
2 เมษายน วันรับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย (มติชน)
สำหรับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้ว คำว่า "ตายเพื่อเกิด" อาจมีความหมายที่ซ่อนนัยยะสำคัญว่า การตายของคนหนึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของอีกสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
แต่สำหรับการทำงานของ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย แล้ว การ "ตายเพื่อเกิด" นั้น มีความหมายตามนั้นจริงๆ เพราะทันทีที่ชีวิตหนึ่งดับลง อีกชีวิตหนึ่งที่กำลังมอดก็ได้รับการจุดไฟชีวิตขึ้นอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนอวัยวะชิ้นใหม่ที่ได้รับบริจาคมานั่นเอง
2 เมษายนของทุกปี สมเด็จพระเทพรันตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานให้เป็น "วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย" ซึ่งในปี 2552 นี้ครบรอบ 15 ปี ที่ตั้งเป็นศูนย์ขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการรับบริจาคอวัยวะทั้งหลาย โดยย้ำหลักการจัดสรรอวัยวะอย่างชัดเจนมาตลอด คือ "เป็นธรรม เสมอภาค โปร่งใส ถูกต้องตามหลักวิชาการ" ที่สำคัญต้องไม่มีการซื้อ-ขาย
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ชั้น 5 อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ถนนอังรีดูนังต์ ทุกวันนี้มีผู้ป่วยที่รอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ที่รอการปลูกถ่าย "ไต" มากที่สุด รองลงมาคือ หัวใจ ปอด ตับ แต่เมื่อดูตัวเลขของผู้ที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะแล้วก็น่าเศร้าใจ เพราะตัวเลขผู้รอบริจาคอวัยวะนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี-ปีละ 200 คน!!
สาเหตุที่คนรอรับบริจาคมากกว่าคนบริจาคนั้นมีหลายสาเหตุ ซึ่ง นพ.วิศิษฎ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย เล่าให้ฟังว่า อุปสรรคนั้นจากการวิจัยพบว่าส่วนใหญ่คนยังเชื่อว่า ถ้าบริจาคอวัยวะแล้ว ชาติหน้าเกิดมาอวัยวะจะไม่ครบ และเหมือนเป็นการแช่งตัวเอง อีกสาเหตุคือ คนยังตะขิดตะขวงใจว่าคนบริจาคนั้นตายจริงหรือไม่? (สมองตาย)
"ปัจจุบันคำว่า สมองตาย ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นการเสียชีวิตแล้ว ดังนั้น แม้ว่าจะฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา เราก็บอกว่าลักษณะนี้เรานำอวัยวะมาใช้ทำประโยชน์ได้ เพื่อต่อชีวิตใหม่ให้คนมีคุณภาพชีวิตอีกหลายๆ ชีวิต" หมอวิศิษฎ์ กล่าว
ส่วนปัญหาความเชื่อว่าชาติหน้าเกิดมาอวัยวะไม่ครบนั้น คุณหมอบอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยคิดกันแล้ว
"จริงๆ แล้วพอตายก็เผาไม่เหลืออะไรเลย อย่างฟัน เวลาตายไม่เคยมีใครเอาไปครบ 32 ซี่ พอเกิดมาก็มีตั้งสองชุด แล้วถ้าใส่ฟันปลอมเวลาตายมันจะต้องติดไปสิ เกิดมาแล้วยิ้มมีฟันปลอม คงตกใจ แล้วเวลาผ่าตัดมีใครสักคนเคยถามไหมว่า ชาติหน้าจะมีไส้ติ่งไหม มีถุงน้ำดีไหม ไม่เห็นมีคนถาม " หมอวิศิษฎ์เล่าขำๆ
คุณหมอบอกว่า หากขจัดอุปสรรคปัญหาความคิดความเชื่อเหล่านี้ได้ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้มากคือ กระบวนการจัดสรรอวัยวะที่ได้รับบริจาค เพราะจะต้องเป็นธรรม เสมอภาค โปร่งใส ถูกต้องตามหลักวิชาการ และไม่มีการซื้อขาย เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของประชาชนต่อวงการแพทย์นั่นเอง
