
ความสัมพันธ์ไทย 4 ทิศ ลาว-กัมพูชา-พม่า-มาเลย์ (ข่าวสด)
อาณาบริเวณของไทยที่ติดกับเพื่อนบ้าน 4 ทิศ คือ พม่า ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย มีระยะทางยาว 5,656 กิโลเมตร จึงมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง หนักบ้างเบาบ้าง
ศูนย์ความมั่นคงศึกษา สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สถาบันการข่าวกรองและสำนักงานเลขานุการ คณะที่ปรึกษาการข่าว สำนักข่าวกรองแห่งชาติและโครงการความมั่นคงศึกษา (สกว.) จัดสัมมนาเรื่อง "ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน" ที่โรงแรมสยามซิตี
นายปกศักดิ์ นิลอุบล อดีตเอกอัครราชทูตพม่าและสวีเดน กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายต่างประเทศหลังยุคสงครามเย็นว่า ไทยเปลี่ยนจากการคบมหาอำนาจประเทศเดียวอย่างอเมริกา มาเป็นการคบค้าประเทศเพื่อนบ้านโดยใช้นโยบายสร้างความสัมพันธ์ทุกทิศทาง ทั้งมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจและในเวลาเดียวกันก็แข่งขันทางการค้าด้วย
ตั้งแต่ยุครัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา รัฐบาลไทยสืบทอดนโยบายเศรษฐกิจนำการต่างประเทศแทบทั้งสิ้น ยกเว้นรัฐบาลประชาธิปัตย์
รัฐบาลยุคชาติชายชูนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" หันมาใช้เศรษฐกิจนำต่างประเทศ สร้างสัมพันธ์กับอินโดจีนและพม่า ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่ยอมรับพม่าเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนโดยคำนึงถึงเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว
นายปกศักดิ์เห็นว่า นโยบายกับประเทศเพื่อนบ้านควรคำนึงทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองและทุกระดับ อีกทั้ง ต้องมีระบบการจัดการชายแดนแบบบูรณาการโดยเริ่มจากการสร้างความไว้ใจกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป
สําหรับความสัมพันธ์ไทย-ลาว แทบจะไม่มีปัญหาเลย เพราะไว้วางใจกันและกัน คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน อีกปัจจัยหนึ่ง คือ การแลกเปลี่ยนการเยือนของราชวงศ์และบุคคลสำคัญระดับสูงอยู่เนืองๆ ดังนั้น จึงยังไม่จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ใดๆ กับลาว
ด้านมาเลเซีย อยู่ในระดับน่าพอใจ ยกเว้นปัญหาชายแดนใต้ที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดความเย็นชาอยู่ระยะหนึ่ง ที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้รุนแรงขึ้นทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายเย็นชา เพราะรัฐบาลในสมัยนั้นใช้ทหารนำการเมือง
มาเลเซียเป็นประธานองค์การการประชุมอิสลามโลก (โอไอซี) และนำประเด็นความไม่สงบในภาคใต้ของไทยเข้าที่ประชุมโอไอซี จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์คนไทยในชายแดนใต้อพยพข้ามไปอยู่ในมาเลเซียจำนวน 110 คน
อดีตเอกอัครราชทูตแนะว่าไทยจะต้องไม่พึ่งพามาเลเซียในการแก้ปัญหาชายแดนอย่างเต็มตัว ไม่เช่นนั้น ไทยจะไม่มีอำนาจต่อรอง แต่ก็ยังต้องพึ่งมาเลเซียอยู่ โดยเฉพาะในกรอบโอไอซีที่มาเลเซียเป็นกระบอกเสียงให้ไทยได้ ส่วนปัญหาใหญ่อยู่ที่การขาดความต่อเนื่องของนโยบาย ทำให้ปัญหาคั่งค้างและใช้เวลาแก้ปัญหานานกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อมองความสัมพันธ์กับกัมพูชา หลังจากเหตุการณ์เผาสถานเอกอัครราชทูตไทยแล้ว ความสัมพันธ์อยู่ในขั้นดี แต่มาสะดุดเมื่อกัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อปลายปีที่แล้ว ไทยไม่พอใจกัมพูชา ส่วนกัมพูชาก็ระแวงไทย
ในการปฏิบัติการทางทหารและมีการปะทะกันหลายครั้ง ไทยพยายามเจรจาด้วยสันติวิธีและใช้กลไกทวิภาคี แต่คงใช้เวลาในการแก้ปัญหาเขตแดนอีกเป็นชั่วอายุคน
นักการทูตแนะให้ปรับนโยบายระยะสั้นโดยใช้การพบปะอย่างไม่เป็นทางการทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนในระยะยาว ต้องสร้างกลไกที่เอื้อต่อการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน
สำหรับความสัมพันธ์กับพม่า ถือว่าเปราะบาง เพราะสถานการณ์การเมืองในพม่าเอง อีกทั้งการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-พม่า ระหว่างรัฐบาลพม่าและชนกลุ่มน้อยประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจทำให้คนอพยพข้ามฝั่งมาไทยเป็นแสนคน
นายปกศักดิ์เคยเสนอรัฐบาลในสมัยที่ยังเป็นเอกอัครราชทูตที่ย่างกุ้งว่า ไทยควรมีนโยบายที่ครอบคลุมทุกมิติ แต่ไม่มีใครดำเนินการ จนกระทั่งรัฐบาลชุดล่าสุดประกาศเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2551 ว่า จะพัฒนาความสัมพันธ์เพื่อนบ้านทุกมิติและทุกระดับ ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไป
คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ






