกรรม รวมถึงการให้ครูออกไปเยี่ยมบ้านด้วย เพราะฉะนั้น จะแก้ปัญหาความรุนแรงให้ได้ผลจะต้องทำพร้อมกัน หลายๆ อย่าง ทั้งการพัฒนาทักษะชีวิต หาครอบครัวที่ดีให้เด็ก เพราะเด็กที่มี ปัญหา เด็กเกเรจะมาจากครอบครัวที่มีปัญหาด้วย ต้องเข้าไปเยียวยาครอบครัวของเด็ก จนครอบครัวสามารถที่จะร่วมมือกับโรงเรียนแก้ปัญหานี้

              นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากเน้นให้โรงเรียนพัฒนาก็คือ การพัฒนาการสอนทักษะการดำเนินชีวิตให้เด็ก ซึ่งถ้าเด็กมีทักษะในการดำเนินชีวิตจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายกัน หรือการทำร้ายตัวเอง และควรจะให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับระบบดูแลนักเรียน และให้เด็กมาคุยและสร้างค่านิยม ความคาดหวังกันขึ้นมาเอง ซึ่งหากเขาสร้างขึ้นมาเองเขาจะทำตามสิ่งนั้นมากกว่าที่คนภายนอกจะบอกให้ทำ

              นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ กรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาเด็กรังแกกันเองในปัจจุบันมีเยอะมาก พบในหลายโรงเรียน แต่ที่สังคมรับรู้ยังเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำเท่านั้น ที่อยู่ใต้น้ำและยังมองไม่เห็นมีอีกจำนวนมาก ซึ่งจากการสำรวจข้อมูล พบว่า ปัญหาความรุนแรงมีแทบทุกโรงเรียน โดยเฉพาะปัญหาเด็กรังแกกันเอง แต่โรงเรียนยังไม่มีกระบวนการให้การช่วยเหลือ ทั้งที่เด็กที่ถูกรังแกจะมีผลกระทบต่อจิตใจเด็กมาก

              คุณหญิงกษมา กล่าวว่า สพฐ.ต้องการให้ ผอ.สพท.นำผู้บริหารสถานศึกษามาเข้ารับการพัฒนาให้เข้าใจเรื่องจิตวิทยาวัยรุ่น การสร้างวินัยเชิงบวก การเพิ่มคุณค่าให้กับเด็ก เพื่อให้ผู้บริหารเหล่านี้สามารถสร้างแนวทางแก้ปัญหาในสถานศึกษาของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม สพฐ.ก็จะพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนต่อ พร้อมประเมินผลเพื่อให้ระบบดังกล่าวเป็นระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจริงๆ

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สพฐ.ได้สุ่มสำรวจความเห็นในเรื่องปัญหานักเรียนจากผู้บริหาร สพท. และผู้บริหารสถานศึกษาจาก 4 ภูมิภาค จำนวน 489 ราย พบว่า กลุ่มผู้บริหารระบุว่า พื้นที่เขามีปัญหาหนีเรียนและโดดเรียนของนักเรียนเป็นปัญหาสำคัญและมีความรุนแรงมากที่สุด ร้อยละ 18.2 รองลงมาคือ ปัญหาการสูบบุหรี่และดื่มของมึนเมาของนักเรียน ร้อยละ 17.9 ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน ร้อยละ 13.6 ปัญหาการเล่นเกม คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 13.9 และปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ร้อยละ 12.6



ข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

เรื่องอื่นๆ
  1. ผู้หญิง ขี้ตื้อ น่าเบื่อ มาก รู้มั้ย?
  2. 8 วิธีง่ายๆ "ทำดี" เพื่อพ่อ
  3. รถ กวาด ถนน รุ่น พิเศษ สุดๆ
  4. เคล็ด (ไม่) ลับ ขับ รถ ประหยัด พลังงาน
  5. วัยรุ่น เซ็ง! พจนานุกรม เด็กแนว?
  6. อภิปรายเดือด พรบ.แปลงเพศ ใช้ นางสาว ได้หรือไม่ได้
  7. จากวันออกพรรษา สู่พิธีตักบาตรเทโวโรหนะ
  8. ไม่น้อยหน้า "แท็กซี่" ขอปรับ ค่าโดยสาร บ้าง
  9. สุดยอด วิชา ตัวเบา
  10. เคล็ดลับ เปลี่ยน "ผมเสีย" ให้เป็น "ผมสวย"

เรื่องน่าสนใจ