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยในวันนี้ มีการพัฒนาหลายขั้นตอนให้มีมาตรฐานขึ้น เพื่อให้อวัยวะต้องได้รับความปลอดภัย แม้กระทั่งเลือดก็หาถึงระดับดีเอ็นเอ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าไม่มีไวรัสที่จะนำไปติดผู้ที่ได้รับบริจาค หรือเรื่องการเดินทาง ก็รวดเร็วขึ้นโดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากการบินไทย และสายการบิน นกแอร์ เนื่องจากอวัยวะเมื่อผ่าตัดออกมาแล้วมีเวลาจำกัดเมื่อแช่ในอุณหภูมิ 4 องศา สำหรับหัวใจอยู่ได้ 4 ชั่วโมง ตับอยู่ได้ 6 ชั่วโมง ปอดอยู่ได้ 8 ชั่วโมง และไตอยู่ได้ 24 ชั่วโมง
คุณหมอวิศิษฎ์บอกว่า อนาคตอาจจะขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลต่างๆ ให้ส่งรายงานประจำปี เช่น มีอุบัติเหตุเท่าไหร่ มีคนไข้ที่สมองตายเท่าไหร่ ขออวัยวะได้เท่าไหร่ และควรจะมีผู้ประสานงานการปลูกถ่าย เพื่อจะนำข้อมูลมาลงทะเบียนในคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้การจัดสรรเป็นแบบเรียงตามลำดับ อวัยวะที่ได้รับบริจาคมานั้นสามารถช่วยเหลือชีวิตหนึ่งให้อยู่ต่อไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งผลของการปลูกถ่ายอวัยวะนั้น คุณหมอวิศิษฎ์บอกว่าได้ผลดีมาก
"อย่างอวัยวะที่ได้รับบริจาคมา ใน 3 ปีแรก ไตทำงานดีถึง 93% หัวใจ และตับทำงานได้ 70-80% แต่ว่าอีก 5 ปีต่อมาการทำงานจะลดลงราว 10% การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจของเราอยู่ได้ 20 ปี แล้วก็ไม่เลวนะ ส่วนไตตอนนี้อยู่ได้ 46 ปี นานจนลืม สำหรับชีวิตประจำวันก็มีผลข้างเคียงบ้าง เพราะว่าผู้ป่วยได้รับยาที่ไม่ให้ร่างกายปฏิเสธอวัยวะ ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง แพทย์ก็ต้องให้ยาน้อยที่สุด ต้องระวังการติดโรคด้วย เป็นหน้าที่แพทย์ที่ดูต้องคอยเฝ้าระวัง บางทีโรคเก่าก็กำเริบ แม้ว่าจะเปลี่ยนอวัยวะใหม่ แต่ก็อาจยังไม่หายขาด สิ่งที่ต้องสังวรณ์ไว้คือเป็นแบบนั้น"
และสำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคอวัยวะนั้นขอให้ทำ 2 อย่าง คือ 1.บอกญาติให้รู้ 2.พกบัตรติดตัวไว้ประจำ เพราะกฎหมายไทยนั้น ร่างของผู้เสียชีวิตเป็นสมบัติของทายาท ฉะนั้นเมื่อผู้ที่บริจาคเสียชีวิตแล้ว ยังไงต้องขออนุญาตทายาทอยู่ดี
ฟังทางคุณหมอแล้ว มาฟังด้านผู้สูญเสียบ้างอย่าง ธันยพรรษ เกตุคง ผู้จัดการทีมพัฒนาธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการขนาดย่อม เอสเอ็มอี ธนาคารกสิกรไทย ทีมสี่แยกวังหิน ผู้เป็นแม่ของลูกชายที่เสียชีวิต
ธันยพรรษเล่าว่า ลูกชายประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ชนราวสะพานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 เมื่อได้รับข่าวจากแฟนสาวของลูกชายก็รีบไปหาที่โรงพยาบาลนพรัตน์
"ก้าวแรกที่เห็นลูกชายนอนอยู่ที่เตียง เขาบอบช้ำหมดทั้งตัว แต่ก็ยังมีความหวังว่าลูกน่าจะรักษาหาย คุณหมอดีมาก โรงพยาบาลนพรัตน์บางคนอาจจะบอกว่าเป็นโรงงานฆ่าสัตว์ แต่จริงๆ ดูแลลูกชายดีมาก (ร้องไห้) เราเดินไปเดินมาอยู่ในช่วงของครึ่งวันตอนเช้า แล้วพยาบาลก็เดินมาบอกให้ทำใจดีๆ บอกว่าถ้าตัดใจได้ สิ่งที่หลงเหลืออยู่กับลูกชายน่าจะมอบอวัยวะให้กับบุคคลอื่นน่าจะมีคุณประโยชน์ต่อไป"
"เราเองเห็นลูกชายยังหายใจอยู่ มีสายออกซิเจน มีเครื่องให้เลือด เอ๊ะ...มาพูดอย่างนี้เพื่ออะไร ตอนนั้นก็ทั้งช็อค ทั้งไม่เชื่อว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเรา ก็ยังมีความหวังว่าเดี๋ยวคงหาย ผ่านไปครึ่งวันเดินไปถามคุณหมอ ก็พูดคำหนึ่งคือสมองตาย..."
