ส่องเหตุผลจากผู้ผลิตแอร์ ทำไมไม่ควรฝืนใช้แอร์เก่านานจนเกินไป เสี่ยงค่าไฟพุ่ง อะไหล่หายาก พร้อมแนะตอนไหนที่ถึงเวลาต้องเปลี่ยน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ Grapee รายงานว่า
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่แทบทุกบ้านต้องมี อย่าง แอร์ หรือ เครื่องปรับอากาศ
ความจริงแล้วมีอายุใช้งานของตัวเอง ซึ่งแม้แอร์จะยังใช้งานได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มค่าต่อการใช้งานเสมอไป
ทำไมไม่ควรใช้งาน แอร์เก่า เกิน 10 ปี
สื่อดังกล่าว อ้างอิงคำแนะนำจาก บริษัท โตชิบา ไลฟ์สไตล์ จากญี่ปุ่น ระบุว่า เครื่องปรับอากาศของ โตชิบา นั้น ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานอย่างปลอดภัยราว 10 ปี ภายใต้เงื่อนไขปกติ ซึ่งถือเป็นอายุการใช้งานมาตรฐานของตัวเครื่อง ขณะเดียวกัน บริษัทจะเก็บสำรองอะไหล่สำหรับการซ่อมไว้ประมาณ 10 ปีหลังยุติการผลิต ยกเว้นบางชิ้นส่วนที่อาจแตกต่างออกไป
ดังนั้น หากใช้งานแอร์ตัวดังกล่าวยาวนานเกิน 10 ปี แม้ตัวเครื่องยังเปิดใช้งานได้ตามปกติ แต่อาจเริ่มเผชิญปัญหาเรื่องอะไหล่หายาก หรือมีโอกาสเกิดความเสียหายแบบไม่คาดคิดมากขึ้น จึงถือเป็นช่วงเวลาที่ควรเริ่มพิจารณาเปลี่ยนแอร์เครื่องใหม่
เปรียบเทียบค่าไฟ แอร์รุ่นเก่า กับ แอร์รุ่นใหม่
อีกเรื่องที่สำคัญคือ การกินไฟ เปรียบเทียบระหว่างแอร์รุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ยกตัวอย่าง แอร์ปี 2006 กับรุ่นปี 2026 ในระดับเดียวกัน พบความแตกต่างดังนี้
รุ่นไฮเอนด์ สำหรับห้องขนาดใหญ่
- ปริมาณการใช้ไฟต่อปีลดลง ค่าไฟต่างกันประมาณ 9,100 เยนต่อปี (ราว 1,900 บาท)
รุ่นมาตรฐาน สำหรับห้องขนาดเล็ก
- ปริมาณการใช้ไฟต่อปีลดลง ค่าไฟต่างกันประมาณ 4,300 เยนต่อปี (ราว 900 บาท)
จากตัวเลขจะเห็นว่า เทคโนโลยีประหยัดพลังงานในรุ่นใหม่ก็ยิ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น โดยเฉพาะในบ้านที่เปิดใช้งานแอร์เป็นประจำทุกวัน
ผลกระทบหากใช้แอร์เก่า อายุเกิน 20 ปี
การใช้งานแอร์ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียกะทันหัน รวมถึงปัญหาจากการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนภายใน เช่น วัสดุเรซินหรือชิ้นส่วนภายนอกที่อาจแตกหักและนำไปสู่อาการน้ำรั่วได้
นอกจากนี้ การใช้แอร์เก่า ยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากแอร์รุ่นเก่าที่ผลิตในช่วงก่อนกลางปี 2000 หลายรุ่นใช้สารทำความเย็นที่มีผลกระทบต่อโอโซน หากเกิดการรั่วไหลจากการเสื่อมสภาพของตัวเครื่อง ก็อาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่แอร์รุ่นใหม่ได้เปลี่ยนมาใช้สารทำความเย็นที่ไม่ทำลายชั้นโอโซนแล้ว
สิ่งที่แอร์รุ่นใหม่มีดีกว่ารุ่นเก่า
แอร์รุ่นปัจจุบันยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่มากขึ้น เช่น ระบบฟอกอากาศ เซ็นเซอร์ตรวจจับคนเพื่อช่วยควบคุมการใช้พลังงาน รวมถึงระบบที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและสั่งงานผ่านสมาร์ตโฟนได้
แม้แอร์เก่าจะยังสามารถใช้งานต่อได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ค่าไฟ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้ว การเปลี่ยนเครื่องใหม่อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานได้มากกว่าที่คิด
ขอบคุณข้อมูลจาก Grapee





