อัญเชิญ คำพ่อสอน ปรองดอง-สามัคคี สันติวิธี เยียวยาชาติ

เป็นบุญอย่างล้นพ้นยิ่งสำหรับพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า ที่ชาติไทยเรามีองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงเสียสละพระองค์ทุกอย่างในการที่จะสร้างเสริมความแข็งแกร่งในด้านต่าง ๆ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยและเพื่อความอยู่ดีมีสุขของอาณาประชา ราษฎร์ และในหลายวาระสำคัญพระองค์ท่านก็จะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทาน "พระบรมราโชวาท" แด่ปวงไทยด้วย...
เหล่าปวงไทยควรจะได้น้อมนำใส่เกล้าฯ ถือปฏิบัติ
อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขของชาติไทย คนไทย...
ทั้งนี้ ดังที่คนไทยทราบกันดี ว่าในวันที่ 2 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งมีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแด่เหล่าทหาร ซึ่งก็ถือเป็น "พรสำคัญ" ของชาติด้วย โดยพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านจะเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาของชาติไทย-คนไทย ในช่วงเวลานั้น ๆ เสมอมา
นอกจากพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมาแล้ว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท ความสำคัญตอนหนึ่งว่า...
"ไทยเรารักษาเอกราชและผืนแผ่นดินให้มั่นคงเป็นปึกแผ่นมาได้ ก็เพราะเราทุกคนมีความสำนึกตระหนักในความเป็นไทยและหน้าที่ที่จะธำรงรักษา ชาติ ประเทศไว้ ให้เป็นอิสระมั่นคง
ตามประวัติการณ์ที่ปรากฏมา คนไทยจึงมีจิตใจผูกพันปรอง ดอง อันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แยกพวก แยกเหล่า มีปกติสามัคคีพร้อมเพรียงกันเสมอ แต่สถานการณ์บ้านเมืองเราในทุกวันนี้เป็นที่ทราบแก่ใจเราทุกคนอยู่สืบแล้ว ว่า ไม่น่าไว้วางใจ พูดได้ว่าหากคนไทยขาดความสำนึกในชาติ ขาดความสามัคคี ก็อาจประสบเคราะห์กรรมกันทั้งชาติ
จึงขอให้ทหารทุกคน และชาวไทยทุกคนทุกหมู่ทุกเหล่า ได้พิจารณาตัดสินใจว่า ประเทศชาติของเรานั้น สำคัญที่เราควรจะรักษาไว้ให้ยั่งยืนต่อไปหรือไม่ ถ้าเห็นว่าสำคัญมั่นใจก็ขอให้สังวร ระวังกาย ใจ ให้ตั้งมั่นอยู่ในความสัตย์สุจริต พยายามลดอคติ และสร้างเสริมความเมตตาสามัคคีในกันและกัน ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดให้ยึดเอาความมั่นคงปลอดภัยของชาติ เป็นที่หมายสูงสุด..."
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้
และนอกจากในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ แล้ว ในวันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ในการพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะบุคคลเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ก็จะเป็นอีกวาระสำคัญยิ่งของพสกนิกรไทยที่จะได้รับ "พรสำคัญ" ได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เมื่อ 4 ธันวาคม 2550 นั้น "พรสำคัญแห่งองค์พ่อหลวง" มีความสำคัญยิ่งตอนหนึ่งคือ...
"...ถ้าไม่สามัคคี ก็บอกแล้วว่าประเทศจะประสบความหายนะ ไม่ใช่คำหายนะแต่ก็คล้ายๆ กันว่า ถ้าไม่สามัคคีกัน ไม่ปรองดองกัน ประเทศชาติล้ม ถ้าล้มก็ผลของการล้มนั้นมีหลายอย่าง ถ้าร่างกายก็ร่างกายกระดูกหักและต้องเข้ารักษาที่รักษานานๆ ไม่มีสิ้นสุด ถ้าไม่ระวัง ประเทศชาติก็ล่ม เมื่อล่มเราจะไปอยู่ที่ไหน คือล่ม ล่มก็หมายถึงว่าลงไป จม ล่มจม ถ้าเราไม่ระวังประเทศชาติล่มจม..."