เธอว่า หมอ 2-3 คนย้ำถึงสมองตาย ก็คือการเสียชีวิตแล้ว นั่นเองเธอจึงสงบลง และเมื่อตั้งสติได้ก็ยื่นความจำนงขอบริจาคอวัยวะของบุตรชายให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย
"ที่ตัดสินใจได้ เพราะสัจธรรมก็คือว่าเรายื้อเป็น ยื้อตาย ใครก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรยึดติดได้ เราเอาส่วนนี้ให้คนที่เขารอดีกว่า เลยตัดสินใจขอเขาตรงนั้น กระซิบกับร่างที่นอนนิ่ง บอกลูกแม่ไม่ขออะไร ไม่ต้องบวชให้แม่ ไม่ต้องเป็นทหารให้แม่ แต่ขออวัยวะของลูก ขอให้แม่แค่นี้พอ" เสียงสั่นเครือพร้อมน้ำตาไหล
นั่นคือ ความรู้สึกของ "ผู้ให้" ส่วน "ผู้ที่รอคอย" นั้นมันนานแสนนาน บางคนอาจทั้งชีวิต
แต่เมื่อเขาเหล่านั้นได้รับการบริจาคอวัยวะ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากน้ำตาแห่งความปีติแล้ว มันยังเป็น "ชีวิต" ที่เกิดใหม่ที่เขาไม่คิดว่าเขาจะได้รับ "โอกาส" นั้นอีกครั้ง
ปุจฉา : หากบริจาคอวัยวะในชาตินี้ชาติหน้าจะเกิดมาครบ 32 หรือไม่?
เรื่องนี้มีคำตอบจาก "ท่าน ว. วชิรเมธี" ว่า การบริจาคอวัยวะ ถือเป็นทานที่ได้บุญอย่างมาก เพราะเป็นการทำบุญชั้นสูงอย่างหนึ่ง ที่เรียกการบำเพ็ญ บารมี
ในพระพุทธศาสนาจัดการบริจาคไว้เป็นหนึ่งใน "บารมี 10 ประการ" (คือ ทานบารมี) ที่พระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์ จึงจะบรรลุสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าได้
เพราะการบำเพ็ญความดีที่ถือว่าเป็นบารมีนั้น มีอยู่ 3 ขั้น ได้แก่ขั้นที่ 1 เรียกว่า "ขั้นสามัญ" เป็นการให้ทานวัตถุหรือปัจจัยสี่ ขั้นที่ 2 "ขั้นปานกลาง" เป็นการให้ทานอวัยวะ เช่น บริจาคดวงตา ขั้นที่ 3 "ขั้นสูงสุด" คือการให้ชีวิตเป็นทาน
"ความเชื่อที่ว่า หากบริจาคอวัยวะแล้วเกิดมาอีกชาติจะมีอวัยวะไม่สมบูรณ์นั้น เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว พระพุทธองค์คงมีลักษณาการที่ไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ เนื่องจากในพระชาติหนึ่ง ขณะยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่พระองค์เสวยพระชาติเป็น "สิวิราชกุมาร" ในพระชาตินั้นทรงควักดวงพระเนตร (ตา) ทั้งสองข้างถวายเป็นทาน ผลแห่งมหาทานครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงได้ทิพยจักษุเป็นการตอบแทน
ท่าน ว.วชิรเมธี ตบท้ายว่า ใครที่เข้าใจว่าหากสละอวัยวะเป็นทานแล้วจะกลายเป็นคนพิกลพิการในชาติหน้า ควรรู้ไว้ว่า กำลังเข้าใจผิด ถือผิด ซ้ำยังคอยขัดขวางทางมหากุศลของคนอื่นเขา
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
คอลัมน์ : สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม
โดย : ชมพูนุท นำภา
สำหรับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้ว คำว่า "ตายเพื่อเกิด" อาจมีความหมายที่ซ่อนนัยยะสำคัญว่า การตายของคนหนึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของอีกสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
แต่สำหรับการทำงานของ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย แล้ว การ "ตายเพื่อเกิด" นั้น มีความหมายตามนั้นจริงๆ เพราะทันทีที่ชีวิตหนึ่งดับลง อีกชีวิตหนึ่งที่กำลังมอดก็ได้รับการจุดไฟชีวิตขึ้นอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนอวัยวะชิ้นใหม่ที่ได้รับบริจาคมานั่นเอง
2 เมษายนของทุกปี สมเด็จพระเทพรันตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานให้เป็น "วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย" ซึ่งในปี 2552 นี้ครบรอบ 15 ปี ที่ตั้งเป็นศูนย์ขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการรับบริจาคอวัยวะทั้งหลาย โดยย้ำหลักการจัดสรรอวัยวะอย่างชัดเจนมาตลอด คือ "เป็นธรรม เสมอภาค โปร่งใส ถูกต้องตามหลักวิชาการ" ที่สำคัญต้องไม่มีการซื้อ-ขาย
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ชั้น 5 อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ถนนอังรีดูนังต์ ทุกวันนี้มีผู้ป่วยที่รอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ที่รอการปลูกถ่าย "ไต" มากที่สุด รองลงมาคือ หัวใจ ปอด ตับ แต่เมื่อดูตัวเลขของผู้ที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะแล้วก็น่าเศร้าใจ เพราะตัวเลขผู้รอบริจาคอวัยวะนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี-ปีละ 200 คน!!
สาเหตุที่คนรอรับบริจาคมากกว่าคนบริจาคนั้นมีหลายสาเหตุ ซึ่ง นพ.วิศิษฎ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย เล่าให้ฟังว่า อุปสรรคนั้นจากการวิจัยพบว่าส่วนใหญ่คนยังเชื่อว่า ถ้าบริจาคอวัยวะแล้ว ชาติหน้าเกิดมาอวัยวะจะไม่ครบ และเหมือนเป็นการแช่งตัวเอง อีกสาเหตุคือ คนยังตะขิดตะขวงใจว่าคนบริจาคนั้นตายจริงหรือไม่? (สมองตาย)
"ปัจจุบันคำว่า สมองตาย ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นการเสียชีวิตแล้ว ดังนั้น แม้ว่าจะฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา เราก็บอกว่าลักษณะนี้เรานำอวัยวะมาใช้ทำประโยชน์ได้ เพื่อต่อชีวิตใหม่ให้คนมีคุณภาพชีวิตอีกหลายๆ ชีวิต" หมอวิศิษฎ์ กล่าว
ส่วนปัญหาความเชื่อว่าชาติหน้าเกิดมาอวัยวะไม่ครบนั้น คุณหมอบอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยคิดกันแล้ว
"จริงๆ แล้วพอตายก็เผาไม่เหลืออะไรเลย อย่างฟัน เวลาตายไม่เคยมีใครเอาไปครบ 32 ซี่ พอเกิดมาก็มีตั้งสองชุด แล้วถ้าใส่ฟันปลอมเวลาตายมันจะต้องติดไปสิ เกิดมาแล้วยิ้มมีฟันปลอม คงตกใจ แล้วเวลาผ่าตัดมีใครสักคนเคยถามไหมว่า ชาติหน้าจะมีไส้ติ่งไหม มีถุงน้ำดีไหม ไม่เห็นมีคนถาม " หมอวิศิษฎ์เล่าขำๆ
คุณหมอบอกว่า หากขจัดอุปสรรคปัญหาความคิดความเชื่อเหล่านี้ได้ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้มากคือ กระบวนการจัดสรรอวัยวะที่ได้รับบริจาค เพราะจะต้องเป็นธรรม เสมอภาค โปร่งใส ถูกต้องตามหลักวิชาการ และไม่มีการซื้อขาย เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของประชาชนต่อวงการแพทย์นั่นเอง
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยในวันนี้ มีการพัฒนาหลายขั้นตอนให้มีมาตรฐานขึ้น เพื่อให้อวัยวะต้องได้รับความปลอดภัย แม้กระทั่งเลือดก็หาถึงระดับดีเอ็นเอ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าไม่มีไวรัสที่จะนำไปติดผู้ที่ได้รับบริจาค หรือเรื่องการเดินทาง ก็รวดเร็วขึ้นโดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากการบินไทย และสายการบิน นกแอร์ เนื่องจากอวัยวะเมื่อผ่าตัดออกมาแล้วมีเวลาจำกัดเมื่อแช่ในอุณหภูมิ 4 องศา สำหรับหัวใจอยู่ได้ 4 ชั่วโมง ตับอยู่ได้ 6 ชั่วโมง ปอดอยู่ได้ 8 ชั่วโมง และไตอยู่ได้ 24 ชั่วโมง