"...พูดถึงว่าเมืองไทย บ่นว่าเดือด ที่จริงไม่ได้เดือด แต่คนน่ะเดือด คนมันทำเดือด ทำให้คนเดือดร้อน แล้วเวลาเดือดร้อนเนี่ยมันไม่สบาย น้ำเดือดมีประโยชน์ต้มไข่ได้ แต่ว่าถ้าเดือดเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ ทำให้คนเดือดร้อน นี่สิ้นเปลืองเปล่าๆ แล้วก็เมื่อคนทำให้เดือดร้อน ที่ว่าสิ้นเปลืองเปล่าๆ แล้วก็บ่น บ่นว่าประเทศลุกเป็นไฟ ก็ต้องระวังไม่ให้ลุกเป็นไฟ เพราะว่าจะทำให้ล่มจม
ล่มจมนี้ที่ต่างประเทศเขาบอกว่า เมืองไทยจะล่ม จะจม ความจริงยังไม่ล่ม แล้วก็ไม่จม แต่ถ้าไม่ระวังก็จะล่มจม ฉะนั้น ก็จะต้องระมัดระวัง ทุกวันนี้ไม่ปรองดองกัน เมื่อไม่ปรองดองก็มีรู ก็จะล่ม จะล่มจมลงไป..."
ทั้งนี้ องค์พ่อหลวงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณยิ่งต่อลูกไทยทุกหมู่เหล่า พระบรมราโชวาทแห่งพระองค์ท่านนั้นได้ย้ำเตือนเหล่าลูกไทยอย่างต่อเนื่องถึง เรื่อง "ความสามัคคี-ความปรองดอง"เรื่องที่ "สำคัญยิ่ง"
"สามัคคี" ตามพจนานุกรมหมายถึงพร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ขณะที่ "ปรองดอง" หมายถึง การออมชอม,ประนีประนอม,ยอมกัน,ไม่แก่งแย่งกัน,ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย,ตกลงกันด้วยไมตรีจิต ทั้งนี้ "ความสามัคคี-ความปรองดอง" เป็นเรื่องสำคัญที่จะนำมาซึ่งความมั่นคงของชาติ ความผาสุกของคนในชาติ เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่มิอาจมองข้าม ทั้งในด้านดีเมื่อได้ยึดถือปฏิบัติ และในด้านร้ายเมื่อละเลยไม่ปฏิบัติ
"พ่อหลวง" ทรงห่วงใย ทรงย้ำเตือนลูกไทยอย่างต่อเนื่อง
เหล่าลูกไทยต้องสำนึกในพระเมตตา พระมหากรุณาธิคุณ
ร่วมใจ "ฟื้นสามัคคี ปรองดอง เพื่อ "ยุติความแตกแยก"
"เยียวยาชาติที่เสียหาย" ก่อนจะสายเกินการณ์...!!!
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
เหล่าปวงไทยควรจะได้น้อมนำใส่เกล้าฯ ถือปฏิบัติ
อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขของชาติไทย คนไทย...
ทั้งนี้ ดังที่คนไทยทราบกันดี ว่าในวันที่ 2 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งมีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแด่เหล่าทหาร ซึ่งก็ถือเป็น "พรสำคัญ" ของชาติด้วย โดยพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านจะเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาของชาติไทย-คนไทย ในช่วงเวลานั้น ๆ เสมอมา
นอกจากพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมาแล้ว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท ความสำคัญตอนหนึ่งว่า...
"ไทยเรารักษาเอกราชและผืนแผ่นดินให้มั่นคงเป็นปึกแผ่นมาได้ ก็เพราะเราทุกคนมีความสำนึกตระหนักในความเป็นไทยและหน้าที่ที่จะธำรงรักษา ชาติ ประเทศไว้ ให้เป็นอิสระมั่นคง
ตามประวัติการณ์ที่ปรากฏมา คนไทยจึงมีจิตใจผูกพันปรอง ดอง อันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แยกพวก แยกเหล่า มีปกติสามัคคีพร้อมเพรียงกันเสมอ แต่สถานการณ์บ้านเมืองเราในทุกวันนี้เป็นที่ทราบแก่ใจเราทุกคนอยู่สืบแล้ว ว่า ไม่น่าไว้วางใจ พูดได้ว่าหากคนไทยขาดความสำนึกในชาติ ขาดความสามัคคี ก็อาจประสบเคราะห์กรรมกันทั้งชาติ
จึงขอให้ทหารทุกคน และชาวไทยทุกคนทุกหมู่ทุกเหล่า ได้พิจารณาตัดสินใจว่า ประเทศชาติของเรานั้น สำคัญที่เราควรจะรักษาไว้ให้ยั่งยืนต่อไปหรือไม่ ถ้าเห็นว่าสำคัญมั่นใจก็ขอให้สังวร ระวังกาย ใจ ให้ตั้งมั่นอยู่ในความสัตย์สุจริต พยายามลดอคติ และสร้างเสริมความเมตตาสามัคคีในกันและกัน ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดให้ยึดเอาความมั่นคงปลอดภัยของชาติ เป็นที่หมายสูงสุด..."