คุณหมอวิศิษฎ์บอกว่า อนาคตอาจจะขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลต่างๆ ให้ส่งรายงานประจำปี เช่น มีอุบัติเหตุเท่าไหร่ มีคนไข้ที่สมองตายเท่าไหร่ ขออวัยวะได้เท่าไหร่ และควรจะมีผู้ประสานงานการปลูกถ่าย เพื่อจะนำข้อมูลมาลงทะเบียนในคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้การจัดสรรเป็นแบบเรียงตามลำดับ อวัยวะที่ได้รับบริจาคมานั้นสามารถช่วยเหลือชีวิตหนึ่งให้อยู่ต่อไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งผลของการปลูกถ่ายอวัยวะนั้น คุณหมอวิศิษฎ์บอกว่าได้ผลดีมาก
"อย่างอวัยวะที่ได้รับบริจาคมา ใน 3 ปีแรก ไตทำงานดีถึง 93% หัวใจ และตับทำงานได้ 70-80% แต่ว่าอีก 5 ปีต่อมาการทำงานจะลดลงราว 10% การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจของเราอยู่ได้ 20 ปี แล้วก็ไม่เลวนะ ส่วนไตตอนนี้อยู่ได้ 46 ปี นานจนลืม สำหรับชีวิตประจำวันก็มีผลข้างเคียงบ้าง เพราะว่าผู้ป่วยได้รับยาที่ไม่ให้ร่างกายปฏิเสธอวัยวะ ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง แพทย์ก็ต้องให้ยาน้อยที่สุด ต้องระวังการติดโรคด้วย เป็นหน้าที่แพทย์ที่ดูต้องคอยเฝ้าระวัง บางทีโรคเก่าก็กำเริบ แม้ว่าจะเปลี่ยนอวัยวะใหม่ แต่ก็อาจยังไม่หายขาด สิ่งที่ต้องสังวรณ์ไว้คือเป็นแบบนั้น"
และสำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคอวัยวะนั้นขอให้ทำ 2 อย่าง คือ 1.บอกญาติให้รู้ 2.พกบัตรติดตัวไว้ประจำ เพราะกฎหมายไทยนั้น ร่างของผู้เสียชีวิตเป็นสมบัติของทายาท ฉะนั้นเมื่อผู้ที่บริจาคเสียชีวิตแล้ว ยังไงต้องขออนุญาตทายาทอยู่ดี
ฟังทางคุณหมอแล้ว มาฟังด้านผู้สูญเสียบ้างอย่าง ธันยพรรษ เกตุคง ผู้จัดการทีมพัฒนาธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการขนาดย่อม เอสเอ็มอี ธนาคารกสิกรไทย ทีมสี่แยกวังหิน ผู้เป็นแม่ของลูกชายที่เสียชีวิต
ธันยพรรษเล่าว่า ลูกชายประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ชนราวสะพานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 เมื่อได้รับข่าวจากแฟนสาวของลูกชายก็รีบไปหาที่โรงพยาบาลนพรัตน์
"ก้าวแรกที่เห็นลูกชายนอนอยู่ที่เตียง เขาบอบช้ำหมดทั้งตัว แต่ก็ยังมีความหวังว่าลูกน่าจะรักษาหาย คุณหมอดีมาก โรงพยาบาลนพรัตน์บางคนอาจจะบอกว่าเป็นโรงงานฆ่าสัตว์ แต่จริงๆ ดูแลลูกชายดีมาก (ร้องไห้) เราเดินไปเดินมาอยู่ในช่วงของครึ่งวันตอนเช้า แล้วพยาบาลก็เดินมาบอกให้ทำใจดีๆ บอกว่าถ้าตัดใจได้ สิ่งที่หลงเหลืออยู่กับลูกชายน่าจะมอบอวัยวะให้กับบุคคลอื่นน่าจะมีคุณประโยชน์ต่อไป"
"เราเองเห็นลูกชายยังหายใจอยู่ มีสายออกซิเจน มีเครื่องให้เลือด เอ๊ะ...มาพูดอย่างนี้เพื่ออะไร ตอนนั้นก็ทั้งช็อค ทั้งไม่เชื่อว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเรา ก็ยังมีความหวังว่าเดี๋ยวคงหาย ผ่านไปครึ่งวันเดินไปถามคุณหมอ ก็พูดคำหนึ่งคือสมองตาย..."
เธอว่า หมอ 2-3 คนย้ำถึงสมองตาย ก็คือการเสียชีวิตแล้ว นั่นเองเธอจึงสงบลง และเมื่อตั้งสติได้ก็ยื่นความจำนงขอบริจาคอวัยวะของบุตรชายให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย
"ที่ตัดสินใจได้ เพราะสัจธรรมก็คือว่าเรายื้อเป็น ยื้อตาย ใครก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรยึดติดได้ เราเอาส่วนนี้ให้คนที่เขารอดีกว่า เลยตัดสินใจขอเขาตรงนั้น กระซิบกับร่างที่นอนนิ่ง บอกลูกแม่ไม่ขออะไร ไม่ต้องบวชให้แม่ ไม่ต้องเป็นทหารให้แม่ แต่ขออวัยวะของลูก ขอให้แม่แค่นี้พอ" เสียงสั่นเครือพร้อมน้ำตาไหล
นั่นคือ ความรู้สึกของ "ผู้ให้" ส่วน "ผู้ที่รอคอย" นั้นมันนานแสนนาน บางคนอาจทั้งชีวิต
แต่เมื่อเขาเหล่านั้นได้รับการบริจาคอวัยวะ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากน้ำตาแห่งความปีติแล้ว มันยังเป็น "ชีวิต" ที่เกิดใหม่ที่เขาไม่คิดว่าเขาจะได้รับ "โอกาส" นั้นอีกครั้ง
ปุจฉา : หากบริจาคอวัยวะในชาตินี้ชาติหน้าจะเกิดมาครบ 32 หรือไม่?
เรื่องนี้มีคำตอบจาก "ท่าน ว. วชิรเมธี" ว่า การบริจาคอวัยวะ ถือเป็นทานที่ได้บุญอย่างมาก เพราะเป็นการทำบุญชั้นสูงอย่างหนึ่ง ที่เรียกการบำเพ็ญ บารมี
ในพระพุทธศาสนาจัดการบริจาคไว้เป็นหนึ่งใน "บารมี 10 ประการ" (คือ ทานบารมี) ที่พระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์ จึงจะบรรลุสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าได้
เพราะการบำเพ็ญความดีที่ถือว่าเป็นบารมีนั้น มีอยู่ 3 ขั้น ได้แก่ขั้นที่ 1 เรียกว่า "ขั้นสามัญ" เป็นการให้ทานวัตถุหรือปัจจัยสี่ ขั้นที่ 2 "ขั้นปานกลาง" เป็นการให้ทานอวัยวะ เช่น บริจาคดวงตา ขั้นที่ 3 "ขั้นสูงสุด" คือการให้ชีวิตเป็นทาน
"ความเชื่อที่ว่า หากบริจาคอวัยวะแล้วเกิดมาอีกชาติจะมีอวัยวะไม่สมบูรณ์นั้น เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว พระพุทธองค์คงมีลักษณาการที่ไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ เนื่องจากในพระชาติหนึ่ง ขณะยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่พระองค์เสวยพระชาติเป็น "สิวิราชกุมาร" ในพระชาตินั้นทรงควักดวงพระเนตร (ตา) ทั้งสองข้างถวายเป็นทาน ผลแห่งมหาทานครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงได้ทิพยจักษุเป็นการตอบแทน
ท่าน ว.วชิรเมธี ตบท้ายว่า ใครที่เข้าใจว่าหากสละอวัยวะเป็นทานแล้วจะกลายเป็นคนพิกลพิการในชาติหน้า ควรรู้ไว้ว่า กำลังเข้าใจผิด ถือผิด ซ้ำยังคอยขัดขวางทางมหากุศลของคนอื่นเขา
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
คอลัมน์ : สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม
โดย : ชมพูนุท นำภา