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้
และนอกจากในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ แล้ว ในวันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ในการพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะบุคคลเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ก็จะเป็นอีกวาระสำคัญยิ่งของพสกนิกรไทยที่จะได้รับ "พรสำคัญ" ได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เมื่อ 4 ธันวาคม 2550 นั้น "พรสำคัญแห่งองค์พ่อหลวง" มีความสำคัญยิ่งตอนหนึ่งคือ...
"...ถ้าไม่สามัคคี ก็บอกแล้วว่าประเทศจะประสบความหายนะ ไม่ใช่คำหายนะแต่ก็คล้ายๆ กันว่า ถ้าไม่สามัคคีกัน ไม่ปรองดองกัน ประเทศชาติล้ม ถ้าล้มก็ผลของการล้มนั้นมีหลายอย่าง ถ้าร่างกายก็ร่างกายกระดูกหักและต้องเข้ารักษาที่รักษานานๆ ไม่มีสิ้นสุด ถ้าไม่ระวัง ประเทศชาติก็ล่ม เมื่อล่มเราจะไปอยู่ที่ไหน คือล่ม ล่มก็หมายถึงว่าลงไป จม ล่มจม ถ้าเราไม่ระวังประเทศชาติล่มจม..."
"...พูดถึงว่าเมืองไทย บ่นว่าเดือด ที่จริงไม่ได้เดือด แต่คนน่ะเดือด คนมันทำเดือด ทำให้คนเดือดร้อน แล้วเวลาเดือดร้อนเนี่ยมันไม่สบาย น้ำเดือดมีประโยชน์ต้มไข่ได้ แต่ว่าถ้าเดือดเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ ทำให้คนเดือดร้อน นี่สิ้นเปลืองเปล่าๆ แล้วก็เมื่อคนทำให้เดือดร้อน ที่ว่าสิ้นเปลืองเปล่าๆ แล้วก็บ่น บ่นว่าประเทศลุกเป็นไฟ ก็ต้องระวังไม่ให้ลุกเป็นไฟ เพราะว่าจะทำให้ล่มจม
ล่มจมนี้ที่ต่างประเทศเขาบอกว่า เมืองไทยจะล่ม จะจม ความจริงยังไม่ล่ม แล้วก็ไม่จม แต่ถ้าไม่ระวังก็จะล่มจม ฉะนั้น ก็จะต้องระมัดระวัง ทุกวันนี้ไม่ปรองดองกัน เมื่อไม่ปรองดองก็มีรู ก็จะล่ม จะล่มจมลงไป..."
ทั้งนี้ องค์พ่อหลวงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณยิ่งต่อลูกไทยทุกหมู่เหล่า พระบรมราโชวาทแห่งพระองค์ท่านนั้นได้ย้ำเตือนเหล่าลูกไทยอย่างต่อเนื่องถึง เรื่อง "ความสามัคคี-ความปรองดอง"เรื่องที่ "สำคัญยิ่ง"
"สามัคคี" ตามพจนานุกรมหมายถึงพร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ขณะที่ "ปรองดอง" หมายถึง การออมชอม,ประนีประนอม,ยอมกัน,ไม่แก่งแย่งกัน,ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย,ตกลงกันด้วยไมตรีจิต ทั้งนี้ "ความสามัคคี-ความปรองดอง" เป็นเรื่องสำคัญที่จะนำมาซึ่งความมั่นคงของชาติ ความผาสุกของคนในชาติ เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่มิอาจมองข้าม ทั้งในด้านดีเมื่อได้ยึดถือปฏิบัติ และในด้านร้ายเมื่อละเลยไม่ปฏิบัติ
"พ่อหลวง" ทรงห่วงใย ทรงย้ำเตือนลูกไทยอย่างต่อเนื่อง
เหล่าลูกไทยต้องสำนึกในพระเมตตา พระมหากรุณาธิคุณ
ร่วมใจ "ฟื้นสามัคคี ปรองดอง เพื่อ "ยุติความแตกแยก"
"เยียวยาชาติที่เสียหาย" ก่อนจะสายเกินการณ์...!!!
คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก


ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล
เรื่องย่อละคร มาหยารัศมี
งานแต่งป๋อ เอ๋ ธีมงานวัด สุดเฮฮา
รางวัลนาฏราช 2555 ดาราเพียบ
เรื่องย่อ เจจุงวอน ตำนานแพทย์แห่งโชซอน
น้องนาวา ลูกอ้อม พิยดา น่ารักมาก!
